ปฏิเสธคนอย่างไรไม่โดนเกลียด

Image result for how to say no

มีคนที่ไม่กล้าพูดว่า “ไม่” เวลาที่ถูกคนอื่นไหว้วาน

ส่วนใหญ่มักเป็นเพราะกลัวว่าหากเลยปฏิเสธออกไปแล้วจะทำให้ความสัมพันธ์กับบุคคลนั้นเลวร้ายลง

คิดว่าไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดีหรือกลัวว่าความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายจะย่ำแย่ทำให้แม้ในใจจะนึกว่าไม่ไหวหรอกแต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธฉันต้องยอมรับไปโดยปริยาย

แต่หากฝืนตอบรับการไหว้วานของคนอื่นไปเรื่อยเรื่อยในไม่ช้าความเครียดของการต้องฝืนทนทำสิ่งที่ไม่อยากทำจะทำให้ตนเองต้องทุกข์ทรมานเสียเปล่าเปล่า

หรือต้องให้ตอบรับการไหว้วานนั้นแต่ในใจนึกว่าไม่อยากเลยสุดท้ายแล้วสิ่งที่คิดอยู่ในใจก็จะต้องสือออกไป ให้อีกฝ่ายรับรู้เข้าสักวัน สมมุติว่าเป็นแบบนั้นฝ่ายที่วันวานเราเองก็จะรู้สึกไม่ดีเช่นกันบางครั้งการปฏิเสธว่า “ไม่” กลับกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับอีกฝ่ายแย่ลง ฉะนั้นในเวลาที่รู้สึกอย่างชัดเจนว่าไม่รู้ว่ายังไงก็ไม่อยากหรือทำไม่ได้เราต้องบอกคำว่าไม่ออกไปให้ฝ่ายได้รู้

หาไม่ถนัดการปฏิเสธการพูดจาแบบไรเยอะใหญ่ว่าทำไม่ได้เพื่อปฏิเสธการไหว้วานจากอีกฝ่ายไปแบบนั้นอย่าไม่ใช่เรื่องดีในเวลาแบบนั้นเพิ่มให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่เราอาจจำเป็นจะต้องพลิกแพลงคำพูดบ้าง เช่นมีการตรวจน้ำที่นุ่มนวลด้วยคำว่าขอโทษนะไม่อยากเลยแต่รู้สึกผิดจริงๆเราจึงไอ้คำปฏิเสธออกไป

“ รู้สึกผิดจริงๆแต่คิดว่าคงไม่ได้หรอกขอโทษนะ”

“ ไม่อยากเลยแต่รอบนี้คงตอบรับคำชวนไม่ได้”

หากเป็นคนที่ใส่ใจความรู้สึกของอีกฝ่ายได้แม็กกระทั่งเวลาเอ่ยปฏิเสธแบบนี้แล้วก็ต่อให้ปฏิเสธอะไรไปก็คงไม่มีวันถูกเกลียดแน่

ในตอนที่ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วให้ใช้คำพูดที่นุ่มนวลไปพร้อมพร้อมกับการแจ้งว่า “ไม่”

ให้ของขวัญเป็นคำชมดีดี

Image result for คำชื่นชม

หากได้รับคำชมไม่ว่าใครๆก็ต้องดีใจทั้งนั้น

คนที่เป็นที่รักใครและสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นได้ส่วนใหญ่มักเป็นคนที่ใช้คำพูดชมเชยคนอื่นเสมอ

แต่คำชมเองก็มีทั้งดีและไม่ดี หากต้องการสร้างความประทับใจที่ดีแต่กลับพูดสิ่งที่ตนไม่ได้คิดหรือประจบประแจงอีกฝ่ายเพื่อสร้างความประทับใจที่ดีนั่นแหละคือคำชมที่ไม่ดี

ต่อให้ร้อยเรียงถ้อยคำให้สวยงามสักแค่ไหนหากไม่ได้ใช้ใจพูดก็เป็นได้เพียงคำประจบสอพลอ ร้านในกรณีส่วนใหญ่คนเรามักจะมองออกเสียด้วยว่าสิ่งที่คนอื่นพูดกับตนนั้นออกมาจากใจหรือเปล่ายกตัวอย่างเช่นหากอีกฝ่ายเป็นคนแต่งตัวเก่งต่อให้ไม่ต้องออกมาจากใจจิงแต่การพูดว่า “เสื้อผ้านั้นสวยจังเลยซื้อที่ไหนเหรอ” คงทำให้อีกฝ่ายดีใจได้

