สั่งสมคำพูดที่แสดงออกถึงความชอบพอไหว

มีคำกล่าวว่าถ้าคำนึงถึงก็จะถูกคำนึงถึงคนเรามีแนวโน้มที่จะรู้สึกชอบคนที่ชอบพอในตัวเราอยู่แล้ว

ตั้งแต่ชั่วขณะที่คิดขึ้นมาว่า “คนนั้นอาจจะชอบฉันก็ได้” คนเราจะตระหนักถึงอีกฝ่ายในฐานะเพศตรงข้ามและรู้สึกสนใจในตัวของอีกฝ่ายขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยบ่อยระหว่างชายหญิง

เพราะฉะนั้นการถ่ายทอดความรู้สึกชอบพอออกไปในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งก็อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในวิธีการเหมือนกัน

แต่หาเพิ่งเจอกันไม่นาน. จูจะให้บอกออกไปหรือว่าชอบนะแบบนี้ก็คงทำให้ใครหลายคนรู้สึกขลาดกลัวขึ้นมา

ฤหัสจุจุเอาไปพูดตรงตรงใส่แบบนั้นคงทำให้อีกฝ่ายตกใจไม่รู้จะทำอย่างไรจนต้องทิ้งระยะห่างออกไปก็มี

ในเวลาแบบนั้นแทนที่จะพูดออกไปตรงตรงว่าชอบรบกวนเปลี่ยนการแสดงออกให้นุ่มนวลขึ้นและเลือกใช้ถ้อยคำที่แสดงถึงความชอบพอโดยอ้อมอ้อมจะดีกว่า

“อยากคุยกับคุณมาตั้งนานแล้วค่ะ”
“วันนี้ได้คุยกับคุณสนุกมากถือว่าเป็นวันที่ดีอีกวันนึงเลยครับ”
“วันนี้โชคดีจังเลยที่ได้นั่งข้างคุณ”

หากเป็นถ้อยคำแบบนี้ให้พูดออกไปคงไม่ทำให้รู้สึกอายอะไรมากมายและอีกฝ่ายคงจะไม่รู้สึกลำบากใจด้วยแต่ถ้อยคำที่แสดงความชอบพอแบบนี้พูดไปเพียงครั้งเดียวอาจจะไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่เพราะอาจจะทำให้อีกฝ่ายนึกว่าเป็นเพียงการพูดตามมารยาทเฉพาะในสถานการณ์ ณ ตอนนั้น

ฉะนั้นเราจึงควรหมั่นพูดถ้อยคำแสดงความชอบพอเล็กๆน้อยๆเหล่านี้กับคนที่เราชอบในทุกๆครั้งที่เจอหน้า

ระหว่างที่สั่งสมไปเรื่อยเรื่อยความรู้สึกดีดีของเราก็จะสื่อไปถึงอีกฝ่ายได้เองอย่างเป็นธรรมชาติ

ใช้คำพูดแสดงความชอบพอเล็กๆน้อยๆ กับคนที่ชอบบ่อยๆ

พลิกแพลงคำพูดเล็กน้อยก็สื่อรักออกไปได้

ถ้อยคำที่ใช้ในการสื่อสารความรักต่อเพศตรงข้ามที่เราชอบไม่ได้จำเป็นต้องมีแต่คำพูดตรงตรงอย่างชอบหรือว่ารักนะเท่านั้น

เพียงแค่พลิกแพลงคำพูดในบทสนทนาเล็กๆในน้อยก็สามารถออกไปได้โดยง่ายดายเช่นกันนั่นก็คือคำพูดอย่างกับเธอเท่านั้นหรือเพราะเป็นคุณนั่นเองตัวอย่างเช่นเวลาที่ควรไปรับประทานอาหารให้ลองชวนดูว่าเพราะอยากให้คุณลองทานอาหารของร้านนี้ดูให้ได้

