ไม่ใช่คำพูดดูหมิ่นตนเอง

“ยังไงฉันก็ไม่เอาไหนอยู่แล้วนี่”

“อย่างฉันน่ะทำอะไร ก็ไม่ได้เรื่องหรอก”
มีบางคนที่มีนิสัยชอบพูดจาด้วยถ้อยคำดูมินตนเอง “อย่างยังไงฉันก็” “อย่างฉันน่ะนะ”

ตอนที่เราใช้ถ้อยคำแบบนี้พูดจาไม่ดีกับตนเองมีแต่ยิ่งทำให้รู้สึกไม่ดีและทำให้จิตใจกักเก็บความไม่พอใจเอาไว้เสมอ
อาจมีบางคนที่ชอบหลุดพูดกับคนอื่นว่ายังไงอย่างฉันก็….
เหตุเพราะไม่มีความเชื่อมั่นในตนเองคนแบบนางต้องการคำพูดที่ให้กำลังใจอย่างไม่ใช่แบบนั้นหรอกนาถึงได้พูดออกมาแบบนั้นถ้าผู้ฟังเป็นคนใจดีก็ของช่วยพูดตามน้ำและให้กำลังใจดังที่ขอ

แต่การทำแบบนั้นเป็นเพียงการใช้ประโยชน์จากความปรารถนาดีของอีกฝ่ายเท่านั้นเพราะจะอย่างไรก็ตามคำพูดอย่างยังไงก็หรือยังฉันน่ะที่เป็นถ้อยคำในเชิงลบไม่ใช่คำที่ทำให้ผู้พูดรู้สึกดีอย่างแน่นอน

คนที่เอาแต่พูดจาแบบนี้ในไม่ช้าคนรอบข้างจะพากันตีจากเพราะฉะนั้นถ้อยคำในเชิงดูมินตนเองแบบนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรใช้เลยจะดีกว่า ขอให้พยายามเลิกนิสัยที่ชอบพูดว่ายังไงก็อย่างฉันน่ะให้ได้

เพราะการเลิกพูดถ้อยคำดังกล่าวจะช่วยชักนำคนเราไปในทิศทางบวกได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใครอื่นนั่นเอง

เลิกใช้ถ้อยคำดูหมิ่นตัวเองอย่างยังไงก็อย่างฉันน่ะเสียที

เลิก “ตำหนิตนเอง” เพื่อตัดกระแสแห่งความโชคร้าย

ในชีวิตประจำวันเราต่างล้วนทำพลาดพลั้งหรือทำผิดกันทั้งนั้น

และในเวลาแบบนั้นคนส่วนใหญ่มักเผลอตำหนิตนเองกันยกใหญ่
“ยกโทษให้ตัวเองที่ทำแบบนี้ไม่ได้”
“พลาดไปเสียแล้วฉันนี่ไม่ไหวเลยจริงๆ”

คงมีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่คอยจะเผยตำหนิตนเองด้วยถ้อยคำแบบนี้แต่ขณะที่ยอดคำพูดแบบนี้ใส่ตัวกลับกลายเป็นว่าพวกเรากำลังสร้างความเสียหายร้ายแรงให้แก่ตนเองเกินคาดคิด

นี่ไม่ใช่การกล่าวเกินจริงแม้เป็นเพียงการทำผิดเพียงเล็กน้อยแต่คนส่วนใหญ่มักตำหนิตัวเองทันทีว่า “ทำไมถึงทำแบบนั้นนะ”

ตราบใดที่เราไม่เลิกการกระทำดังกล่าวเท่ากับว่าเรากำลังทำตนเองให้เจ็บปวดอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้เองเพื่อไม่ให้หัวใจของเราต้องเจ็บปวดจึงควรตัดกระแสความโชคร้ายนี้ทิ้งเสีย

