บันทึกผล ลงในสมุดบันทึก

บันทึกผล ลงในสมุดบันทึก

บันทึกผล ลงในสมุดบันทึก

บันทึกผล ลงในสมุดบันทึก

ลองสมมุตินะครับว่าคุณตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะอ่านหนังสือวันละหนึ่งเล่มแล้วตอนนี้เวลาผ่านไปครึ่งปีแล้วคุณจะพบว่าแม้ว่าช่วงเวลาจะทำให้ได้เป็นส่วนใหญ่แต่หลังจากนั้นจะเริ่มทำได้ไม่สม่ำเสมอขึ้นเรื่อยเรื่อยกลายเป็นสัปดาห์ละสามเล่มบางสัปดาห์อาจจะอ่านแค่เล่มเดียวหรือไม่ได้อ่านเลยหรือบางสัปดาห์กลับอ่านได้ 10 เล่มก็มีตรงนี้ต่างจากนิสัยขี้เกียจอยู่นิดหน่อยโดยมีเหตุผลที่ง่ายกว่านั้นก็คือคุณจำไม่ค่อยได้ว่าอ่านหรือยังนั่นเอง

ต่อให้คนคิดขึ้นได้ว่าหมูนี้ไม่ได้อ่านเลยนะแต่ก็ไม่ได้สัมผัสอย่างเป็นรูปธรรมว่าตกลงไม่ได้อ่านมากน้อยขนาดไหนจริงด่วนสรุปว่าถ้าเวลาได้จะอ่านให้จุใจไปเลยและนี่คือตัวอย่างทั่วไปของคนควบคุมตัวเองไม่ได้ครับ ครั้งนึงผมก็เคยเป็นแบบนั้นเหมือนกันคือต่อให้กำหนดไว้แล้วว่าจะออกกำลังกายสัปดาห์ละสามครั้งรู้ตัวอีกทีเวลากลับผ่านไปหนึ่งเดือนแล้วโดยที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลยในเมื่อเราเป็นคนที่ขี้เกียจยอมตังค์หน้าตั้งตาพยายามทำอะไรไม่ได้อยู่แล้วดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการจดบันทึกครับ

เราต้องเตรียมสมุดบันทึกสำหรับเรื่องเรียนหรือเรื่องออกกำลังกายไว้เราบันทึกผลลัพธ์ลงไปไม่ใช่กำหนดการนะครับอย่างถ้าจะเป็นเรื่องการลดน้ำหนักหรือต้องลงข้อมูลทั้งหมดให้ถูกต้องเช่นน้ำหนักหรือ% ไขมันร่างกายในวันนั้นนั้นอาหารที่กินไปอาจจะลงรายละเอียดการออกกำลังกายและเวลาที่ใช้ไปด้วยก็ได้ทำแบบนี้แล้วเราจะรู้สึกว่าตัวเองขี้เกียจแค่ไหนแถมยังสัมผัสถึงการพัฒนาการของตัวเองได้จริงทำให้ได้แรงบันดาลใจและแรงบีบบังคับ

สมุดบันทึกนานก็จะมีไว้จดเพื่อกันลืมเหมือนที่หลายคนเรียกมันว่าบันทึกช่วยจำนั่นแหละครับนอกจากควรพกสมุดนัดหมายไว้ลงกำหนดการแล้วมาพกสมุดบันทึกอีกเล่มสำหรับการจดผลลัพธ์เพื่อใช้ควบคุมตัวเองกันเถอะ