หรือขณะที่กำลังสนทนากันอย่างเพิร์ธเพลินให้ลองหาโอกาสยอดคำพูดประมาณว่าเพราะเป็นคุ้นนะเนี่ยเลยเผลอเล่าให้ฟังเพราะเพียงแค่ชวนคุยเฉยเฉยว่าไม่ลองไปร้านนี้ดูหรืออาจจะทำให้อีกฝ่ายไม่รับรู้ถึงความรู้สึกดีดีของเราได้โดยอาจมีคนที่คิดว่าเพราะฉันดูว่างว่างเลยชวนมั้งหรืออาจแค่อยากหาคนไปด้วยละมั้ง

แต่หากใช้คำพูดอย่างเป็นเพราะคุณลงไปก็จะต่างไปทันทีอีกฝ่ายจะรู้สึกยินดีขึ้นมาว่าที่ชวนนี่เพราะชอบฉันน่ะสิหรือเวลาที่ต้องขอร้องอะไรซักอย่างก็ขอให้ใช้คำพูดว่าขอลองได้เฉพาะคุณเท่านั้นล่ะเวลาที่ได้ยินถ้อยคำแบบนี้อีกฝ่ายจะรับรู้ว่าอุตส่าห์มาพึ่งพาเราแล้วนี่เชื่อใจเราสินะ

ยิ่งใช้ถ้อยคำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาถ้าอีกฝ่ายรู้สึกดีกับเราแม้เพียงเล็กน้อยความสัมพันธ์ของทั้งสองคนต้องพัฒนาไปได้ดีแน่แน่การศึกความชอบออกไปตรงตรงจำเป็นจะต้องใช้ความกล้าแต่หากใช้คำพูดอย่างแค่คุณเท่านั้นแล้วก็จะสามารถสื่อความรักออกไปให้อีกฝ่ายรับรู้ได้อย่างแนบเนียน

“แสดงออกว่าเป็นคนพิเศษด้วยคำว่าแค่คุณเท่านั้นเพราะเป็นคุณหรอกนะ”

คำพูดที่จะทำให้ได้ออกไปเดท

Image result for คำพูดที่จะทำให้ได้ออกไปเดท

เวลาที่มีคนชอบไม่ว่าใครก็คงนึกอยากจะออกไปเดทกับอีกฝ่ายกันทั้งนั้น

แต่ถึงจะว่าอย่างนั้นการชักชวนเพศตรงข้ามที่ไม่ใช่แฟนคงต้องใช้ความกล้าน่าดูโดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่คงคิดว่าการออกเดทเป็นสิ่งที่ชายหญิงที่มีความสัมพันธ์พิเศษต่อกันพึงกระทำเพราะฉะนั้นในกรณีที่ยังไม่ถึงขั้นคนรักกันพอจะเดทกันจึงผ่านตื่นเต้นกันไปหมดทั้งผู้ช่วยและฝ่ายถูกชวน

ถึงแม้จะลองคิดแผนการเดทหรือคำพูดชักชวนไว้แต่พอมาอยู่ต่อหน้าอีกฝ่ายกลับนึกกลัวการถูกปฏิเสธจนพูดไม่ออกคิดว่าคงมีคนที่เคยมีประสบการณ์ขมขื่นแบบนี้มาบ้าง

แต่แม้จะเป็นเวลาแบบนั้นการทำความเป็นไปได้อีกฝ่ายจะตอบรับคำชวนสูงขึ้นหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการพูดนี่เองก่อนอื่นตอนที่ชนครั้งแรกควรพยายามไม่ใช้คำว่าเดทและใช้คำพูดอื่นเป็นการเปิดทางแทนให้บอกว่ามีเรื่องที่อยากจะถามหรืออยากปรึกษาอีกฝ่ายเช่นมีเรื่องที่อยากจะปรึกษากับคุณให้ได้นะครับถ้าไม่รังเกียจเราไปดื่มชากันไหม

ดังนี้เป็นต้นแบบนี้อีกฝ่ายจะไม่รู้สึกว่าเป็นการเดทและยอมตอบรับได้ง่ายขึ้นการอยากจะไปเดทลองไล่เรียงดูแล้วจริงๆก็คืออยากมีเวลาอยู่สองต่อสองกับคนที่ชอบนั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องยึดติดกับรูปแบบว่าเป็นการเดทและพลิกแพลงวิธีการพูดตามสมควรจะดีกว่า