วิธีก็คือการไม่พูดจาตำหนิตนเองเวลาที่ทำผิดพลาดอาจเกิดความรู้สึกอยากตำหนิตนเองขึ้นมาแต่ต้องอดทนไหวแม้ในตอนแรกจะยากสักหน่อยแต่หากตัดสินใจว่าจะไม่ตำหนิตนเองแล้วในไม่ช้าเราก็จะทำตามนั้นได้เอง

อย่างไรก็ดีอาจมีบางครั้งที่ทำผิดใหญ่หลวงและรู้สึกอยากตำหนิตนเองเหลือเกินแต่ในเวลาแบบนั้นเราคนหรือเปล่าคำพูดที่อ่อนโยนกับตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ถึงจะทำพลาดก็เถอะแต่ครั้งต่อไปต้องระวังให้ดี”
เราควรเริ่มจากการพยายามปรับคำพูดที่ใช้พูดกับตัวเองให้นุ่มนวลลงก่อน

อย่าใช้คำพูดมันแรงตำหนิตนเองแต่ให้เลือกคำที่นุ่มนวล

นิสัยแห่งการใช้คำพูดที่ช่วยให้คลายกังวล

ลองพูดถึงข้อดีของตนเอง

“โอ้ยทำไมฉันถึงไม่เอาไหนขนาดนี้นะ”

“ฉันนี่บ้าจริง ทำพลาดแบบนี้”

คนบางคนมักเผลอตัวพูดจาแบบนี้คนที่สังเกตุเห็นข้อด้อยของตนเองได้ทันทีและพูดตำหนิขณะที่รู้ตัวว่ามีข้อดีแต่กลับไม่ยอมพูดถึง หรือเวลาที่คนอื่นชมก็ตอบว่าไม่หรอกค่ะอย่างฉันนะ… หรือไม่พยายามยอมรับข้อดีของตนเอง

สำหรับคนญี่ปุ่นที่ถือว่าการทำตัวเป็นวัฒนธรรมอันดีงามแล้วผมคิดว่าคนแบบนั้นคงมีอยู่เยอะเลยทีเดียวในขณะเดียวกันผมก็คิดว่าคนที่เอาแต่พยายามนำเสนอข้อดีของตนเองโดยไม่ดูกาลเทศะก็คงไม่เข้าท่านัก

แต่หากความคิดดังกล่าวทำให้บุคคลนั้นไม่ยอมรับข้อดีของตนเองและเอาแต่พูดอยู่เลยว่าคนอย่างฉันน่ะ… คงไม่มีทางยอมรับและไม่มีความมั่นใจในตัวเองขึ้นมาได้แน่

เอาจริงๆแล้วไม่มีใครในโลกนี้หรอกที่มีแต่ข้อเสียและไม่มีข้อดีอยู่เลย เพราะฉะนั้นเราควรชมตัวเองให้เต็มที่บ้างเป็นครั้งข่าวซึ่งนั่นก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดีสำหรับตัวเองแต่อย่างใด

“ฉันมีข้อดีตรงที่…ค่ะ”
“ฉันชอบจุดนี้ของตัวเองที่สุด”

พ่อลองนึกย้อนดูแล้วนั่นก็เรื่องของเราทั้งนั้นจึงน่าจะหาข้อดีได้มากมายแน่นอนและไม่เพียงแค่คิดจะให้ดีเราต้องพูดออกเสียงให้ตัวเองได้รับรู้ด้วย
การพูดถ้อยคำดีดีให้เข้าหูจะยิ่งทำให้รับรู้ว่าตัวเรากำลังยินดีอยู่นั่นเอง

ลองชมตัวเองว่า “ชอบจุดนี้ของตัวเองที่สุดเลย”

วิธีใช้ให้คำของคนโชคดี

คนโชคดีมากจงใจพูดถ้อยคำในเชิงบวกอยู่เป็นนิจ

ยิ่งไปกว่านั้นคำพูดของคนโชคดียังมีลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งนั่นคือ เป็นการใช้ถ้อยคำเชิงบวกโดยไม่กั๊กเลย

