หากเปลี่ยนคำพูดจิตใต้สำนึกจะพลอยเปลี่ยนไปด้วย

จิตใต้สำนึกจะตอบรับถ้อยคำที่อยู่ในใจของบุคคลและสามารถชักนำความเป็นจริงที่บุคคลนั้นปรารถนาเข้ามาหาได้ หัดทำความเข้าใจกฎการทำงานของจิตใต้สำนึกและนำมาใช้ในประโยชน์คนเราสามารถทำสิ่งที่ปรารถนาให้เป็นจริง

เพื่อการนั้นแล้วมีสิ่งสำคัญที่ผมอยากให้จำเอาไว้นั่นก็คือจิตใต้สำนึกไม่อาจแบ่งแยกเรื่องดีหรือร้าย ดังนั้นจิตใต้สำนึกจะรับรถให้คำที่คนคนนั้นพูดหรือคิดและทำให้เป็นจริงขึ้นมา

สมมุติว่าเราจินตนาการถึงเรื่องที่ไม่ดีว่าถ้าเป็นแบบนี้ก็แย่เลยสิขึ้นมา

จิตใต้สำนึกไม่สามารถทำความเข้าใจถึงขั้นที่ว่านั้นเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดแต่จะทำเพียงดึงดูดสิ่งที่ผุดขึ้นมาในใจเข้ามาเท่านั้นหรือก็คือเป็นแบบนี้เลยแย่

ดังนั้นอาจเรียกได้ว่าในยามปกติคนที่รู้สึกว่าไม่มีเรื่องดีดีเกิดขึ้นมักจะเป็นคนที่คิดอยู่เสมอว่าตัวเองมีแต่เรื่องที่ไม่ดีทุกวันช่างน่าเบื่อนั่นเอง

ถ้าอยากเปลี่ยนสิ่งที่จิตใต้สำนึกบันดาลให้เป็นไปในทางที่ดีเราได้ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนให้คำที่ตัวเองใช้เสียก่อน โดยพยายามนึกถึงสิ่งที่ภาวนาอยู่ในใจอยากให้เป็นแบบนี้ให้ถ้อยคำเป็นรูปธรรมเท่าที่จะทำได้

และในตอนนั้นความรู้สึกกังวลหรือพะวงว่าถ้าไม่เป็นจริงก็คงแย่เลย โดยเด็ดขาด

หาเป็นสิ่งที่ปรารถนาให้เป็นถ้อยคำจิตใต้สำนึกจะสามารถจับดูดให้ทำดังกล่าวและบันดาลให้สิ่งที่คนคนนั้นอยากให้สมปรารถนาเป็นจริงขึ้นมาได้

ให้นึกถึงเฉพาะสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

นิสัยแห่งการใช้คำพูดที่ดึงดูดพลังงาน

คำพูดคือสิ่งที่สร้างชีวิตของบุคคลนั้นขึ้นมา

ในใจของคนเรามักมีคำพูดมากมายหมุนวนอยู่เต็มไปหมด

ไม่ว่าจะเป็นคำพูดในเชิงบวกอย่าง “มีความสุขจังเลย” “ต้องทำความฝันนี้ให้เป็นจริงให้ได้” “ต้องไปได้สวยแน่แน่” หรือในทางตรงกันข้ามก็จะมีคำพูดในเชิงลบอย่าง “น่าเบื่อจังเลย” “ต้องไปไม่ราบลื่นแน่ๆ “ “ความฝันของฉันคงไม่มีวันเป็นจริงหรอก” อะไรแบบนี้อยู่ด้วยเช่นเดียวกัน

แท้จริงแล้วคำพูดในใจเรานี่คือสิ่งที่สร้างชีวิตของคนคนนั้นขึ้นมา คนที่มีคำพูดแห่งความสุขในใจเป็นจำนวนมากจิตใจจะเต็มไปด้วยพลังงานบวกคนที่มีคำพูดในใจเยอะจะมีจิตใจแจ่มใสและมองโลกในแง่บวกได้เสมอ แล้วจะดึงดูดโชคดีหรือโอกาสที่จะทำให้ความปรารถนาเป็นจริงเข้าหาตัวเองได้