และเมื่อใช้รูปแบบที่กล่าวไว้ข้างต้นจนทำให้ได้เจอกันทั้งสองต่อสองซักครั้งหรือสองครั้งขึ้นไปแล้วต่อไปก็จะชวนได้ง่ายขึ้นเอง

โดยจากนั้นก็แค่ใช้วิธีเข้าหาอย่างเป็นธรรมชาติอย่างการบอกคราวก่อนดีใจมากเลยค่ะที่ได้คุยด้วยขอเลี้ยงอาหารกลางวันเป็นการขอบคุณนะคะแบบนี้เป็นต้น

อย่าใช้คำว่าเดทในการชักชวนครั้งแรกไปให้เปิดทางด้วยคำพูดอื่นแทน

คาถาที่จะทำให้ทั้งสองใกล้ชิดกันก็คือชื่อ

Image result for talking

ถ้าคนที่รู้จักกันได้ไม่ทันไรหรือคนที่เราคิดว่าไม่ได้สนิทสนมกันเท่าไหร่กลับเรียกเราด้วยชื่อหรือนามสกุลว่าคุณได้โดยที่ไม่ผิดเลยแล้วก็เราจะรู้สึกอย่างไร

คงรู้สึกยินดีว่าจำชื่อฉันได้เหรอเนี่ยอุตส่าห์จำฉันได้ด้วยและสังหรณ์ว่าจะสามารถสนิทสนมกับบุคคลนั้นได้ใช่ไหม

การเรียกชื่อวิธีง่ายง่ายแต่ได้ผลในการทำให้คนเราใกล้ชิดกันขนาดที่เราเอาแต่เรียกกันว่าเออเธอคุณน่ะจะไม่สามารถทำให้คนเราสนิทสนมกันได้อย่างแท้จริง

ในทางกลับกันหากเราเรียกชื่ออีกฝ่ายได้เราจะสามารถยอมรับถึงตัวตนของอีกฝ่ายได้ว่าแตกต่างไปจากคนอื่นและการกระทำแบบนั้นจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกประทับใจและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันยิ่งขึ้น

เพราะฉะนั้นสมมุติว่ามีเพศตรงข้ามที่เรารู้สึกสนใจและรู้สึกว่ายังไม่สนิทสนมกันดีนักขอให้ตั้งใจที่จะเพิ่มชั่วขณะของการเรียกชื่อของอีกฝ่ายแน่นในการสนทนาเล็กๆในน้อยกับเขาหรือเธอก็ให้เรียกชื่อเสมอเช่น

“คุณเป็นคนที่ไหนเหรอคะ”
“ช่วยบอกงานอดิเรกของคุณหน่อยสิครับ”

การเรียกชื่อเพื่อแสดงถึงการยอมรับเป็นการส่วนตัวเช่นนี้จะทำให้อีกฝ่ายดีใจและอยากให้ความสำคัญกับคนที่อุตส่าห์เรียกชื่อตน

คนที่หันมาเรียกชื่อของแต่ละฝ่ายจะได้ยิ่งเกิดความรู้สึกสนิทสนมต่อกันและกันมากขึ้นและการเรียกชื่อกันไปมาจะยิ่งทำให้สนิทสนมพอรู้ตัวอีกทีก็จะหันมาเรียกชื่อเล่นกันแล้วกุญแจของการเลือกอนาคตอันแสนวิเศษที่วันนั้นเค้ามาหาก็คือชื่อนี้เอง

แม่เป็นบทสนทนาเล็กๆในน้อยก็ให้ลองเรียกชื่ออีกฝ่ายดู

คำพูดแบบไหนที่ดึงดูดคนดีดีเข้ามา

Image result for positive talk

เพื่อเปิดรับการพบรักกับคนดีดีก่อนอื่นต้องตัดคำพูดที่แสดงถึงการมองโลกในแง่ร้ายทิ้งเสียก่อน

แล้วจากนั้นควรทำอย่างไรต่อคำตอบคือเราต้องเติมเต็มภายในใจเราด้วยถ้อยคำที่เชื่อในการพบรัก

ตัวอย่างเช่นลืมตาตื่นขึ้นตอนเช้าให้บอกกับตนเองว่าจะได้พบเนื้อคู่วันนี้น่าจะได้เจอกับคนที่แสนวิเศษ