แต่ในทางกลับกันหากเป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องแฟชั่นถึงจะถูกชมแบบนั้นก็คงไม่รู้สึกอะไรหรืออาจจะทำให้นึกสงสัยว่า “ไม่เข้าใจฉันเลยนี่นา” “กำลังชมตามมารยาทอยู่หรือเปล่านะ”

สิ่งสำคัญคือต้องลองสังเกตให้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นคนแบบไหนและใช้จ่ายพิจารณาเลือกถ้อยคำที่น่าจะเป็นของขวัญสำหรับอีกฝ่ายเช่นเดียวกันกับการที่คนเรามักจะมองคำพูดที่ไม่ได้ออกมาจากใจ คำพูดที่ออกมาจากใจอันเกิดจากการรู้จักอีกฝ่ายอย่างแท้จริงแม้จะเป็นถ้อยคำสั้นสั้นง่ายง่ายแต่เจตนารมณ์ที่แท้จริงต้องสืบไปถึงอีกฝ่ายได้แน่

เราไม่จำเป็นต้องพยายามใช้คำพูดให้ดูดีเพียงเพื่อมองดูอีกฝ่ายแล้วรู้สึกว่า ”ส่วนนี้ดีจังเลยนะ” “ทำเรื่องนี้เก่งจังเลย” และถ่ายทอดสิ่งที่รู้สึกออกไปอย่างซื่อตรงก็พอแล้ว

หากเป็นคำชมที่ออกมาจากใจนั้นต้องเป็นสิ่งที่ทำให้อีกฝ่ายยินดีได้แน่

มองด้วยความใส่ใจและเลือกคำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายยินดีเป็นของขวัญ

ขอบคุณคำพูดที่เข้มงวด

Related image

แม้ตัวเราเองจะพยายามไม่ใช้คำพูดในเชิงลบหรือพยายามระมัดระวังที่จะไม่ตำหนิตนเองแล้วแต่เราก็ไม่สามารถต้องการคำพูดเชิงลบจากคนอื่นได้

ในบางคราวพวกเราจะถูกคนอื่นพูดไทยคำเข้มงวดใส่ให้แสลงใจบ้างซึ่งก็มีทั้งกรณีที่ฝ่ายนึกว่าเป็นการทำเพื่อเราจึงได้ตักเตือนด้วยคำพูดเข้มงวดหรือเทศนาเราด้วยความรักแต่บางกรณีอีกฝ่ายก็อาจจะมีเจตนาร้ายอย่างชัดเจนโดยสัตว์ให้ทำในเชิงลบใส่เราเพราะต้องการดูหมิ่น

ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ตามถ้อยคำที่เข้มงวดว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เหนื่อยใจด้วยกันทั้งนั้นโดยเฉพาะตอนที่ได้ฟังคำพูดไร้หัวใจจากคู่กรณีที่มีเจตนาร้ายต่อเราอาจทำให้เราได้รับบัตรแผลลึกจนรู้สึกครึ่งเขียนด้วยความโกรธขึ้นมาว่า “อะไรกันนักหนายายคนนั้น”

แต่ถึงอย่างนั้นถ้อยคำที่ได้รับมาจากภายนอกไม่ว่าจะเป็นเจตนาที่ดีหรือร้ายลงท้ายนาก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของคนรักอยู่ดีก่อนอื่นอยากให้คุณจำไว้ว่าต่อให้ได้รับคำพูดที่เข้มงวดก็ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องตำหนิตนเอง

ให้ยอมรับถ้อยคำดังกล่าวยังเยือกเย็นและนำเฉพาะส่วนที่สำคัญมาเป็นบทเรียนของตนเองก็พอ