ใช้แรงบีบบังคับจากเวลาให้เป็นประโยชน์

ใช้แรงบีบบังคับจากเวลาให้เป็นประโยชน์

ใช้แรงบีบบังคับจากเวลาให้เป็นประโยชน์

ใช้แรงบีบบังคับจากเวลาให้เป็นประโยชน์

สมัยเรียนประถมคุณทำการบ้านปิดเทอมฤดูร้อนเสร็จตอนไหนกันบ้างครับถ้าตอบว่ากลางเดือนกรกฎาคมคุณคงอ่านบทนี้ก็ได้ผมเองก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันแต่ถ้าคุณทำการบ้านเสร็จก่อนเปิดเทอมเดือนกันยายนนิดเดียวเป็นประจำก็ควรจะระมัดระวังไว้เพราะการบ้านปิดเทอมฤดูร้อนถึงจะลงมือทำแบบจวนเจียนก็คงจะทันแต่ถ้าเรื่องการงานหรือภารกิจต่างๆในชีวิตมันจะไม่ง่ายแบบนั้นหรอกครับสำหรับเด็กประถมช่วงเวลาปิดเทอม 40 วันชวนให้รู้สึกแทบจะไร้ขีดจำกัดเลยทีเดียวจึงเผลอคิดว่ามีเวลาไม่จำกัดยังไม่ต้องรีบร้อนก็ได้

แต่สภาพแบบนั้นแรงบีบบังคับไม่ได้ทำงานเลยทั้งที่มีแรงจูงใจว่าไม่ทำไม่ได้แต่ในเมื่อแรงบีบบังคับเป็นศูนย์คุณจึงทำได้แค่ชั่วครู่ช่วยยามเท่านั้นสิ่งที่ต้องทำในกรณีแบบนี้ก็คือการกำหนดเส้นตายที่มองเห็นได้ขึ้นมาต่อให้เป็นเรื่องลดน้ำหนักถ้าคิดไรล์แค่ว่าฉันจะผอมให้ได้แรงบีบบังคับก็จะไม่ทำงานจนเมื่อคุณกำหนดเส้นตายให้เป็นรูปธรรมขึ้นเช่นฉันจะลดน้ำหนักให้ได้ห้ากิโลภายในสามเดือนนั่นแหละครับแรงบีบบังคับจึงจะทำงาน

อย่างเวลาจะเริ่มวิ่งก็เหมือนกันถ้ามีฉันแต่ว่าอีกครึ่งปีจะลงแข่งในงานมาราธอนซักงานหนึ่งเราก็จะคิดพลิกแพลงเพื่อทำให้ได้ทำตามเป้าหมายธัญญารัตน์ความตั้งใจไม่ได้ด้วยแต่ถ้าวิ่งโดยที่ไม่มีเส้นทางตายและไม่มีเป้าหมายไม่ทันได้เราก็จะประนีประนอมกับตัวเองอีกจนได้

อย่าเลี้ยงด้วยเหล้าจงเลี้ยงด้วยคำพูด

อย่าเลี้ยงด้วยเหล้าจงเลี้ยงด้วยคำพูด

อย่าเลี้ยงด้วยเหล้าจงเลี้ยงด้วยคำพูด

อย่าเลี้ยงด้วยเหล้าจงเลี้ยงด้วยคำพูด

นี่เป็นวิธีที่ได้ผลกับคนที่ขี้เกียจในช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไปการชี้แนะลูกน้องให้ตรงประเด็นหรือให้คำปรึกษาใครเป็นเรื่องยากกว่าที่คิดนะครับ

การสรรหาคำพูดเป็นเรื่องยากอยู่แล้วยิ่งเป็นลูกน้องที่ทำงานด้วยกันมานานก็จะยิ่งไม่ยอมรับคำพูดของหัวหน้าง่ายง่ายบางครั้งขนาดคุณยกทฤษฎีมาฉี่ข้อบกพร่องแล้วเค้ากลับตอบโต้ด้วยอารมณ์ทำให้ความสัมพันธ์เร็วร้ายลงก็มี

ซ้ำร้ายหัวหน้าที่เป็นคนที่ขี้เกียจยังมีแนวโน้มจะสอนลูกน้องแบบยกตนข่มท่านเสียด้วยลองแบบนี้ก็จะไม่มีลูกน้องเชื่อฟังแม้แต่คนเดียวและเมื่อผมตระหนักเรื่องนี้จึงเริ่มใช้วิธียกคำพูดหรือเก็บความรู้ที่อ่านเจอจากหนังสือมาอ้างอิง