เพียงแค่ผมทำถ้อยคำเช่นนี้ก็ทำให้เราใจเต้นแรงขึ้นมาได้แล้วและอาจลุกขึ้นมาแต่งตัวให้ดูดีหรือใช้เวลาอย่างพิถีพิถันกับการดูแลตนเองเพื่อเตรียมพร้อมกับการพบรัก หากทำเช่นนั้นแล้วก็เรียกได้ว่าเราเตรียมพร้อมที่จะเปิดรับความรักแล้วแหละ

เพราะเราเติมเต็มหัวใจแล้วรู้สึกตื่นเต้นไปกับคำหรือความคิดที่ว่าจะได้พบเนื้อคู่จะทำให้เรารู้สึกร่าเริงแจ่มใสขึ้นมา

คนที่ปล่อยพลังงานแห่งความสุขแบบนั้นออกไปจะเป็นที่ชอบของเพศตรงข้ามจนดึงดูดโอกาสในการมีความรักเข้ามาหาเอง

ส่วนคนที่รู้สึกว่าเนื้อคู่อะไรนั้นคงไม่มีหรอกวันนี้คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสรุปคือเป็นคนที่ยอมแพ้เรื่องการพบเจอเนื้อคู่ไปแล้วตั้งแต่แรก

เพราะตนเองเป็นฝ่ายยอมแพ้เพราะไม่มีความรู้สึกอยากเปิดรับความรักอาจจะไม่ได้พบรักก็เป็นเรื่องธรรมดาถ้าอยากได้พบรักกับคนดีดีสิ่งที่สำคัญก็คือเราต้องเตรียมตัวให้พร้อมด้วยใช้คำว่าเราต้องได้พบรักแน่เสียก่อน

แท้จริงแล้วการมีความหวังว่าวันนี้อาจจะได้เจอเนื้อคู่ก็ได้ก็สนุกกว่าการรู้สึกหดหู่ว่าเนื้อคู่อะไรไม่มีหรอกตั้งเยอะแล้วคนที่สามารถก้าวไปเบื้องหน้าได้โดยมีถ้อยคำแห่งความสุขแบบนั้นน้อยใจโชคชะตาจะต้องเข้าข้างอย่างแน่นอน

ทำหัวใจให้เต้นระส่ำโดยการนึกว่าวันนี้อาจจะได้พบรักก็ได้

การพบรักเริ่มจากถ้อยคำที่อยู่ในใจ

อยากมีความรักแต่ไม่ได้พบพานกับเพศตรงข้ามที่แสนวิเศษเลยผมคิดว่าคงมีคนกลุ้มใจกับเรื่องแบบนี้ใช่ไหม

แต่ในหลายกรณีคนส่วนใหญ่คิดแบบนี้จริงๆเรากลับเป็นฝ่ายหลีกเลี่ยงการพบรักเองต่างหาก ตอนที่ไม่ได้มีความรักคนเรามักกลายเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายด้วยเอาแต่กล่าวถ้อยคำซึ่งเป็นข้ออ้างที่ทำให้ตนเองไม่มีความรักเช่นเพราะฉันไม่น่ารักนิเพราะขี้อายเพราะโชคไม่ดีเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมา

เพราะทำแบบนั้นคำพูดที่ว่าเพราะฉันไม่น่ารักเลยไม่ได้พบรักกับใครเลยจะถูกส่งไปหาจิตใต้สำนึกที่อยู่ในใจเมื่อเป็นแบบนั้นโอกาสที่จะได้พบกับใครคนหนึ่งที่ดีดีอย่ามาไม่ถึงแน่เพราะฉะนั้นคนที่คิดว่าตนเองไม่มีดวงได้พบรักเอาเสียเลยก่อนอื่นเรามาทบทวนถ้อยคำที่อยู่ในใจตนเองก่อนดีไหม