ตัวอย่างเช่นการชมใครสักคนหรือการเสนอความช่วยเหลือโดยพูดว่ามีอะไรให้ช่วยไหม

ในกรณีแบบนี้อาจมีบ้างที่อีกฝ่ายไม่แสดงการตอบสนองตามที่เราคิดไว้
คนที่ได้รับคำชมอาจไม่ดีใจและตอบว่าเออ”ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรดีเด่นักหรอก”

หรือคนที่เราคิดอยากจะช่วยอาตอบกลับมาอย่างเย็นชาว่าไม่เป็นไร ถ้าเป็นแบบนั้นคนทั่วไปคงรู้สึกไม่ดีเหมือนโดนทำร้ายความรู้สึกจนจิตใจบอบช้ำกลายเป็นแพ้ใจทำให้ไม่กล้าเป็นฝ่ายเข้าหาผู้อื่นอีกต่อไป

แต่คนโชคดีต่อให้อีกฝ่ายไม่ยินดีไปกับคำพูดของตนเองก็จะไม่ผิดหวังอะไรนะเพราะรู้ดีว่าคำพูดและเจตนาของตนเองจะไม่มีวันเสียไปด้วยปฏิกิริยาตอบรับจากอีกฝ่าย

การชมพูดหรือเอ่ยปากเสนอความช่วยเหลือถือเป็นพลังงานบวกในตัวอยู่แล้วแม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ตอบรับด้วยความยินดีแต่พลังงานบวกของถ้อยคำนั้นๆ ไม่ได้หายตามไปด้วย

ถึงแม้อีกฝ่ายจะไม่สนใจในทันทีแต่ในที่สุดพลังงาน บวกที่เกิดขึ้นในตอนนั้นจะถูกส่งขึ้นไปเวียนวนในจักรวาลและกลับมาหาเราในรูปแบบใดแบบหนึ่ง

สรุปคือ คนที่ใช้ถ้อยคำในเชิงบวกไปเรื่อยเรื่อยโดยไม่ยึดติดกับปฏิกิริยาของอีกฝ่ายจะกลายเป็นการเรียกความโชคดีเข้าหาตนเองได้มากเท่าๆกับสิ่งที่ส่งไปนั้นเอง

อยากเรียกร้องว่าต้องได้รับการเหลียวแลเพราะโชคดีจะกลับมาหาเท่ากับจำนวนถ้อยคำบวกที่ใช้ออกไป

คำพูดจะย้อนกลับสู่ตนเอง

คนใกล้ตัวที่สุดคอยฟังคำพูดของเราอยู่ไม่ใช่ใครอื่นแต่ก็คือตัวเราเอง

ยกตัวอย่างเช่นเวลาเราใช้ถ้อยคำในเชิงลบกับคนที่ว่าเกลียดหรือโง่นั้นไม่เพียงส่งไปถึงอีกฝ่ายแต่ยังแว่วเข้าหูแล้วส่งไปถึงจิตใจของตัวเราเอง

สรุปคือพลังงานของถ้อยคำในเชิงลบไม่เพียงส่งไปถึงอีกฝ่ายที่เราพูดด้วยแต่กลับเข้าหาตัวเราเองเช่นกัน

จริงๆแล้วหลังจากเราพูดคำว่าเกลียดหรือโง่อาจทำให้เราสบายใจไปในชั่วขณะว่าได้ระบายเรื่องไม่สบายใจออกไปแต่หลังจากนั้นการกระทำดังกล่าวกลับแทบไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเลย

นั่นเป็นเพราะการที่เราปล่อยพลังงานลบเข้าสู่อีกฝ่ายในเวลาเดียวกันคำพูดดังกล่าวนั้นก็จะย้อนกลับเข้าหาตัวเราเอง