ขณะเดียวกันคนที่มีจิตใจและคำพูดในเชิงลบเช่นไม่มีวันรับลื่นหรอกหรือน่าเบื่อจังเลยจิตใจจะเต็มไปด้วยพลังงานลบ ดังนั้นหัวใจของบุคคลดังกล่าวจะไม่ได้รับการเติมเต็มและรู้สึกไม่พอใจหรือกังวลใจอยู่เสมอ

ไม่เพียงแค่นั้นยังเป็นการชักนำเรื่องน่าเบื่อความผิดพลาดหรือสิ่งที่ไม่พึงประสงค์เข้าหาตนเองด้วย

เหมือนถ้อยคำของ ดร. โจเซฟ เมอร์ฟี่ ซึ่งกล่าวไว้ว่าความคิดของคุณคือ “คำพูดของคุณให้คำแสดงออกถึงสภาวะจิตใจในทางสัญลักษณ์และสิ่งที่กลายเป็นคำพูดจะเป็นจริงขึ้นมา”

ดังคำกล่าวนี้สิ่งที่สร้างชีวิตหรือตัวตนของใครคนหนึ่งขึ้นมาก็คือถ้อยคำของคนคนนั้นนั่นเอง

ทายคำที่อยู่ในจิตใจคือสิ่งที่สร้างชีวิตของบุคคลนั้นขึ้นมา

ขอบคุณสิ่งที่ตนเองมีอยู่ตอนนี้

ในศาสนาพุทธมีคำกล่าวว่า “รู้จักพอ”อยู่

แปลว่าอยากเรียกร้องมากแต่ให้รู้จักความเพียงพอ

ฟรีแลนซ์สาวคนหนึ่งเป็นคนชอบกระเป๋าแบรนด์เนมเวลามีรุ่นใหม่ออกมาเธอต้องรีบซื้อในทันที

แต่อยู่มาวันหนึ่งเธอกลับรู้สึกตัวขึ้นมาว่าแม้จะซื้อกระเป๋าใบใหม่ก็ไม่อาจทำให้ตัวเธอพึงพอใจได้อีกแล้ว

ตอนนั้นเองเธอได้ตัดสินใจเลิกซื้อกระเป๋าใบใหม่และหันมาใช้กระเป๋าที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าแทน

หลังจากนั้นเข้าถึงได้ตระหนักถึงความสะดวกสบายของกระเป๋าที่ไม่เคยสังเกตมาก่อนทำให้ยิ่งชอบกระเป๋าใบนั้นมากขึ้นกว่าเดิม

และในแต่ละวันที่เธอถือกระเป๋าออกไปข้างนอกก็ยิ่งทำให้หัวใจของเธอได้รับการเติมเต็ม ในยามทุกข์จิตใจไม่แจ่มใสคนรออ่านนึกว่าไม่มีอะไรดีเลยจึงไม่สามารถใช้คำพูดในเชิงบวกได้ เพราะคนส่วนใหญ่มักจะเรียกร้องหาสิ่งที่อยู่นอกกายหรือไม่ก็เป็นสิ่งที่ตนไม่มีในปัจจุบัน

แต่ความสุขนั้นไม่ใช่สิ่งที่มึงหามาได้จากภายนอกเสมอไป

“ แม่ไม่รู้สึกตัวแต่ก็มีความสุขมากมาอยู่ใกล้ตัวเราอยู่แล้ว”