หากคุณรู้สึกว่าตัวเองคิดว่าเพราะฉันเลยไม่ได้พบรักขอให้ลองรวบรวมความกล้าตัดถ้อยคำเหล่านั้นออกไปให้เด็ดขาด เมื่อทำดังนั้นจึงจะสามารถหยุดกระแสพลังงานแห่งการมองโลกในแง่รายได้เพื่อดึงดูดโอกาสแห่งการมีความรักเข้ามาหาตัวเก้าแรกเราต้องเริ่มจากการเป็นถ้อยคำที่อยู่ในใจของตนเองเสียก่อนเพราะไม่มีหรอกที่ปัญหาทางด้านลักษณะภายนอกหรือนิสัยจะทำให้เราไม่สามารถมีความรักได้

ในโลกนี้มีคนตั้งมากมายที่ถึงแม้ไม่ใช่คนสวยหรือไม่ได้เป็นคนที่ร่าเริงมีชีวิตชีวาแต่ยังมีคนรักและสามารถแต่งงานได้อย่างมีความสุข ก่อนอื่นเพื่อให้เรามีโชคในเรื่องความรักต้องเลิกคิดในแง่ลบอย่าง เพราะ… เลยไม่เจอคนดีดีให้ได้

ถ้าเลิกค่ำครวญว่าไม่เจอคนดีดีแล้วจะได้พบพานกับเนื้อคู่

ใช้คำพูดคำจาที่ไม่เป็นการตำหนิอีกฝ่าย

Related image

ในที่ทำงานบางครั้งจะมีกรณีที่เราต้องพูดจากเข้มงวดหรือพูดอะไรระคายหูใครสักคนบ้าง

การโกรธหรือตักเตือนผู้อื่นเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นในเวลาที่ต้องพูดอย่างเข้มงวดจึงจำเป็นต้องระมัดระวังการใช้คำพูดมากกว่าตอนพูดเรื่องดีดี

ตัวอย่างเช่นในที่ทำงานรุ่นน้องจัดทำเอกสารที่จำเป็นไม่เสร็จเสียที

ในเวลาแบบนั้นหากเราไปทวงว่าเอกสารที่ว่ายังไม่เสร็จอีกหรอรออยู่นะหรือเอกสารนั้นน่ะรีบเอามาให้ได้แล้ว… ในรูปแบบการพูดเชิงออกคำสั่งแบบนี้อีกฝ่ายคงเกิดความรู้สึกไม่พอใจแน่อาจคิดได้ว่าเพราะเป็นเรื่องสำคัญเรายิ่งต้องพูดจาให้เข้มงวดเข้าไว้

แต่ในกรณีส่วนใหญ่ถ้าคนเราถูกรุกรานหรือคำพูดดุดันจะทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านอีกฝ่ายไปเสียเท่านั้นและหากปล่อยไว้อาจเสี่ยงที่จะทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองระหองระแหงได้

ในเวลาที่ต้องพูดจากเข้มงวด เราควรดัดแปลงวิธีพูดเพื่อไม่ให้ทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่ายผมขอแนะนำตัวอย่างวิธีพูดดังต่อไปนี้ คิดว่าตอนนี้คุณกำลังยุ่งแต่ถ้าเกิดค่อยค่อยทยอยส่งเอกสารนั้นได้คงช่วยผมได้มากเลย

แทนที่เราจะตำหนิอีกฝ่ายแบบไม่ลืมหูลืมตาเราควรซื้อออกไปว่าเราเข้าใจ ในสภาพกาลของอีกฝ่ายและพูดออกมา หากทำเช่นนี้แล้วคู่สนทนาจะรู้สึกว่าอุตส่าห์เข้าใจสถานการณ์ของเราด้วยและยอมรับสิ่งที่เราพูดได้อย่างเชื่อฟังโดยไม่เสียความรู้สึก

ตอนที่กล่าวตักเตือนต้องทำความเข้าใจสภาพการณ์ของอีกฝ่าย

ใส่ความจริงใจลงไปในคำขอโทษ

Related image

ต่อให้เป็นคนที่ทำงานด้วยความจริงใจสักเพียงไหนก็ต้องเคยทำผิดพลาดจนสร้างความเดือดร้อนให้ใครซักคนกันทั้งนั้น

ในเวลาแบบนั้นความประทับใจของคนรอบข้างที่มีต่อคนที่สามารถกล่าวคำขอโทษออกมาจากใจได้กับคนที่ไม่สามารถทำได้จ้าแต่ต่างกันลิบเลยทีเดียว