ซึ่งในบางกรณีแม้เพียงคำพูดเดียวก็อาจจะสร้างรอยบาดแผลลึกในใจของเรา ในทางกลับกันคำพูดในเชิงบวกอย่างชอบหรือใจดีขอบคุณ แม้จะเป็นคำพูดที่พูดเพื่อคนอื่นแต่ก็เป็นการให้พลังงานบวกแก่หัวใจของตัวเราเองเช่นกันถ้อยคำที่เราพูดออกไปจะกลับมาสู่ตัวเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ

เพราะฉะนั้นเราต้องอย่าลืมว่าถ้อยคำที่พูดออกไปมีอิทธิพลมากที่สุดต่อตัวเราเองหาใช่ใครที่ไหน

เมื่อคิดดังนั้นแล้วเราจะเริ่มหันมาระมัดระวังถ้อยคำของตนเองและหากเราพูดแต่ถ้อยคำในเชิงบวกให้ตัวเราเองได้ยินบ่อยบ่อยแล้วแล้วก็หัวใจก็จะพลอยได้รับการเติมเต็มความสุข

ใส่ใจที่จะส่งให้คำในเชิงบวกให้หูเราได้ยินเสมอ

คำพูดติดปากว่า”เหนื่อยจัง” จะทำให้สูญเสียโอกาส

ไม่ค่อยมีเรื่องอะไรดีดีเข้ามาเลยคนประเภทนี้ในยามปกติเขาหรือเธอมักจะมีคำพูดติดปากหรือนิสัยพูดจาในเชิงลบเสมอ

ยกตัวอย่างเช่นคำว่า “เหนื่อยจัง” “ไม่เอาแล้ว” “ทำไม่ได้” แบบนี้เป็นต้น

คำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดที่หลายคนใช้อยู่เป็นประจำจนกลายเป็นเรื่องปกติซึ่งอาจค่อนข้างเข้าใจยากไปสักหน่อยว่าคำพูดพื้นๆ เหล่านี้จะมีพลังกับเขาด้วยหรือ

แต่กระทั่งกับเรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้ถ้อยคำก็มีพลังมหาศาลนัก

คนที่มาพูดแต่คำว่าไม่ไหวทำไม่ได้ในชุดประจำวันจะทำให้พลังงานลบสั่งสมในจิตใจไปทุกๆวัน

ดังนั้นเรื่องดีดีจึงถอยห่างออกจากบุคคลนั้น ฟรีแลนส์สาวคนหนึ่งมีคำพูดติดปากว่าเหนื่อยจัง อยากพักแล้วล่ะที่เธอมักใช้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งเวลารู้สึกเหนื่อยในชุดประจำวันอยู่มาวันหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งของหญิงสาวได้เล่าให้เธอฟังว่าทุกคนไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ล่ะสนุกสนานกันมาก เธอฟังแล้วก็คิดว่าฉันก็อยากไปนะถ้าชวนฉันด้วยก็ดีหรอกแต่พอแสดงท่าทางเสียดายเห็นเพื่อนก็ตอบเธอมาว่า คิดว่าจะชวนหรอกแต่เห็นเธอบอกว่าเหนื่อยกับงานมากเลยรู้สึกไม่อยากรบกวนให้ต้องฝืน

คำพูดในเชิงลบที่เธอทำให้สูญเสียโอกาสไปสนุกสนานกับเพื่อนฝูงถ้าอยากดึงดูดโชคดีเข้าหาเราควรหันมาทบทวนคำพูดติดปากที่ใช้ในชีวิตประจำวันกันสักหน่อย

