ไม่ลอง ไม่เห็นธรรม

ประสบการณ์การบวชในครั้งนี้ ช่วยขัดเกลาจิตใจของผมและเปลี่ยนแปลงชีวิตผมให้ดีขึ้นจริงๆ และทำดีอย่างมีสติ รอบคอบ

ธรรมะเป็นสิ่งที่สูงที่สุดก็ได้

เป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติก็ได้อีก และก็เป็นธรรมดาอีกเช่นกัน แต่สิ่งที่แปลกและแตกต่างสำหรับธรรมะ คือ หากใครไม่เคยได้ลอง หรือได้สัมผัสมาก่อน ย่อมจะไม่รู้ว่าอมตะธรรมนั้นมีจริง

ปีก่อนดิฉันได้รู้จักกับ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ

อดีตผู้พิพากษา และรองเลขานุการศาลฎิกาในช่วงที่ผมได้รู้จักนั้น ท่านดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ปัจจุบันท่านได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการ กสทช. ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คุณสุทธิพลเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อไม่ลองไม่เห็นธรรม ประสบการณ์จริงของ เลขาฯ กกต.

ฯพณฯ ชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี อดีตประธานศาลฎีกา

เมตตาเขียนคำนิยมให้ ซึ่งหนังสือเล่มนี้ ผมเป็นบรรณาธิการ เนื้อหาในเล่มถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆ และสิ่งที่ได้รับที่เรียกว่า ธรรมะ จากการที่ได้อุปสมบท เหตุผลหลักที่คุณสุทธิพล ออกบวชในคราวนั้น คือ ทดแทนคุณของบุพการี

ท่านเขียนในหนังสือเอาตอนหนึ่งว่า….. “การบวชครั้งนี้ เปลี่ยนแปลงชีวิตของผมดีขึ้นทั้งด้านวิธีคิด การดำรงชีวิต การทำงาน และการปฏิบัติต่อผู้อื่น” ทั้งยังก่ออานิสงส์ให้ผมได้รับสิ่งดีดี มากมาย ประสบการณ์บวชในครั้งนี้ช่วยขัดเกลาและเปลี่ยนแปลงชีวิตผมให้ดีขึ้นจริงๆ และทำดีอย่างมีสติ รอบคอบ อดทน ไม่ว่าจะทำงานอะไร อยู่ที่ไหน ตำแหน่งใดใดผมก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ จะช่วยเผยแพร่พุทธศาสนา รวมทั้งจะมั่งมั่นทำความดี และตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชาติบ้านเมือง

เมื่อคราวไปอินเดีย

ได้พบกับคนพื้นเมืองที่นับถืออินดู ถามถึงข้อวัตรปฏิบัติ สืบมาแต่โบราณของฮินดูหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องของอาหารปรากฏว่าคนนับถือฮินดูหรือพราหมณ์นิยมทานอาหารไร้เนื้อสัตว์แล้วก็ทานกันมาเป็น พันๆ ปีแล้ว ได้ยินอย่างนี้ทำให้ใจชื้นขึ้นมาว่าเราคงได้คำตอบอย่างแท้จริงเสียทีว่าพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ฉันอาหารอะไรกันแน่

ด้วยที่เป็นลูกอีช่างคิด เลยทำให้คิดเอาด้วยหลักธรรมชาติๆ ธรรมดาว่า การเปลี่ยนศาสนาของคนยุคพุทธกาลคงเปลี่ยน แต่วิธีการนับถือเคารพในธรรมแต่คงไม่ได้เปลี่ยนไปถึงอย่างอื่น อาทิ การแต่งกาย การแต่งหน้า หรือพิธีกรรมการแต่งงาน และอาจจะรวมไปถึงวิธีการปรุงอาหารด้วย