ได้ทานอาหารครบสามมื้อทุกวันนอนหลับสนิททุกวันต่อให้เป็นเพียงสิงละอันพันละน้อย แต่นั่นก็คือความสุขอันยิ่งใหญ่ที่สมควรสำนึกถึง ในเวลาที่เราต้องการเติมเต็มตนเองด้วยถ้อยคำเชิงบวกถ้าทำไม่ได้ให้ลองหันกลับมาใส่ลองดูรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวันของเรา

หากเราต้องการความสุขเราก็สามารถหาสิ่งที่คิดว่าเป็นความสุขได้มากมายแน่นอน

ลองมองดูเรื่องเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวัน

พวกพ้องที่ดีที่สุดก็คือตัวเราเอง

สำหรับคนที่รู้สึกตัวขึ้นมาทีไรก็เผลอตำหนิตนเองทุกที่ไปผมมีสิ่งหนึ่งที่อยากจะให้จำเอาไว้

นั่นคือพวกพ้องที่ดีที่สุดก็คือตัวเราเอง
ตัวอย่างเช่นเวลาที่เกิดเรื่องคมคืนคนที่ให้กำลังใจตัวเองว่าไม่เป็นไรต้องผ่านไปให้ได้แน่และสามารถช่วยในตัวเองจะเป็นคนที่ข้ามผ่านความยากลำบากไปได้

ตั้งแต่เกิดคนที่อยู่ใกล้เราเป็นที่หนึ่งแล้วรู้จักทั้งข้อดีและข้อเสียของเราดีกว่าใครก็คือตัวเราเอง ในยามที่ไม่มีใครเป็นพวกเราสักคนหากเราตัดสินใจแล้วว่าเราจะไม่ยอมทอดทิ้งตนเองเด็ดขาดเท่ากับว่าเราจะมีพวกพ้องที่ไม่มีวันหาใครมาทดแทนได้อยู่เคียงข้างตลอดเวลา

ท้ายที่สุดลาวชีวิตของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะคิดกับเราอย่างไรแต่ชีวิตเราจะเปลี่ยนแปลงไปโดยขึ้นอยู่กับว่าตัวเราจะยอมรับตนเองได้มากแค่ไหน

สำหรับคนที่ไม่ตำหนิตนเองเป็นพวกพ้องให้ตนเองไม่ว่าเมื่อไรก็ตามตลอดจนสามารถพูดจาให้กำลังใจตัวเองได้เขาหรือเธอจะไม่มีวันรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างแน่นอน

เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่คนเรานั้นจะสามารถใช้ชีวิตโดยประคับประคองตนเองให้ได้ดียิ่งกว่าใครทั้งหมด

ในเวลาที่คมคืนแทบทนไม่ได้จนนึกอยากกรี๊ดตัวเองขึ้นมาผมขอแนะนำให้นึกถึงถ้อยคำดังต่อไปนี้

“เราคือพวกพ้องของตัวเราเอง”
“เราจะไม่มีวันทิ้งตัวเราเองเด็ดขาดเพราะงั้นไม่เป็นไรหรอก”

เราจะทำอย่างไรกับชีวิตของเราล้วนขึ้นอยู่กับความรู้สึกของตัวเราเองทั้งนั้นคนที่สามารถ พูดให้คำสนับสนุนตนเองได้จะสามารถข้ามผ่านความทุกข์ยากทั้งหลายไปให้ได้แน่นอน

อย่าลืมว่ามีที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุดก็คือตัวเราเอง

เลิกใช้ถ้อยคำหลอกลวงตนเอง

เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นคนเรามักมีช่วงเวลาที่เสแสร้งต่อตนเองจนเกินควร

เพราะไม่อยากให้คนอื่นรู้จักตัวตนของตัวเราที่อ่อนแอจึงต้องทำเสมือนว่าทำได้ในสิ่งที่จริงๆเราทำไม่ได้หรือพยายามวางฟอร์มให้ดูดี คนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองมักเผลอทำอะไรแบบนี้เสมอ