เพราะมีกรณีที่ทำให้สะกิดใจขึ้นมาว่าเรากำลังใช้ถ้อยคำในเชิงลบต่างๆโดยไม่รู้ตัว

ลองทบทวนดูว่าตนเองกำลังใช้ถ้อยคำในเชิงลบอยู่หรือไม่

คุณมัวแต่คิดถึง”เหตุผลที่ทำไม่ได้” อยู่หรือเปล่า

มีคนที่มักจะลังเลอยู่เสมอเวลาคิดจะทำหรือลงมือทำอะไรบางอย่าง

ส่วนมากแล้วคนเหล่านั้นมักจะเอาแต่กล่าวถึงเหตุผลที่ทำไม่ได้อยู่บ่อยจนติดปาก

แม่บ้านคนหนึ่งมีเพื่อนสนิทชวนว่า “ถ้าเป็นสมาชิกสปอร์ตคลับใกล้ๆนี่แล้วก็จะฟรีค่าสมาชิกหนึ่งเดือนด้วยนะสมัครด้วยกันเถอะ”

เธอเองก็คิดว่าอยากไปแต่ในขณะเดียวกันในใจของเธอกลับมีเหตุผลที่ทำไม่ได้อย่างเช่นอ่าไม่มีแรงพอก็ได้ งานยุ่งเสียด้วยสิ ไม่มั่นใจเลยว่าจะไปได้สม่ำเสมอ ผุดขึ้นมาในใจเต็มไปหมด

สุดท้ายแล้วหลังจากคิดหนักอยู่นานความกังวลว่าตัวเองคงทำไม่ได้ก็ชนะและล้มเลิกความคิดที่จะสมัครเป็นสมาชิกในที่สุด

แต่หลังจากนั้นพ่อเธอได้เห็นเพื่อนสนิทที่ไปสปอร์ตคลับเป็นประจำติดต่อกันสามเดือนดูหุ่นดีและมีชีวิตชีวาขึ้นเรื่อยเรื่อยเธอก็ต้องมานั่งนึกเสียใจภายหลังว่า “โธ่เอ๋ยถ้าตอนนั้นตัดสินใจไปด้วยป่านนี้ฉันเองก็คงเป็นแบบนั้นแล้วเหมือนกัน”

เวลาคิดจะทำอะไรใหม่ใหม่คงไม่มีใครที่ไม่มีตกกังวลหรือพะวงเลยหรอก

แต่ในบรรดาคนเหล่านั้นจะมีทั้งคนที่สามารถเอาชนะความกังวลแล้วลงมือกระทำและคนที่ไม่สามารถสลัดความกังวลและยอมแพ้ไป

และคนที่ยอมแพ้ส่วนใหญ่แล้วมักจะคิดถึงเหตุผลที่ทำไม่ได้และพูดออกมาเป็นการเพิ่มความกังวล สุดท้ายก็ทำให้ตนเองล้มเลิกความตั้งใจไปในที่สุด

คนที่รู้สึกว่าอะไรอะไรก็ไม่ราบรื่นไม่อาจทำสิ่งที่อยากทำบางทีคุณอาจจะมีนิสัยชอบคิด”หาเหตุผลที่เป็นไปไม่ได้”ก็ได้

สมมุติว่ารู้ตัวอะไรอยากทำอะไรซักอย่างกับนิสัยดังกล่าวก่อนอื่นคุณจะเป็นต้องลองพยายามกำจัดความคิดที่ว่า… “เพราะแบบนี้ไงเลยทำไม่ได้” ออกไปเสียก่อน

ลองทบทวนรูปแบบการคิดของตนเองดูว่าคอยแต่จะคิดถึงเหตุผลที่ทำไม่ได้หรือเปล่า

คำพูดเชิงบวกที่ช่วยเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกให้ดูดีขึ้นเรื่อยๆ

หญิงสาวที่ทำงานดูแลผู้สูงอายุคนหนึ่งรู้สึกมีปมด้อยเรื่องรูปร่างหน้าตาของตนเองมาตลอด

ขณะที่เธอเอาแต่คิดว่า”ยังไงหน้าตาฉันก็ไม่ได้อยู่แล้วนี่…”!