เราจึงศึกษากันได้เห็นว่า เหล่านักพรต เหล่าพราหมณ์ เหล่าวรรณะ สูงๆ อย่างกษัตริย์หันมานับถือพระพุทธศาสนามากขึ้นอย่างที่กล่าวมาเปลี่ยนศาสนาแต่อย่างอื่นไม่ได้เปลี่ยนแม้แต่เรื่องของการกิน แต่เดิมเป็นฮินดูทานอาหารไทยเนื้อสัตว์มา ดังนั้นแม้เปลี่ยนศาสนาแล้วแต่การบริโภคไม่เปลี่ยนก็ต้องงดทานเนื้อสัตว์เหมือนเดิมเพราะเป็นความเคยชินปากชินท้อง พระพุทธศาสนาไม่ได้มีการบังคับให้เปลี่ยนการกินการอยู่เสียใหม่แต่ประการใด แน่ล่ะเคยทานอาหารอย่างใดก็ปรุงอย่างนั้นตามเดิม

เมื่อเขาชินกับอาหารไร้เนื้อสัตว์ เค้าก็ต้องทานอาหารที่อร่อย เนื้อสัตว์เหมือนเดิมแล้วเมื่อปรุงแล้วก่อนทานก็แบ่งมาใส่บาตรก่อน พระสงฆ์องค์เณรในยุคนั้นจึงได้ฉันอาหารไร้เนื้อสัตว์ไปด้วยโดยปริยายเพราะศาสนาพุทธไม่ได้แบ่งนี้ว่าพระฉันอาหารอีกประเภท โยมทานอีกประเภท เมื่อโยมทานอาหารไรเนื้อสัตว์ซึ่งท่านมาแต่เด็กๆ เค้าก็ปรุงเพิ่มแล้วนำเอาถวายพระก่อนจากนั้นจึงนำเอามาทานกันจะได้ไม่ต้องแยกกลุ่มว่ามีอาหารมีเนื้อสำหรับพระอันนี้อาหารไร้เนื้อสำหรับคนทั่วไปมันจะทำให้สิ้นเปลืองยุ่งยาก  อีกอย่างพระสงฆ์ต้องเป็นผู้เลี้ยงง่ายเพราะชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น

ดังนั้นเมื่อโยมส่วนมากทานอาหารไร้เนื้อสัตว์ แล้วทำอาหารชนิดนั้นใส่บาตรพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ ดังนั้นถ้าในพระพุทธศาสนาครั้งพุทธการจึงฉันอาหารไรเนื้อสัตว์ด้วยเหตุนี้ แต่สมมุติว่าหากบ้านใครทานเนื้อสัตว์แล้วนำเอามาถวายพระสงฆ์พระก็ต้องรับด้วยเช่นกัน

ปาณาติปาตา

คือ ละเว้นซึ่งจากการล่าสัตว์

ในเมื่อสอนให้มีเมตตาไม่ฆ่าสัตว์แล้ว ทำไมจึงต้องไปกินเนื้อสัตว์นั้นด้วยเหล่ามันจะไม่สวนทางหรือว่าขัดกับหลักแห่งศีล หากมองกันในแง่มุมนี้ มันก็น่าทึ่งที่จะถูกอีกเช่นกัน แต่หากจะถามกันจริงๆ ในเรื่องของพระภิกษุในธรรมวินัยนี้ ตามความเป็นจริง ฉันอาหารชนิดไหนกันแน่ รวมถึงพระพุทธเจ้าของเราทรงฉันอาหารอะไรกันแน่

การตั้งคำถามในลักษณะแบบนี้

บางคนอาจจะมึนว่า จะไปหาคำตอบที่ไหนได้ นักจิตวิทยาหลายคนเขาจึงมีคำประเภทปลอบประโลมว่า  หากตั้งโจทย์ยาก ก็หาคำตอบได้ยาก หากตั้งโจทย์ง่าย ก็หาคำตอบได้ง่าย

มนุษย์มักจะตกม้าตายกับการหาคำตอบ โดยไม่มองถึงเรื่องเหนือธรรมชาติ หรือเรื่องไกลตัว

อย่างบางคนบอกว่า…

พระพุทธเจ้าคงฉันอาหารทิพย์ ที่เทวดามารอใส่บาตร พระไทยในสายกรรมฐานก็จินตนาการไปเรื่อย เวลาหลับตานั่งกรรมฐานปรุงแต่งจิตไปอย่างไม่รู้สึกตัว หรือขาดสติ…นึกเอาเองว่ามีเทวดามาใส่บาตร มีเทพลงมาฟัง