คำพูดที่แสดงถึงการหวังมากมักจะมีใจความอย่าง “ฉันทำได้” “ฉันนี้เจ๋งไปเลย” ซึ่งฟังเผินๆ อาจเหมือนเป็นคำพูดในเชิงบวก แต่คำเหล่านี้แสดงถึงการไม่ยอมรับตนเองอย่างที่เป็นอยู่หรือจะเอาเป็นการพูดเท็จซึ่งน่าเสียดายว่าไม่ใช้ถ้อยคำในเชิงบวกตามความหมายที่แท้จริง

การยอมรับข้อดีของตนเองกับการฝืนพยายามทำให้ตนเองดูดีดูคล้ายกันมาก ถ้อยคำที่ใช้ในการยอมรับข้อดีของตนเองเป็นคำพูดที่ทำให้ตนเองสบายใจและรู้สึกดีขึ้นได้

ในทางกลับกันหากใช้คำพูดที่ใช้ในการวางมาดเพื่อให้ตนเองดูดีกลับจะทำให้เครียดเสียเปล่าๆ

เพราะจะกลายเป็นการแสดงตัวตนซึ่งไม่เป็นจริงต่อหน้าผู้คนดังนั้นจึงต้องคอยระแวดระวังอยู่เสมอว่าความจริงจะแตกเมื่อไหร่และทุกข์ทรมานกับช่องว่างระหว่างตัวตนที่แท้จริงกับสิ่งที่ใช้คำพูดหลอกลวงขึ้นมาหากอยากสร้างความเชื่อมั่นให้ตนเองควรเลิกหลอกลวงและยอมรับตนเองอย่างที่เป็นอยู่และใช้ชีวิตอย่างซื่อตรงจะดีกว่า

เวลาที่อยู่อย่างเป็นธรรมชาติข้อดีของคนเราจะส่องแสงออกมาได้มากที่สุด

ยามที่มีชีวิตอย่างซื่อตรงแบบที่เป็นอยู่เราจะหันมาสังเกตุเห็นข้อดีที่แท้จริงของตนเองได้อย่างแน่นอน

เลิกใช้ถ้อยคำวางฟอร์มหรือหลอกลวงตนเองและเป็นตัวเองอย่างที่เป็นอยู่

ใช้ถ้อยคำแสดงการยอมรับตนเอง

เวลาที่ถูกคนอื่นพูดไม่ดีด้วยหรือถูกปฏิเสธจะมีทั้งคนที่ผิดหวังมากและคนที่ไม่ได้เป็นแบบนั้น

ในเชิงจิตวิทยามีคำว่า “การยอมรับตนเอง” อันหมายถึงการยอมรับในสิ่งที่ตนเองเป็น
คนที่รู้สึกหดหู่เวลาโดนปฏิเสธโดยมากแล้วจะเป็นคนที่ไม่รู้จักยอมรับตนเอง เอาจริงๆแล้วเพราะไม่อาจยอมรับตนเองได้เพราะถูกคนอื่นปฏิเสธถึงได้นึกว่า “เห็นไหมฉันมันไม่ได้เรื่องจริงๆด้วย” หรือเรียกว่าเป็นการกระตุ้นความรู้สึกไม่ยอมรับตนเองขึ้นมานั่นเอง ขณะเดียวกันคนที่รู้จักยอมรับตนเองไม่ว่าจะโดนปฏิเสธหรือโดนว่าร้ายอะไรก็ตามพวกเขาจะไม่มีวันปฏิเสธตนเองเลยไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรมากนัก “ถึงจะถูกพูดจาไม่ดีใส่แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกฉันก็ยังมีข้อดีอย่างอื่นอีกตั้งเยอะ”

พวกเขาจะปรับเปลี่ยนความรู้สึกเพื่อควบคุมใจไม่ให้มึงสู่ทางลบการยอมรับตนเองได้หรือไม่นั้นถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะชี้ขาดว่าชีวิตของเราจะดำเนินไปในทิศทางที่ดีหรือไม่ เพราะหาไม่ปฏิเสธตนเองเท่ากับว่าเราจะสามารถหันมาสนใจกับความรู้สึกในเชิงบวกได้นั่นเอง