“ ฉันมีข้อเสียแบบนี้จริงๆด้วยนี่แสดงว่าพระเจ้าคงพยายามบอกให้ฉันรับรู้ได้ผ่านคำพูดของคนอื่นแน่เลยจากนี้ไประวังให้มากขึ้นดีกว่า”

ถ้าคิดได้อย่างนี้แหละถ้อยคำเชิงลบจากภายนอกก็จะไม่ใช่สิ่งที่ต้องกลัวอีกต่อไปเพียงแค่เปลี่ยนวิธีคิดเล็กน้อยเท่านั้นเราก็จะได้เรียนรู้และประโยชน์จากคำพูดว่าร้ายหรือถ้อยคำที่เข้มงวดนั้น

ทายคำที่เข้มงวดจะกลายเป็นบทเรียนที่ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับวิธีที่เรารับมานั่นเอง

เมื่ออยากบ่นเต็มทน

หญิงสาวคนหนึ่งทำงานในบริษัทผลิตขนมเธอเกลียดการบ่นจึงไม่เคยพูดจาแบบนั้นในที่ทำงานเลยแม้สักครั้ง

อย่างเวลารับประทานอาหารกลางวันกับเพื่อนร่วมงานต่อให้คนอื่นบ่นเรื่องที่ทำงานออกมาเธอก็จะไม่เป็นฝ่ายเข้าร่วมเลยแม้แต่ครั้งเดียวถ้าถึงเรานั้นไม่ได้แปลว่าเธอไม่มีความไม่พอใจเกี่ยวกับที่ทำงานเลยเธอเองก็มีสิ่งที่รู้สึกไม่ชอบใจมีคนที่ไม่สามารถรับมือได้เพียงแต่ไม่เอ่ยปากออกมาเท่านั้นเอง

แต่เพราะเธอคิดมากเกินไปหรือเปล่าว่าการบวชเป็นสิ่งที่ไม่ดีทำให้เธอไม่สามารถปรึกษาเรื่องทุกข์ใจกับใครได้เลยจนการทำงานที่บริษัทกลายเป็นเรื่องที่ขมขื่นสำหรับเธอ

จริงอยู่ที่ไม่ควรนำการบ่นหรือความไม่พอใจมาพูดไปเรื่อยแต่พวกเราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีสิ่งเหล่านี้และการใช้ชีวิตโดยไม่ยอมระบายเรื่องเหล่านี้ออกมาเลยก็เป็นสิ่งที่ขมขื่นเหมือนกัน

โดยเกิดให้อีกฝ่ายรับรู้เสียก่อนว่า “ ขอโทษน้าตอนนี้รู้สึกไม่สบายใจเลยช่วยฟังฉันบ่นหน่อยได้ไหม” แล้วจึงระบายสิ่งที่อยู่ในใจให้ฟังแน่เราว่าไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายเป็นคนที่ไว้ใจได้เลยเผลอบ่นให้ฟังเสียมากมายทุกครั้งที่เจอแต่คนขอให้คนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้รับฟังในเวลาที่ทุกข์ระทมจนทนไม่ไหวก็พอในทางกลับกันสิ่งที่สำคัญก็คือในเวลาที่อีกฝ่ายกลุ้มใจเราต้องเป็นผู้รับฟังอย่างกระตือรือร้นให้เขาด้วยเช่นกัน

การพูดระบายถูกให้เปิดใจให้กับคนที่สนิทสนมกันเท่านั้นพอ

ยอมรับคำชมจากผู้อื่นแต่โดยดี

Image result for accept the compliment

ในประเทศญี่ปุ่นที่ยังมีความคิดหลงเหลืออยู่ว่าการทอมตนถือเป็นมารยาทที่งดงามทำให้มีคนที่ไม่สามารถยอมรับคำชมได้

ตัวอย่างเช่นเพื่อนสนิทอุตส่าห์ชมว่าเสื้อผ้าวันนี้สวยจังเลยก็กลับคิดว่าชมเป็นมารยาทสินะปากหวานจริงๆเลยเป็นต้น
หรือตอนที่ทำงานแล้วเจ้านายชมว่าแถวนี้ทำงานได้รวดเร็วเยี่ยมจริงๆเลยก็กลับไม่ยอมรับความดีความชอบและคิดว่าเรื่องแค่นี้เองไม่ใช่เรื่องใหญ่ตรงไหนเลย