ตอนที่ทำผิดพลาดจะมีกรณีที่จริงๆแล้วอาจจะไม่ใช่ความผิดพลาดของเราเพียงคนเดียวหรืออาจมีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้อื่นลำบากโดยไม่ได้เจตนาในสถานการณ์แบบนั้นอาจทำให้เรารู้สึกไม่สมเหตุสมผลเลยที่ต้องมานั่งขอโทษ

อย่างไรก็ตามหากเราไม่ยอมขอโทษอีกฝ่ายที่เราสร้างความเดือดร้อนให้เสียทีหรือไปขอโทษด้วยท่าทีที่ปั้นปึ่งหรือแห้งแล้งไร้อัธยาศัยหรือเอาแต่อ้างว่าขอโทษค่ะแต่ทั้งนี้เองก็มีเหตุผลเราจะเป็นอย่างไรหรือ

สำหรับฝ่ายที่เดือดร้อนเพราะเราท่าทีแบบนั้นคงไม่ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาแน่คงยิ่งกว่านิดว่าไม่เห็นมีท่าทีสำนึกผิดเลยคิดว่าขอโทษแล้วหรือนั่นแล้วรังแต่จะทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจในตัวอีกฝ่ายเสียมากกว่า

เพื่อไม่ให้สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งเร็วร้ายตอนที่เรารู้ว่าเราทำเรื่องที่ไม่ดีลงไปคงดีกว่าที่เราจะขอโทษจากใจจิงออกไปอย่างเรียบง่าย

“ ขอโทษจริงๆที่ทำให้เดือดร้อนนะครับ”
“คราวนี้ทำผิดไปแล้วค่ะต้องขอโทษด้วยจริงๆ”

ให้กล่าวคำขอโทษที่แสงว่าเรารู้สึกสำนึกผิดจากใจและเสียความรู้สึกน้ำลงไปด้วยแล้วจะกลับกลายเป็นการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีต่อเราด้วยซ้ำว่าเป็นคนที่มีความจริงใจนะ

แล้วจะเป็นการพลิกสถานการณ์ที่ทำผิดจนเร็วร้ายให้กลับมาเป็นดีได้นั่นเอง

ใช้การขอโทษจากใจเพื่อพลิกสถานการณ์ให้ดีขึ้น

ใช้ถ้อยคำที่แสดงออกถึงความกระตือรือร้นเพื่อตอบกลับเรื่องที่ถูกไหว้วาน

เวลาทำงานจะมีบางครั้งที่ถูกเจ้านายไหว้วานให้ทำงานยาก

ในเวลาแบบนั้นคนส่วนมากมักจะลังเลหรือบางกรณีก็จะปฏิเสธออกไปทันทีว่าฉันทำไม่ได้ค่ะผมไม่มั่นใจว่าจะทำได้แต่คำพูดปฏิเสธแบบนี้คือถ้อยคำในเชิงลบ

หากเราใช้คำพูดในเชิงปฏิเสธออกไปทันทีเจ้าหน้าที่สั่งให้ทำงานคงรู้สึกไม่ดีทำให้เกิดพลังงานลบระหว่างกันขึ้นแล้วจากนั้นก็จะจบลงด้วยความรู้สึกไม่เคลียกันทั้งสองฝ่าย
ในเวลาแบบนี้คำพูด ฉันปฏิเสธอย่างทำไม่ได้จริงๆเราควรสมควรเก็บไว้ปิดท้ายจะดีกว่า

เวลาที่ถูกไหว้วานให้ทำอะไรแม้จะรู้สึกว่า ไม่อยากเลย ก่อนอื่นขอให้เก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ในใจแล้วลองคิดดูว่านั่นคือสิ่งที่จริงๆแล้วเราทำได้หรือไม่ได้คนที่ยอมแพ้ไปตั้งแต่แรกทำไม่ได้โดยไม่คิดให้ดีรังแต่จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกลบกับความรู้สึกเสียเปล่า