พระสงฆ์ที่ออกธุดงค์ บางครั้งจิตของท่านปรุงแต่งไปตามยะถา… ภาวนากับนิมิตมากเกินไป เหมือนเมื่อครั้งหนึ่งที่ได้มีโอกาสอุปัฏฐากพระสุธรรมคณาจจารย์ หรือหลวงปู่เหรียญท่านเมตตาเล่าให้ฟังว่า

“หลวงปู่ตื้อ ภาวนาอยู่บนกุฏิ”

แล้วเกิดนิมิตมองอะไรๆ ก็เห็นเป็นทองคำไปหมด คราวนี้พอลืมตาขึ้นมา ท่านมองลงมาข้างล่างกุฏิ ก็เห็นแต่ทองคำเต็มไปหมด แท้จริงมันเป็นเพียงทรายธรรมดาๆ เท่านั้น แต่ด้วยนิมิตที่จำติดตา ก็คิดว่าเป็นทองคำท่านจะกระโดดลงจากกุฏิ ลงมาเอาทองคำที่พื้นตามที่เห็นทีเดียว คราวนั้นก็ห้ามกันเกือบแย่  “อันนี้เกิดจากการจินตนาการ…”

เค้าบอกว่ากินเจแล้วได้บาป

พี่ไทยเป็นคนน่ารักประเพณีไหนของใครหากไม่ขัดกฎหมายพี่ไทยรับได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการกิน การอยู่ ฮวงจุ้ย กินเจหรือสวดมนต์แบบมหายาน สิ่งเหล่านี้ก็เป็นการส่งเสริมให้คนมุ่งมั่นทำความดีทั้งสิ้นซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่ได้เสียหายอะไร

แต่กลับกันพระสงฆ์องค์เณรบางรูป กลับมีความคิดที่ผิด และแตกต่างไปในลักษณะของการแยกแยะออกจากกันอย่างสิ้นเชิง แถมมีการอบรมสั่งสอนเป็นทอดๆเพราะเมื่อเทศกาลกินเจปีก่อนได้ไปนั่งอยู่ในสำนักปฎิบัติธรรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

ที่ไปก็เพราะรุ่นพี่คนหนึ่งขอร้องให้ไปเป็นเพื่อน ระหว่างที่พี่เขาเข้าไปสนทนากับพระสงฆ์ผมก็นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ จู่ๆมีสามเณรรูปหนึ่งอายุเราราว 12 ปีสนทนาด้วยดูจากพฤติกรรมสามเณรท่าทางแก่นแก้วพอควรสามเณรมาถามผมว่า โยมกินเจหรือเปล่า…..

กินบ้างครับตามแต่โอกาส
โยมพี่หลวงตาสอนเน้นว่ากินเจเป็นพวกพระเทวทัต นะโยมอย่าไปกินเลย

ฟังแล้วก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรกับสามเณรน้อย ปล่อยให้ท่านคิดไปอย่างนั้นตามที่หลวงตาท่านสอนไปแล้วเมื่อกลับมาบ้านก็นั่งคิดอะไรเล่นเล่นเกี่ยวกับการกินเจแล้วก็ลงมือเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา

พระพุทธศาสนาในฝ่ายเถรวาท
ไม่นิยมกินเจหรืออาหารไทยเนื้อสัตว์จะเรียกว่ามังสวิรัติอะไรก็ได้แต่พระพุทธศาสนาในฝ่ายมหายานนิยมบริโภคอาหารไร้เนื้อสัตว์ทั้งที่เป็นพระในพระพุทธศาสนาเหมือนกันทำไมมีข้อวัตรปฏิบัติต่างกัน

ในคติของเถรวาท
อ้างถึงคำทูลขอของพระเทวทัตว่า เข้าไปกราบทูลขอพระพุทธเจ้าให้ออกกฏหลายข้อที่เคร่งครัดและหนึ่งในนั้นก็คือให้พระภิกษุทั้งหลายในพระธรรมวินัยนี้ฉันอาหารไรเนื้อสัตว์จะเรียกว่าเจหรือมังสวิรัติตามแต่สะดวก