ส่วนใหญ่แล้วคนเหล่านั้นอาจจะกำลังพยายามเตือนสติตนเองอยู่ว่าโดนชมแค่นี้เองห้ามเหลิงนะ

เพียงแต่หากเราไม่ยอมรับความปรารถนาดีของอีกฝ่ายที่อุตส่าห์ชื่นชมเรานั้นจะเป็นการขวางกั้นถ้อยคำในเชิงบวกที่อีกฝ่ายให้มาสรุปคือเป็นการทำลายโอกาสที่จะเพิ่มพลังบวกลงด้วยตนเอง

การค้นพบข้อดีของตนเองด้วยตนเองถือเป็นสิ่งที่สำคัญแต่ในเวลาที่ผู้อื่นชื่นชมเราหากเราสามารถยอมรับคำชมดังกล่าวนั้นได้แต่โดยดีจะทำให้จิตใจยิ่งได้รับการเติมเต็มไปด้วยพลังงานบวก

ถ้อยคำในเชิงบวกไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นได้ด้วยตัวเองคนเดียวแต่ยังมีกรณีที่ได้รับเป็นของขวัญจากคนรอบข้างอีกด้วยเวลาที่อีกฝ่ายชมเราด้วยคำพูดดีดีขอให้ยอมรับแต่โดยดีและกล่าวคำขอบคุณกลับไปพอทำได้อย่างนี้แล้วพลังงานบวกของเราจะรวมเข้ากับของคนอื่นและยิ่งขยายออกไปมากขึ้น

เวลาคนอื่นชมขอให้ยอมรับแต่โดยดีเรื่องความรู้สึกขอบคุณ

ในเวลาที่ถ้อยคำแสดงความอิจฉาลอยมาให้นึกถึง

Image result for jealous

อารมณ์อิจฉาเป็นสิ่งที่น่ารำคาญมิใช่น้อย

ไม่อาจทำใจยินดีกับเพื่อนร่วมงานซึ่งประสบความสำเร็จเรื่องงานอิจฉาสาวน่ารักที่ได้รับความนิยมในงานเลี้ยงหรือยกโทษให้เพื่อนสนิทที่พูดคุยกับเพศตรงข้ามอย่างสนิทสนมไม่ได้

ใครใครก็คงมีประสบการณ์ชั่วขณะที่เกิดความอิจฉาคนอื่นขึ้นมาทั้งนั้นแต่ตอนที่รู้สึกอิจฉาคนเรามักจะถูกพัดพาไปกับพายุอารมณ์ในเชิงลบ “ ก็แค่บังเอิญโชคดีและประสบความสำเร็จได้ไม่ได้มีความสามารถจริงๆหรอก”
“ ไม่ยกโทษให้หรอกนะที่ไปใกล้ชิดกับเขาแบบนั้นของฉันให้โชคร้ายไปเลย”

และอาจทำให้เกิดคำพูดที่แสดงถึงความคิดที่ไม่ดีกับคนอื่นเกิดขึ้นมาในใจเต็มไปหมด

ถ้อยคำทั้งหลายเหล่านี้ล้วนมีพลังในเชิงรบระหว่างที่กำลังมัวเมากับอารมณ์อิจฉาตาร้อนคงจะไม่มีอะไรดีขึ้นแน่แน่ถึงจะพูดแบบนั้นแต่การจะให้ไม่รู้สึกอิจฉาเลยก็ถึงจะเป็นเรื่องยากจริงๆดังนั้นผมจึงขอเสนอวิธีการปรามให้อารมณ์อิจฉาสงบลง

จะทำอย่างไรดีนะหรือก็คือยอมรับว่าตนเองกำลังอิจฉาอยู่นั่นเอง เวลาที่เกิดอารมณ์อิจฉาหักพยายามที่จะกดอารมณ์ตนเองว่าห้ามอิจฉานะจะยิ่งทำให้อึดอัดไปกันใหญ่

ก่อนอื่นต้องกล้าเผชิญหน้ากับ ตนเองที่กำลังอิจฉาอยู่อย่างเยือกเย็นและลองใจเย็นมองสภาวะของตนเองดู “อืมตอนนี้ฉันกำลังอิจฉาอยู่สินะ”