จิตใจของเธอก็ไม่แจ่มใสหน้าตาหม่นหมองจนต้องก้มหน้าอยู่เสมอ

อยู่มาวันหนึ่งขณะทำงานอยู่ที่บ้านพักคนชราเธอกลับโดนหญิงสูงอายุในความดูแลของเธอท่านหนึ่งบอกว่า
“ ทำไมหนูถึงเอาแต่ก้มหน้าล่ะแบบนี้หน้าตาน่ารักๆก็เสียเปล่าหมดสิ”

หญิงสาวได้ยินดังนั้นก็แก้ตัวว่า “ พอดีไม่ค่อยมั่นใจในหน้าตาตัวเองน่ะค่ะเลยเผลอก้มหน้าต่ำเสมอ”

หญิงสูงอายุท่านนั้นฟังแล้วบอกว่า”ไม่หรอกน่าลองเลยน่ารักยิ้มดูสิออกจะน่ารัก”

หญิงสาวจึงลองรวบรวมความกล้า เงยหน้าขึ้นยิ้ม แล้วทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างก็ชมเธอว่าน่ารักแบบนั้นดีกว่านะ  อยากเปิดเผยนับจากวันนั้นเป็นต้นมา  หญิงสาวจึงเลิกก้มหน้า มีหน้าตาที่สดใสขึ้นและไม่ค่อยคิดว่าตัวเองไม่น่ารักอีกต่อไป

คำว่า สวย หรือ น่ารัก ไม่ใช่สิ่งที่กำหนดด้วยรูปลักษณ์ซึ่งติดตัวมาตั้งแต่เกิด

อย่างฉันน่ะไม่น่ารักหรอกน่าอายจะตายคนที่กลั่นแกล้งตนเองด้วยคำพูดแง่ลบแบบนี้ความรู้สึกลบเหล่านั้นจะแสดงออกทางใบหน้า จนทำให้ความงดงามที่ตนมีอยู่แต่เดิมถูกบั่นทอนลงในขณะเดียวกันคนที่คิดในเชิงบวกว่าถึงฉันจะไม่สวยมากแต่ฉันก็มีดีในแบบของฉันหน่า แม้จะไม่ใช่สวยตั้งแต่กำเนิดแต่เพราะไม่ได้กลั่นแกล้งตนเองด้วยคำพูดแง่ลบจึงสามารถทำให้ตนเองเปล่งประกายได้นั่นเอง

คำพูดเชิงลบจะทำให้ความงดงามของคนเราลดลงไปกว่าครึ่ง

ยิ่งบ่นตนเองยิ่งไม่มีที่อยู่

คุณ A (ชาย) เป็นพนักงานประจำในร้านอาหารแห่งหนึ่งทำหน้าที่อบรมพนักงานพาร์ทไทม์และเด็กที่มาทำงานพิเศษ

อย่างไรก็ดีพนักงานพาร์ทไทม์เหล่านี้กลับทยอยลาออกจากงานกันอย่างต่อเนื่อง

คุณ A อยากรู้สาเหตุจึงเรียกผู้หญิงที่มาทำงานพิเศษคนหนึ่งมาไต่ถาม

สิ่งที่พนักงานคนนั้นบอกก็คือหญิงสูงอายุที่ทำงานในครัวคือเหตุผลที่ทำให้ทุกคนลาออก

“ พอถึงเวลาพักปุ๊บ เธอมักดึงตัวใครสักคนมาบ่นให้ฟังค่ะทำให้หลายหลายคนลาออกเพราะไม่อยากต้องมาเป็นคนฟัง”

สิ่งที่ได้ยินทำให้คุณ A ตกใจ
จากนั้นคุณ A จึงลองจับสังเกตหญิงสูงอายุคนนั้นอย่างระมัดระวัง

และพบว่าเขาได้ยินเธอพร่ำบ่นในแง่ลบอยู่จริงๆเสียด้วยอย่างเช่น “ คนนั้นไม่ไหวเลยเนอะ” “ คนนั้นแย่จริงเชียว”