เมื่อกลับทูลขอแล้วพระพุทธองค์ทรงนิ่งเสียถึงสามครั้งจากนั้นก็ส่งปฏิเสธว่าไม่ควรไปกำหนดอย่างนั้นด้วยเหตุผลง่ายง่ายคือเดี๋ยวจะทำให้พระพิสุเป็นผู้เลี้ยงชีพยากเอาเป็นว่าโยมสะดวกเท่าไหร่อย่างไรก็ฉันอย่างนั้นไปก็เรากันซึ่งจะว่าไปผมว่าเป็นธรรมชาติดีนะไม่ต้องไปเลือกมา

จากทะเลคนสู่ทะเลใจ

ธรรมะธรรมชาติธรรมดาคือสิ่งที่อยู่ในมนุษย์ทุกคนอยู่แล้วเพียงแต่เรา หามันเจอกันหรือยัง

สมัยตอนละอ่อน
อายุมีเพียงแค่เลข 1 นำหน้า  ชีวิตคลุกเคล้าอยู่แต่กลับ เธค ดิสโก้ ไนท์คลับ…. เปล่าผมไม่ได้เป็นคนที่ใช้ชีวิตที่เหลียวแหลก แต่ไปสถานที่เหล่านั้นทุกวันด้วยเพราะที่อันเป็นอาชีพ  ผมตีกลองตั้งแต่หัวยังสูงไม่พ้นขอบกลอง หัดอ่านโน้ตยี่ห้อกิ้ว  ที่เขียนประวัติเราถั่วงอกอย่างดีตัวโน้ตกลองอ่านง่ายมีรายได้จากคาเฟ่ไนท์คลับวันละ 70 บาทในขณะที่อายุ 15 ปี

หลายปีต่อมาการพัฒนาไม่หยุดยั้งไปสถิตแถวๆ นาซ่า เล่นในผับและเธค  ที่สุดก็เบื่อก่อนจะแขวนไม้กล่องอย่างถาวรยังอุตส่าห์ไปเล่นดนตรีแจ๊สพักหนึ่งในสไตล์ฟิวชั่นแจ๊สอาจารย์มังกรผู้สอนผม ในการบรรเลงกล่อมให้ไพเราะพี่ต๊อดแนะนำเทคนิคต่างๆ

นับแต่นั้นมาชีวิตผมไม่เคยเข้าไปในสถานที่อย่างนั้นอีกเลยจบจนปัจจุบันเหมือนคนอิ่มพอกินมาแต่เด็กเพราะกินมาแต่เด็ก

แต่อย่างไรเพลงก็ยังมีอิทธิพลต่อชีวิตของผม รสนิยมการฟังเพลงส่วนตัวชอบแนวสร้างสรรค์สังคมอย่างของวงคาราบาว เป็นต้น ซึ่งเรามีชื่อเสียงแล้วเพลงท.ทหารอดทน เพลงทินเนอร์ เพลงผู้เฒ่าและอื่นๆ อีกมากมาย

แต่ที่ในความรู้สึกมากๆคืออัลบั้มชุดโฟค์เซน เพราะเป็นอะไรที่ไร้การปรุงแต่งอย่างก็เลยคิดแล้วทำทันทีในห้องนั้นของอารมณ์ศิลปินที่ชื่อคาราบ่าวและอีกหลายปีต่อมาเพลงทะเลใจเป็นเพลงโปรดของผมโดยเฉพาะวลีที่ชื่นชอบ
“ หาหัวใจให้เจอ ก็เป็นสุข”

เพลงนี้เป็นเพลงธรรมะแต่เป็นทำมาแบบใช้ชีวิตเป็นธรรมะแบบเซน ซึ่งเป็นพุทธศาสนาในอีกรูปแบบหนึ่ง

คนที่เขียนเนื้อเพลงต้องมีจิตใจที่สูงส่งแบบธรรมดาที่ไม่ธรรมดาเป็นปราชญ์ของแท้ไม่ใช่พวกพูดเหมือนปราชญ์ทำตัวเหมือนเปรตแน่นอน

สิ่งหนึ่งที่เห็นเป็นของแท้คือ
ความไม่มีตัวตน ในลักษณะที่เป็นอัตตา แต่บางครั้งค่าการแสดงออกที่ดูเหมือนว่าแรงนั้นไม่ใช่เป็นอารมณ์แต่เป็นเพราะลักษณะในการมุ่งสอนคนรอบข้างเป็นการสอนแบบซาโตริ
แบบฉับพลันแบบเซนประมาณนั้น ใครถ้าไม่เข้าใจมองอะไรแบบโลกียวิสัยก็จะมองไปว่าแรงอะไรเทือกนั้นแต่หากใครที่รู้จักในสิ่งที่กล่าวมาย่อมเข้าใจเซนก็มีแนวการสอนแบบพูดตรงๆ ชัดถ้อยชัดคำแบบไม่ต้องแปล