สมมุติว่าบางคนยังไม่อาจยอมรับตนเองได้นับจาก ณ วินาทีนี้ขอให้คุณลองพูดคำที่แสดงถึงการยอมรับตนเองดูบ้าง

“ฉันชอบตัวเองจัง”
“ฉันเป็นอย่างนี้ก็ดีแล้ว”

หากใช้คำพูดแบบนี้กับตัวเองทุกๆวันพลังงานด้านบวกในใจจะเพิ่มขึ้นและทำให้รู้สึกชอบตนเองขึ้นมาในที่สุดเมื่อทำเช่นนี้แล้วถึงแม้จะถูกปฏิเสธเราก็จะไม่รู้สึกแย่กับตนเองจนเกินเหตุอีกต่อไป

ใช้คำพูดว่าชอบตัวเองจังเพื่อยอมรับตนเองอย่างที่เป็นอยู่

ใช้ถ้อยคำปลอบโยนตนเอง

ทารกแรกเกิดมีความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาและอิ่มเอิบไปด้วยความยินดีแต่น่าเสียดายที่คนเราไม่อาจเป็นแบบนั้นได้ตลอดไปยิ่งใช้ชีวิตเราได้พบเหตุการณ์ต่างๆมากมาย บางก็ต้องโศกเศร้าได้รับบัตรเจ็บจากการข้องแวะกับผู้คน

ทำให้บางครั้งคนที่มีจิตใจอ่อนไหวก็นึกเกลียดตนเองขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่นเวลาที่หัวใจบอบช้ำเวลาที่ทำอะไรผิดพลาดแล้วโดนแม่ดุในตอนนั้นคนเราจะเผลอตำหนิตัวเองว่าทำให้แม่โกรธอีกแล้วทำไมฉันเป็นเด็กแบบนี้นะ

อย่างที่โรงเรียนอนุบาลหรือประถมเวลาโดนเพื่อนแกล้งอาจทำให้รู้สึกว่าหนูเป็นเด็กไม่ดีเลยทำให้เพื่อนเพื่อนเกลียดก็เป็นได้

และพอเจอประสบการณ์แบบนั้นบ่อยครั้งเข้าจะติดนิสัยพูดตำหนิตัวเองว่าฉันเป็นคนไม่เอาไหน คนที่มีแต่ข้อเสียอย่างฉันคงไม่มีใครรักหรอกฉันไม่ชอบตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าใจเรามีพลังงานแห่งความเกลียดชังตนเองไม่ว่าเมื่อไหร่ก็คงไม่อาจทำใจชอบตัวเองได้ลงและยิ่งทำให้โชคร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ

เพื่อชำระล้างพลังงานลบเหล่านี้เราจำเป็นต้องใช้ถ้อยคำในการปลอบโยนตนเอง

“ตอนนั้นที่ถูกแม่ดุ ขมขื่นมากเลยสินะ”
“เมื่อก่อนตอนที่โดนแกล้งมันเศร้ามากเลย”

เพียงแค่ลองใช้ถ้อยคำแบบนี้ผมคิดว่าน่าจะทำให้คุณสบายใจขึ้นได้

การรู้จักยอมรับและป๊อบเป่าลมบาดแผลในใจนี่แหละคือก้าวแรกแห่งการชำระล้างความเกลียดชังต่อตนเอง