คุณ A คิดว่าปล่อยไปแบบนี้คงไม่ดีแน่ดังนั้นเวลาที่ผู้หญิงคนดังกล่าวบ่นอะไรถึงใครคุณ A จะพยายามเข้าไปเนียนพักและหยุดไว้

เพราะเป็นแบบนั้นเธอก็เริ่มไม่มีพื้นที่ทำงานทีละน้อยๆ จนยอมลาออกจากงานไปเองในที่สุด

คำบ่นแม้เพียงหนึ่งคำสามารถเปลี่ยนบรรยากาศของสถานที่แห่งนั้นให้หม่นหมองลงได้ในพริบตารหัสเอาแต่พร่ำบ่นในไม่ช้าคนรอบข้างจนแหนงหน่ายวัยเป็นการชักนำสถานการณ์ที่ตนจะถูกมองในแง่ลบว่าเป็นคนน่ารำคาญในที่สุด

คนที่ดีแต่บนสุดท้ายแล้วมักจะต้องถูกใจเอง

คนที่มันนินทาว่าร้ายคนอื่นย่อมไม่เป็นที่รัก

ในนิทานชื่อดังเรื่อง King Midas and the donkey ears ช่างตัดผมที่ล่วงรู้ว่าอาการของพระราชามีลักษณะเหมือนโหราอยากจะป่าวประกาศเรื่องนี้ออกไปจนแทบทนไม่ได้

แรกเริ่มเดิมทีคนเรามีนิสัยชอบนินทาหรือพูดถึงเขารู้อยู่แล้วแต่การพูดเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับคนอื่นถือเป็นเรื่องไม่ดีอย่างมากคนที่เอาแต่ว่าร้ายในไม่ช้าจะกลายเป็นคนที่ไม่มีใครชอบ ทำไมหรือเพราะตอนที่พูดถึงสิ่งที่ไม่ดีหัวใจของคนคนนั้นจะเต็มไปด้วยองค์ประกอบด้านลบ

เนื่องจากคนเราที่มีนิสัยการซุบซิบนินทาอยู่เป็นทุนเดิมดังนั้นในตอนแรกผู้คนจะหารุมล้อมคนที่พูดจาว่าร้ายผู้อื่น

แต่หลังจากนั้นจากค่อยค่อยรับรู้ถึงพลังงานลบของคนที่เอาแต่พูดเรื่องไม่ดี

คนส่วนใหญ่จะเริ่มคิดว่าเอาแต่นินทาคนอื่นเนอะรู้สึกไม่ดีเลยพูดเรื่องไม่ดีของคนรอบข้างอยู่นั่นแหละถ้าอยู่ใกล้เดี๋ยวก็พลอยโดนไปด้วยหรอก และทิ้งระยะห่างออกไปในที่สุด

เช่นเดียวกับช่างตัดผมในเรื่อง King Midas and the donkey ears คนเรามักจะอยากพูดคุยเรื่องข่าวลือกับใครใครเสมอ

เพราะฉะนั้นเพราะมีการพูดนินทาว่าร้ายคนอื่นก็จะเอาไปพูดต่อๆกันว่าคุณคนนั้นพูดถึงคนนี้แบบนี้ด้วยนะทำให้เรื่องนั้นแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว

ดังคำกล่าวที่ว่าความทุกข์ของผู้อื่นมีรสหวานปานน้ำผึ้งการนินทาว่าร้ายสามารถทำให้หัวใจผู้คนรู้สึกเพลิดเพลินได้เพียงไม่นานและนั่นเป็นเพียงได้แค่ความสุขชั่วขณะเหมือนได้รับประทานอาหารรสอร่อยเท่านั้นคนที่ไม่มีความอ่อนโยนต่อผู้อื่นและเอาแต่เรื่องหาความเพลิดเพลินทางอารมณ์แบบนั้นไม่ช้าก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีใครชอบในที่สุด

คนที่เอาแต่นินทาว่าร้ายคนอื่นไม่นานตัวเองก็จะโดนมองในแง่ร้ายไปด้วย