หลักแห่งธรรมชาติที่ทำให้เกิดเหตุนั้น

พระพุทธองค์ทรงตรัสเอาไว้ดังนี้

1. อุตุนิยาม

ธรรมชาติที่ปรากฏขึ้นซึ่งเกี่ยวข้องกับมวลหมู่ธรรมชาติ  แห่งดิน ฟ้า อากาศ ฝนตก ฟ้าร้องฟ้าผ่า แผ่นดินไหว  เป็นไปในแนวทางฟิสิกส์

2. พีชนิยาม

ธรรมชาติที่ปรากฏซึ่งเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น พืช  คน  สัตว์  ที่สืบสายเผ่าพันธุ์เป็นไปแนวทางชีววิทยา

3. จิตนิยาม

ธรรมชาติที่ปรากฏถึงชนิดของการทำงานของจิต  อาทิ  เรื่องการเกิดดับเรื่องของภาวะอารมณ์ความคิดเรื่องของการเข้าใจในคันห้ารูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ

4. กรรมนิยาม

ธรรมชาติที่ปรากฏในเรื่องของกฎแห่งกรรม

5. ธรรมนิยาม

ธรรมชาติที่ปรากฏในเรื่องของกฏแห่งธรรมชาติที่เวียนว่ายตายเกิด  อาทิ  กฎอนิจจัง  ทุกข์ขังอนัตตา  ตลอดทั้งเรื่องของอิทัปปัจจยตา (การเวียนว่ายตายเกิดโดยมีเหตุและปัจจัย)

สิ่งทั้ง 5 นี้   พระพุทธเจ้าทรงรู้ชัดและทรงจัดหนักสอนสาวกมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มต้นแห่งการเผยแพร่ธรรมทรงรู้ในเรื่องทั้งห้านี้เนื่องจากทรงสัพพัญญุตญานอันยิ่งใหญ่

กรรมในแบบที่คุณไม่เคยรู้


การเกิดของมนุษย์เป็นเพราะกรรมสถานที่เกิดของมนุษย์แต่ละคนก็ล้วนมาจากกรรมเป็นผู้กำหนด

กรรมเป็นเรื่องที่ชาวพุทธในประเทศไทยคุณเคยและเชื่อถือว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงพระพุทธเจ้าพระองค์ก็ตรัสสอนเรื่องของกฎแห่งกรรมนี้เอาไว้เช่นกันการเกิดของมนุษย์เป็นเพราะกรรมสถานที่เกิดของมนุษย์แต่ละคนก็ล้วนมาจากกรรมเป็นผู้กำหนดเช่นเดียวกัน

หลายคนเข้าใจคำว่ากรรมนี้เป็นเหมือนเส้นตรงทำอย่างไรได้อย่างนั้นซึ่งแนวคิดนี้ดูเหมือนอาจจะถูกแต่ไม่ทั้งหมด  เพราะตามความเป็นจริงยังมีสรรพสิ่งอีกมากมายที่เข้ามาเปลี่ยนวาสนาของมนุษย์จากเดิมได้และหากเราศึกษาธรรมแล้วเพ่งพิจารณาให้ดี  จะเห็นได้ว่าพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์หาใช่มุ่งเน้นไปที่เรื่องของกรรมให้เป็นไปในลักษณะของหลักใหญ่แต่ประการใดไม่

การตรัสสอนถึงเรื่องกรรม

ไม่ใช่เป็นทำบทที่ตัดสอนอยู่บ่อยครั้ง  หากพูดแบบภาษาคนสมัยใหม่จาก 100% ส่งตรัสสอนไม่เกิน 10% เท่านั้น   นอกนั้นจะส่งกลับถึงวิธีการดับทุกข์นั้นมากที่สุด   ชาวพุทธในประเทศไทยเมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นก็ไปเกาะกันว่ามันเป็นกรรม