พอจะเย็นลงได้แล้วเราจะไม่โดนอารมณ์อิจฉาครอบงำและเมื่อเป็นแบบนั้นก็ถือว่าไม่เป็นไรแล้วการยอมรับได้อย่างยากเย็นรวมให้กบเกือนความรู้สึกอิจฉาหรือคิดโกรธเกลียดตัวเองที่รู้สึกอย่างนั้นจะทำให้อารมณ์ความรู้สึกในเชิงลบค่อยค่อยลดลงได้เอง

ถ้าอารมณ์อิจฉาพวยพุ่งขึ้นมาให้ลองยอมรับมันอย่างเยือกเย็น

พูดคำเดียวว่าบอกหน่อยสิแทนที่จะแสร้งทำเป็นไม่รู้

Image result for พูดคุย

โดยทั่วไปแล้วคนเรามักจะรู้สึกอายเวลามีอะไรที่ตนไม่รู้

ดังนั้นคงมีคนที่มีประสบการณ์เวลามีคนถามว่ารู้เรื่องอะไรหรือเปล่ามาเผื่อต่อไปว่าอืมและเสแสร้งทำเป็นเหมือนรู้ไป แต่การเสแสร้งทำเป็นดูนี่แหละน่าเสียดายที่ต้องบอกว่าส่วนใหญ่มักจะความแตกในที่สุด

ในบางกรณีอาจทำให้อีกฝ่ายเกิดความประทับใจไม่ดีว่าทั้งที่ไม่รู้อะไรเลยแต่กลับวางฟอร์มเหมือนรู้

การพูดออกไปว่าไม่รู้เรื่องอะไรบางอย่างไม่ใช่ที่เรื่องน่าอาย ยิ่งไปกว่านั้นเวลาที่ถูกถามถ้ามีอะไรที่เราไม่รู้จริงๆให้ยอมรับไปเลยดีกว่าขอโทษนะฉันไม่ค่อยรู้หรอกเสียยังจะดีกว่า เพราะหากทำเช่นนี้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องมาอึดอัดกับการเสแสร้งทำเป็นรู้แล้ววางฟอร์มอีกต่อไป

การใช้คำพูดตรงตรงแบบไม่แต่งเติมเสริมความกลับเป็นการสร้างความประทับใจอันดีให้แก่คนรอบข้างอีกด้วย ส่วนสิ่งที่ตนไม่รู้ก็แค่ให้คนอื่นที่รู้ช่วยบอกเพราะโดยทั่วไปคนเราจะรู้สึกยินดีเวลามีคนมาร้องขอว่าช่วยสอนหน่อยสิ

มีบางคนที่เวลาถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองชอบหรือในเรื่องที่ตนเองถนัดว่าบอกหน่อยสิจะทำให้รู้สึกดีใจและพูดออกมาได้ไม่หยุด

ดังนั้นแทนที่จะแสร้งทำเป็นว่ารู้ให้บอกไปว่าไม่รู้ค่ะช่วยบอกหน่อยได้ไหมคะจะทำให้เกิดผลดีต่อสัมพันธภาพระหว่างบุคคลมากกว่า

ใช้คำว่าช่วยบอกหน่อยสิทำให้ผู้อื่นยินดี

ทำให้บทสนทนาสนุกสนานด้วยคำพูดแสดงอารมณ์ขัน

Image result for อารมณ์ขัน

นักศึกษามหาวิทยาลัยหญิงคนหนึ่งตอนนัดกับเพื่อนเพื่อไปรับประทานอาหารด้วยกันเถอะกลับไปรอรถไฟผิดชานชลาและขึ้นรถไฟไปในทางตรงกันข้าม