ยอมรับเหตุการณ์น่าเศร้าและรู้จักใช้ถ้อยคำปลอบโยน

ให้อภัยตนเองที่ทำไม่ได้

Related imageการพยายามเป็นเรื่องที่ดี

แต่คนที่เพียรพยายามมากเกินไปบางครั้งอาจจะกลายเป็นพวกรักความสมบูรณ์แบบได้
คนเราจำเป็นต้องรู้จักสำนึกผิดว่าตรงนี้ไม่ดีเลยควรทำแบบนี้ดีกว่าแต่หากพะวงมากเกินไปจะกลายเป็นการเอาแต่ใช้คำพูดในเชิงลบตำหนิตนเองไปเสียเปล่า

หากเวลาที่ทำอะไรซักอย่างแล้วเอาแต่ใส่ใจใน. ที่ผิดพลาดหรือในส่วนที่ทำไม่ได้จะยิ่งไม่สามารถยกโทษให้ตัวเองได้ แต่ไม่ใช่เฉพาะกับตนเองแต่เป็นไปได้ว่าจะเรียกร้องหาความสมบูรณ์แบบจากคนรอบข้างหรือหาเรื่องตำหนิคนรอบข้างไปโดยไม่รู้ตัว

เพื่อไม่ให้กลายเป็นแบบนั้นเราต้องรู้จักยกโทษให้ตนเองที่ทำไม่ได้

เพราะแท้จริงแล้วมนุษย์เราไม่ใช่สิ่งมีชีวิตสมบูรณ์แบบไม่ว่าใครๆก็ล้วนมีข้อดีและข้อดอยด้วยกันทั้งนั้นต้องมีส่วนที่ยอดเยี่ยมและส่วนที่ไม่ได้เรื่องสรุปคือ คนเราย่อมมีตอนที่ไม่เอาไหนบ้างเป็นธรรมดาฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องตำหนิตนเองที่ไม่สมบูรณ์แบบ

ถ้ารู้จักยกโทษให้ตนเองว่า ไม่ต้องสมบูรณ์แบบก็ได้จำนวนครั้งในการตำหนิตนเองจะลดลงทำให้เราสบายใจขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้นโอกาสในการยอมรับตนเองด้วยคำพูดเชิงบวกอย่าง “ก็ทำออกมาได้ไม่เลวนี่” “ถ้าทำได้ขนาดนี้ก็ถือว่าดีแล้ว” ก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

ผลลัพธ์คือหัวใจเราจะได้รับการเติมเต็มด้วยพลังงานบวกและกลายเป็นตัวเราที่เป็นสุขได้แม้ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ

หากรู้จักยกโทษให้ตนเองที่ทำเรื่องไม่ได้จะทำให้โอกาสในการชื่นชมตนเองเพิ่มมากขึ้น

ไม่ด่วนตัดสินใจว่า “ควรเป็นแบบนี้”

แม่ไม่เหมือนการพูดเชิงดูหมิ่นตนเองเสียทีเดียวว่าอย่างฉันน่ะแต่คนเราบางครั้งก็มักใช้ถ้อยคำอย่างควรเป็นแบบนี้เพื่อเข้มงวดกับตนเองจนไม่อาจขยับตัวทำอะไรได้ตามใจอยาก

หญิงสาวที่ทำงานธุรการคนหนึ่งเธอเป็นคนจริงจังมากและไม่เคยหยุดเพียรพยายามที่จะซื่อสัตย์กับคนที่คบหากัน

อย่างเวลาไปเดทกับเขาเธอจะมาถึงสถานที่นัดหมายก่อน 20 นาทีเสมอหรือทุกครั้งที่เค้าส่งเมล์มาหาเธอจะกำหนดไว้ในใจเลยว่าจะต้องตอบภายใน 10 นาที ระหว่างนั้นเธอก็มีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะให้อีกฝ่ายพยายามอย่างจริงจังเช่นเดียวกับเธอด้วย