ตัวอย่างเช่นอุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากเคราะห์กรรมแต่พอการกระทำที่ประมาณอย่างไหนมีน้ำหนัก  และเหตุผลกว่ากันหรือไม่เมื่อกระทำอย่างประมาทก็ต้องได้รับผลของการกระทำที่ประมาทนั้นด้วยลักษณะนี้เรียกว่ากรรมในปัจจุบัน

ผู้คนส่วนมากจะหันเหไปโทษกรรมไปกล่าวว่าเป็นกรรมจากอดีตชาติตามความเป็นจริงไม่มีใครอาจทราบได้เลยว่ากรรมเก่าในอดีตชาติมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงไร แต่บางสิ่งก็สามารถอธิบายได้ว่าเป็น เพราะอำนาจกรรมเก่า

 ตามที่กล่าวมาแต่ต้นว่าตั้มเป็นเพียงส่วนหนึ่งเล็กๆในคำสอนของพระพุทธองค์เพราะจาก 84,000 พระธรรมขันธ์นั้นโดยเนื้อหาส่วนมากจะทรงสอนเรื่องเหตุแห่งทุกข์ และวิธีการดับทุกข์มากที่สุด

ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ  และสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นนั้นก็หาใช่เป็นเพราะกรรมเสมอไป   ทุกอย่างเกิดขึ้นล้วนมีมาแต่เหตุแต่คำว่าเหตุนั้นจะเป็นอะไรก็ต้องใช้หลักธรรมของพระพุทธองค์มาวิเคราะห์  ซึ่งทรงตรัสสอนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า  “เหตุแห่งสิ่งปรากฏนั้นมีอยู่คือสิ่งที่ทำให้เหตุการณ์เกิดขึ้นนั้นมีอยู่เสมอไม่ใช่เพราะความบังเอิญหรือความน่าจะเป็น”

ธรรมะที่พี่ชายให้ไว้

หากเราคิดแต่เรื่องที่ดีขึ้นสมองจะดูแต่สิ่งที่ดีเข้ามาตัวเราหากเราคิดไม่ดีคืนสองจะดูแต่สิ่งที่ไม่ดีเข้ามาหาตัวเราอีกเช่นกัน

พี่งา พงษ์ศิริ อินทรชัย

ทำงานอยู่ไทยทีวีสีช่องสามสัญญากับผมเมื่อตอนน้ำท่วมว่าเขียนต้นฉบับให้ผมหนึ่งเรื่อง เพราะในช่วงนั้นได้เริ่มทยอยเขียนบ้างแล้วแต่ไม่ได้ถามว่าชื่อเรื่องอะไรในห้วงน้ำท่วมตามตรอกซอยอยู่กันลำบากมากผมได้โทรหาพี่งา บอกว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยรอดตายเพราะไทยทีวีสีช่องสาม

ในยามปกติการติดต่อกับพี่งาจะเกิดขึ้นนานนานครั้งคราวหนึ่งไม่รู้ว่าพี่งาเป็นอะไรได้โทรมาหาผมเองแล้วก็ถามในเชิงธรรมะมากมายหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องของภาวะอารมณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับธรรมะเท่าที่จำได้

อะไรคือจิตใจของมนุษย์กันแน่

การที่เรารับรู้ถูกภาวะอารมณ์นั้นแลจิตการที่เรามองเห็นสัมผัสความเจ็บปวดได้ทางกายทางใจร้อนหนาว หิว อิ่มนั่นก็เป็นจิตทั้งสิ้น

หากเราคิดแต่เรื่องที่ดีขึ้นสมองจะดูแต่สิ่งที่ดีเข้ามาตัวเรา

หากเราคิดไม่ดีขึ้นสมองจะดูแต่สิ่งที่ไม่ดีเข้ามาหาตัวเราอีกเช่นกัน

เพราะมองเห็นความเป็นธรรมดาจึงเข้าใจโลก

ความธรรมดาเป็นสิ่งที่มีความหมายกว้างไกล เรียบง่าย สงบนิ่ง ง่ายๆ ไม่มีอะไรพิเศษ แต่แฝงไว้ด้วยความวิเศษ

ในบางครั้งเชื่องไหมว่า เราอยากจะให้ใครต่อใครนั้นควรจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามที่เราคิด แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงมันยากเสียเหลือเกิน

ยามหน้าหมู่บ้านคนเก่า ทำอะไรต่ออะไรไม่รู้ ดูแล้วไม่ค่อยเข้าท่าเข้าทางเสียเท่าไหร่ คนก็บ่นกร่นทั้งหมู่บ้าน บางคนแนะนำว่าให้ไล่ออกไปเสีย จะได้หมดๆ เรื่องหมดราว ไม่ต้องรำคาญหูตาอีกต่อไป แต่ที่รุนแรงสุด

เรื่องมีอยู่ว่า….ป้าคนนึงไม่พอใจอะไรกับยามอย่างมา ไม่ทราบแกเดินออกไปด่ายามว่าโง่อย่างนั้นอย่างนี้ ต่างๆ นานา สุดท้ายลูกชายแกจะไปอัดยาม พวกคณะกรรมการหมู่บ้านจึงไปช่วยกันห้าม เกรงว่าเรื่องจะบานปลาย

ด้วยหนึ่งในคณะกรรมการหมู่บ้าน คือ ผมจึงออกไปเจรจาแล้วก็พูดให้ลูกชายป้าฟังว่า ธรรมดาของคนที่เป็นยามนี่ คงจะไม่มีสักคนที่เรียนจบปริญญาอย่างแน่นอนแต่คุณนะจบการศึกษามาดีกว่า แล้วจะไปอะไรกับยามละ หรือง่ายๆ หากเขาฉลาดเหมือนคุณเขาคงไม่ต้องมาเป็นยาม และนี่คุณฉลาดกว่าเขายังจะมาเอาเปรียบ ด้วยการซ้ำเติมเขาอีก ดูเหมือนมันผิดธรรมชาติไปนะ

โชคดีที่เขามีสติแล้วยกมือขอโทษกรรมการหมู่บ้านทุกคน แล้วเดินเข้าบ้านไป

นับแต่นั้นมายามไม่เคยโดนด่าอีกเลย ….

ความธรรมดา

เป็นสิ่งที่มีความหมายกว้างไกล เรียบง่าย สงบนิ่ง ง่ายๆ ไม่มีอะไรพิเศษ แต่แฝงไว้ด้วยความวิเศษจึงมีคำอยู่ประโยคหนึ่งว่า ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ธรรมะ ทั้งปวงคืออะไร

ต้องทำไปตามธรรมชาติให้ธรมมดาที่สุด อะไรจะเกิดก็ให้เกิดไป อะไรจะไม่เกิดก็ไม่ต้องเกิด

พันเอกหม่อมหลวง ภาณพ ภานุมาศ

นายทหารสายธรรม เพราะชอบปฏิบัติธรรม สวดมนต์ไหว้พระ ระยะหลังนานครั้งจึงจะว่างได้พูดคุยกัน  คราหนึ่งท่านถามว่า ธรรมะที่สุดแล้ว คืออะไร…

การปฏิบัติเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าจะต้องทำอย่างไร? เมื่อท่านพี่ถามก็ตอบไปตามความท้องเรื่องว่า

การปฏิบัติธรรม

หากเราแอบมีความหวังเล็กๆ อยู่ในใจ ขณะที่ปฏิบัตินั้น ย่อมไม่สามารถเข้าถึงอะไรได้เลยเพราะนั่นเป็นการตั้งประเด็นเอาไว้แล้วว่าจะต้องได้ไม่ว่าการซึ่งฌาน หรืออะไรที่สูงกว่านั้นก็ตาม

แต่ การแอบมีความหวังเล็กๆ อยู่ในใจ เป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะการปฏิบติธรรม ต้องทำไปตามธรรมชาติให้ธรรมดาที่สุด ตามแต่ว่าวาสนาคนที่ปฏิบัติธรรม ไม่ก้าวหน้า เพราะความหวังมาบดบังทั้งสิ้น ส่วนคนที่ปฏิบัติธรรมแล้วไม่คิดอะไรเลย ได้ก็คือได้ ไม่ได้ก็คือไม่ได้ นั่นแหละ จะทำให้ก้าวสู่ความสงบแก่จิตใจ

เพราะมีปัญญาแล้วจึงสงบ ไม่ใช่สงบแล้วมีปัญญา