ตอนที่เธอรู้สึกตัวว่าขึ้นผิดขบวนหญิงสาวนึกตำหนิตัวเองว่าทำไมถึงโง่อย่างนี้นะ

แต่พอเวลาผ่านไปเธอกลับในคำในความผิดพลาดของตนเองลงท้ายพอไปถึงร้านอาหารสายกว่าเพื่อนคนอื่นเล็กๆในน้อยเมื่อนั่งลงเธอก็กลับออกมาว่า “ โอ้ยไม่ไหวเลยดันขึ้นรถไฟผิดชานชลาไปได้” ด้วยท่าทีร้านเลิกแล้วคำพูดที่สนุกสนานเป็นเหตุให้เพื่อนเพื่อนหัวเราะกันยกใหญ่ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะทำให้เธอตระหนักรู้ขึ้นมาอย่างแจ่มแจ้ง “ ต่อให้เจอเรื่องลำบากแต่ก็ทำให้คนอื่นหัวเราะแบบนี้ได้นี่นา

พอเข้าใจดังนั้นแล้วจากนั้นไม่ว่าเธอจะทำอะไรผิดพลาดเธอจะนึกเสมอว่า “ จะเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้คนอื่นขำยังไงดีนะ”

และนั่นทำให้เธอรักตำหนิตนเองเลิกคิดมากเดี๋ยวความผิดพลาดและยังสามารถนำความผิดพลาดมาแล้วอย่างสนุกสนานให้คนอื่นได้ขำจนกลายเป็นคนที่ได้รับความนิยมไปในที่สุด การมีอารมณ์ขันเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับคนเราคนเราในเวลาที่มีถูกมากต้องการเสียงหัวเราะโดยไม่รู้ตัวคนเพราะรู้ว่าเสียงหัวเราะจะทำให้คลายเครียดและทำให้ลืมเรื่องทุกข์ใจนั่นเอง คนที่คุยสนุกเพียงแค่นั้นก็เป็นที่รักได้แล้ว

ตอนที่ทำผิดพลาดตอนที่เจอเรื่องเยอะแย่หักลองคิดดูว่านี่สามารถเอาไปเล่าให้ตลกได้และทำให้เป็นเรื่องที่ขำขันจะทำให้คุณหัวเราะได้กับความผิดพลาดได้อย่างเบิกบานใจ

แล้วจะยิ่งทำให้คนมีโอกาสจะเป็นคนที่ Popular ได้ด้วยการนำเรื่องเยอะแย่หรือความผิดพลาดมา เราให้เป็นเรื่องสนุกได้อีกด้วย

หากนำอารมณ์ขันมาใส่ในคำพูดจะทำให้เป็นที่รักของผู้อื่น

ใช้ถ้อยคำปลอบโยนเพื่อเป็นมิตรกับผู้อื่น

Related image

ไม่ว่าใครก็คงมีบ้างที่เคยรู้สึกกังวลหรือโดดเดียว

ไม่ว่าจะเป็นคนที่แข็งแกร่งสักเพียงใดหรือเป็นคนที่มีนิสัยคิดบวกสักเพียงไรก็ไม่มีทางที่จะใช้ชีวิตโดยไม่เจอกับความผิดหวังใดใดเลยบางครั้งอาจจะเจอเรื่องเยอะแย่ที่ทำให้อารมณ์ไม่ดีหรือสูญเสียความรู้สึกกระตือรือร้นเพราะอะไรอะไรไม่เป็นไปตามที่คิด แล้วตอนที่กำลังอ่อนแอคนเรามักจะต้องการคำพูดช่วยเหลือจากคนอื่น

เพราะหากมีใครสักคนเข้าใจในเวลาที่ตนกำลังมีทุกข์เพียงแค่นั้นก็ถือเป็นการช่วยเหลือสำหรับคนคนนั้นแล้วผมคิดว่าคงมีหลายคนที่มีประสบการณ์รู้สึกเหมือนสบายใจขึ้นด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยนคำเดียวยิ่งกว่าการได้รับคำแนะนำอย่าง “ ควรทำอย่างนี้ดีกว่า”

สมมุติว่าคนใกล้ตัวกำลังผิดหวังและดูไม่ร่าเริงในตอนนั้นคุณควรกล่าวคำพูดกับเขาเช่น “ ฉันจะอยู่ข้างคุณนะ”

การยอมรับความอ่อนแอของอีกฝ่ายและแสดงความเป็นมิตรด้วยถ้อยคำปลอบโยนจะเป็นการมอบความผ่อนคลายและเยียวยารักษาผู้คนได้