และคนที่ พูดซ้ำๆว่าทำไม่ได้จะทำให้คนรอบข้างรู้สึกว่าคนนั้นมักจะปฏิเสธทันทีเลยนะทำให้ไม่มีใครอยากเข้าใกล้เลยเพื่อไม่ให้เป็นแบบนั้นตอนที่ถูกไหว้วานให้ทำงานต้องตอบรับในเชิงกระตือรือร้นด้วยคำพูดอย่างจะลองทำเท่าที่จะทำได้จะดีกว่า

ถ้าไม่มั่นใจจริงๆเราก็จะขอร้องเอาไว้ล่วงหน้าเลยก็ได้รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจถ้าลำบากขึ้นมาก็รบกวนช่วยด้วยนะครับแบบนี้เป็นต้นคนเราจะรู้สึกชอบพอ คนที่ไม่เกี่ยงงานเวลาถูกว้วานให้ทำงานและพยายามตอบรับเท่าที่จะทำได้เราจะมีความตั้งใจที่จะมีทัศนคติในเชิงบวกกับใช้วิธีคำพูดแบบนี้แล้วทำให้เจ้านายไว้ใจในตัวเรามากขึ้นด้วย

เวลาที่ถูกไหว้วานอะไรให้ตอบรับอย่างมั่นใจว่าจะลองทำดู

คนที่ใส่ใจกับคำพูดที่ดูไม่น่ามีความสำคัญจะเป็นที่รัก

ยิ่งเป็นคนที่ทำงานอย่างจริงจังหลายคนจะเป็นคนที่เคร่งเครียดและมีความเคร่งขรึมอยู่เสมอ

เพราะอย่างนั้นการใช้คำพูดในที่ทำงานถึงเป็นสิ่งสำคัญต่อให้เป็นการปฏิสัมพันธ์ที่เหมือนไม่สลักสำคัญแต่ถ้าใส่ใจเล็กๆน้อยๆก็จะทำให้บรรยากาศของที่ทำงานดีขึ้นได้

ตัวอย่างเช่นเวลาถูกใครสักคนไหว้วานให้ทำงานสมมุติว่าอีกฝ่ายเปิดเรื่องมาด้วยคำพูดว่าอยากขอให้ช่วยงานนี้หน่อยในกรณีที่ทางเราไม่อาจหลีกเวลาให้ได้จริงๆอาจจะทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาว่าตอนนี้มือไม่ว่างเลยใช้แทอะไรการเป็นงานเรื่องอะไรขนาดนั้นเหรอ

แต่หากเป็นกรณีที่มีคนมาพูดกับเราด้วยคำพูดอย่างขออภัยที่มารบกวนเวลายูนะครับพอจะมีเวลาซักครู่ไหมพอดีมีเรื่องอยากให้ช่วย ด้วยคำพูดที่แสดงถึงความใส่ใจของอีกฝ่ายจะทำให้จิตใจของคนเราอ่อนลงและเกิดความรู้สึกอยากฟังคำขอของอีกฝ่ายขึ้นมาว่าถ้านิดหน่อยแล้วก็การพูดกับคนอื่นหรือการขอร้องให้ทำงานเป็นสิ่งปกติในสถานที่ทำงาน

เพราะอย่างนั้นบางคนจึงใช้คำพูดที่ฟังดูเพื่อนฮ้วนไปโดยไม่รู้ตัวแต่ยิ่งเป็นการปฏิสัมพันธ์ที่เหมือนไม่มีความสำคัญนี้ล่ะความใส่ใจถึงยิ่งสำคัญ

เพราะที่ทำงานเป็นสถานที่ที่มีความตึงเครียดอยู่แล้วด้วยเหตุนี้เองการใส่ใจในคำพูดของใครบางคนในที่ทำงานสามารถช่วยผู้คนที่กำลังทำงานอยู่รู้สึกผ่อนคลายหรือทำให้บรรยากาศในที่ทำงานดีขึ้นดายเวลาพูดกับใครในที่ทำงานเพียงแค่มีถ้อยคำแซ็กก่อนเข้าเรื่องว่าขอเวลาสักนิดได้ไหมเท่านี้ก็จะทำให้ความประทับใจที่มีต่อตัวคุณดีขึ้นมากทีเดียว

แม้ในการปฏิสัมพันธ์เล็กๆในน้อย ในการทำงานก็ต้องใส่ใจคำพูด