ดังนั้นแม้เค้าจะมาดิสายไปเล็กน้อยเธอก็จะหงุดหงิดขึ้นมาเวลาอีกฝ่ายไม่ตอบเมล์เธอก็จะผ่านโกรธเป็นฟืนเป็นไฟและหาว่าการไม่ตอบอีเมลทันทีมีไม่มีสามัญสำนึกมากเลยและแสดงความไม่พอใจ
และแล้วชายคนนั้นก็บอกแล้วเธอว่า ”เวลาอยู่ด้วยเธอเอาแต่พูดว่าควรทำแบบนี้จนผมไม่ได้ผ่อนคลายเลย”

และจากเธอไปขณะที่เราคิดว่าอยากให้เป็นแบบนี้ก็มักจะมีการด่วนตัดสินใจโดยไม่รู้ตัวว่าควรทำแบบนี้ ในไม่ช้านั้นจะกลายเป็นการเรียกร้องอย่างรุนแรงทั้งต่อตนเองและผู้อื่นว่าในฐานะคนคนหนึ่งควรเปลี่ยนให้ได้ดังนี้

เมื่อเป็นแบบนั้นแล้วเพราะตนเองหรือผู้อื่นทำอะไรคะเคลื่อนไปจากอุดมคติที่ว่าควรเป็นแบบนี้ขึ้นมาจะเกิดความรู้สึกว่ายกโทษให้ไม่ได้จนกลายเป็นการทำให้ทั้งตนและอีกฝ่ายอาจเสียเปล่าๆ

สำหรับคนที่ไม่อาจขจัดความไม่พอใจที่มีต่อตนเองและผู้คนรอบข้างได้บางทีควรลองสังเกตตนเองดูว่ากำลังใช้คำพูดว่าควรเป็นแบบนี้ผูกมัดตนเองเกินไปหรือเปล่า

ไม่ใช่คำพูดดูหมิ่นตนเอง

“ยังไงฉันก็ไม่เอาไหนอยู่แล้วนี่”

“อย่างฉันน่ะทำอะไร ก็ไม่ได้เรื่องหรอก”
มีบางคนที่มีนิสัยชอบพูดจาด้วยถ้อยคำดูมินตนเอง “อย่างยังไงฉันก็” “อย่างฉันน่ะนะ”

ตอนที่เราใช้ถ้อยคำแบบนี้พูดจาไม่ดีกับตนเองมีแต่ยิ่งทำให้รู้สึกไม่ดีและทำให้จิตใจกักเก็บความไม่พอใจเอาไว้เสมอ
อาจมีบางคนที่ชอบหลุดพูดกับคนอื่นว่ายังไงอย่างฉันก็….
เหตุเพราะไม่มีความเชื่อมั่นในตนเองคนแบบนางต้องการคำพูดที่ให้กำลังใจอย่างไม่ใช่แบบนั้นหรอกนาถึงได้พูดออกมาแบบนั้นถ้าผู้ฟังเป็นคนใจดีก็ของช่วยพูดตามน้ำและให้กำลังใจดังที่ขอ

แต่การทำแบบนั้นเป็นเพียงการใช้ประโยชน์จากความปรารถนาดีของอีกฝ่ายเท่านั้นเพราะจะอย่างไรก็ตามคำพูดอย่างยังไงก็หรือยังฉันน่ะที่เป็นถ้อยคำในเชิงลบไม่ใช่คำที่ทำให้ผู้พูดรู้สึกดีอย่างแน่นอน

คนที่เอาแต่พูดจาแบบนี้ในไม่ช้าคนรอบข้างจะพากันตีจากเพราะฉะนั้นถ้อยคำในเชิงดูมินตนเองแบบนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรใช้เลยจะดีกว่า ขอให้พยายามเลิกนิสัยที่ชอบพูดว่ายังไงก็อย่างฉันน่ะให้ได้

เพราะการเลิกพูดถ้อยคำดังกล่าวจะช่วยชักนำคนเราไปในทิศทางบวกได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใครอื่นนั่นเอง

เลิกใช้ถ้อยคำดูหมิ่นตัวเองอย่างยังไงก็อย่างฉันน่ะเสียที