คนที่ได้รับการบอกกล่าว ด้วยถ้อยคำเหล่านั้นจะต้องยินดีแน่แน่ในยามปกติคนที่ไม่ลืมถ้อยคำแห่งการปลอบโยนจะเป็นที่ชอบพอของคนรอบข้างและรอบข้างของคนเช่นนั้นจะเต็มไปด้วยผู้คนที่ปรารถนาการเยียวยามารวมตัวกันโดยธรรมชาติ

ในทางกลับกันเวลาที่บุคคลนั้นตกอยู่ในภาวะวิกฤตจะต้องมีคนปรากฏตัวขึ้นเพื่อมาให้กำลังใจว่า “ตอนนั้นเธอเคยให้กำลังใจฉันเพราะฉะนั้นคราวนี้ฉันจะอยู่ข้างเธอบ้าง”

เป็นแน่ “ ไม่เป็นไรหน้าร่าเริงไว้เถอะ”
“ จะคอยเป็นกำลังใจให้นะ”

การใช้ถ้อยคำแห่งการเยียวยากับคนรอบตัวสุดท้ายแล้วจะกลายเป็นการทำเพื่อตัวเราเอง

เป็นมิตรกับคนที่กำลังอ่อนแอและกล่าวถ้อยคำปลอบโยน

คิดถึงคำพูดที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ของอีกฝ่าย

Image result for คำพูดปลอบใจ

เพื่อทำให้สัมพันธ์ภาพระหว่างบุคคลราบรื่นเราต้องให้ความสำคัญกับการจินตนาการว่าจะเลือกเฟ้นคำพูดใหญ่คนที่สามารถจินตนาการได้ว่าคู่สนทนากำลังต้องการอะไรจากเราจะเป็นที่รักใครของผู้อื่น

สมมุติว่ามีคนที่ไปเจอเรื่องเยอะแย่จนรู้สึกหดหู่กับคู่สนทนาแบบนี้เราคงอยากจะกล่าวอะไรที่ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นซึ่งไม่ใช่สักแต่จะพูดอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าเพื่อให้กำลังใจและควรพูดอะไรที่เหมาะสมกับสภาพความหดหู่หรือสถานการณ์ของอีกฝ่าย

ยกตัวอย่างเช่น “ ไม่เป็นไรนา ร่าเริงไว้นะหรือถ้ายังไงเราออกไปเที่ยวกันไหม”

การพูดโดยพยายามปลุกความคึกคักแบบนี้อาจทำให้บางคนรู้สึกแจ่มใสและดีใจขึ้นมาเพราะว่าในทางกลับกันคงมี คนที่ไม่รู้สึกยินดีกับวิธีแบบนี้เหมือนกัน “ เออถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะตอนนี้ฉันคนห่วงอยู่นะไม่ได้อยู่ในอารมณ์อย่าออกไปเที่ยวสักหน่อย..”

ซึ่งถือว่าไม่มีใครผิดใครถูกทำให้สถานการณ์นั้นนานถ้อยคำที่อีกฝ่ายต้องการย่อมแตกต่างกันไปตอนที่รู้สึกว่าอยากถ่ายทอดถ้อยคำเพื่อให้อีกฝ่ายขอให้ลองมองอีกฝ่ายให้ดีดีแล้วคิดดูว่าเค้ากำลังต้องการคำพูดแบบไหนกันแน่

อยากได้คำพูดสดใสเพราะต้องการให้เราทำให้เขาได้เหรอหรือต้องการให้เยียวยาด้วยคำพูดที่อ่อนโยนถ้าหากคุณลองมองอีกฝ่ายที่กำลังเศร้าอยู่อย่างตั้งใจแล้วก็ต้องเข้าใจขึ้นมาได้แน่แน่แล้วคนที่พยายามตั้งใจใช้พลังจินตนาการทำแบบนี้อยู่เสมอจะสามารถเลือกสรรให้คำดีดีเวลาสนทนากับผู้อื่นและกลายเป็นคนพูดคุยได้เก่งขึ้น

ลองจินตนาการดูว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรและเลือกใช้ถ้อยคำให้เหมาะสม