พูดยังไงก็คือผมจะไม่สอนด้วยคำพูดของตัวเองแต่ประโยคคำพูดคนดังมาใช้นะถนอมว่าพูดแบบนี้นะใช้วิธีนี้แล้วแก้ปัญหาให้ได้นะแบบนี้ผมเองก็ไม่ต้องเสียเวลาคิดหาคำพูดใดใดส่วนลูกน้องก็จะรับฟังโดยถือว่าไม่ได้เป็นคำพูดของหัวหน้าแต่เป็นคำพูดของคนที่จริงใจซึ่งมีพลังโน้มน้าวมากกว่าจึงยอมรับโดยดีครับ

ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดนี่ไม่ใช่คำสั่งของหัวหน้าเป็นเหมือนการจุดประกายเท่านั้นลูกน้องจะนำไปคิดทบทวนหาข้อสรุปในแบบที่ตัวเองยอมรับและลุกขึ้นมาปฏิบัติเองและการอ้างอิงคำพูดจากหนังสือไม่ใช่เพื่ออวดภูมิความรู้แต่เพื่อกระตุ้นพฤติกรรมของอีกฝ่ายต่างหาก

หาเพื่อนนอกบริษัท

หาเพื่อนนอกบริษัท

หาเพื่อนนอกบริษัท

หาเพื่อนนอกบริษัท

ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ขี้เกียจแล้วความจริงก็เป็นแบบนั้นด้วยครับแต่ถ้าจะมีสักเรื่องที่ผมไม่ขี้เกียจก็น่าจะเป็นเรื่องคนนี่แหละถ้าเป็นเรื่องผูกมิตรสร้างเพื่อนเรื่องขยายเครือข่ายคนรู้จักผมจะกระตือรือร้นเลยเมื่อทำงานให้ในบริษัทเราก็จะมีเพื่อนไปกินดื่มด้วยกันโดยปริยายอาจจะเป็นรุ่นพี่หรือเพื่อนร่วมงานแต่เวลาไปดื่มกับเพื่อนร่วมบริษัทยังไงก็ต้องมีคนบ่นกระปอดกระแปดเรื่องงานแน่นอนและการบ่นก็มีพลังดึงดูดคนใส่ด้วยเพื่อนที่ขี้บ่นจึงเพิ่มจำนวนขยายวงกว้างขึ้นส่วนเนื้อหาของเรื่องที่ยังบ่นยังบานปลายเขาคันใส่ร้ายไปสีต่างหาก

นอกจากนี้เนื่องจากแค่ได้บ่นก็ช่วยคลายเครียดแล้วจึงไม่มีใครขบคิดปัญหาของบริษัทให้ลึกซึ้งหรือจับเขาคุยเรื่องแนวทางปรับปรุงด้วยและปัญหาหนักสุดก็คือตับใดที่อยู่ในวงล้อมแบบนี้ตัวเองก็จะถูกชักจูงให้เป็นแบบเดียวกันด้วยดังนั้นผมจึงไม่ค่อยไปดื่มกับเพื่อนร่วมงานบริษัทเท่าไหร่ครับแต่จะพยายามหาเพื่อนนอกบริษัทให้ได้มากที่สุด

สาเหตุที่ทำให้ได้รู้จักเพื่อนเหล่านี้ก็มีหลากหลายทั้งคนอื่นแนะนำให้รู้จักแล้วก็เข้าไปทำความรู้จักเองเวลาเข้าไปพูดคุยทำความรู้จักคนที่พบกันครั้งแรกไม่จำเป็นต้องคิดว่าถ้าถูกปฏิเสธจะเอาหน้าไปไว้ไหนขอให้คิดแค่ว่าจู่จู่เข้าไปคุยด้วยแบบนี้ย่อมถูกปฏิเสธเป็นธรรมดาแต่ถ้าเค้าไม่ขัดข้องก็ถือเป็นโชคดีของเราคงไม่ต้องคิดหรอกนะครับว่าระหว่างเพื่อนขี้บ่นในบริษัทกับเพื่อนที่มองโลกในแง่บวกน้องบริษัทควรเลือกให้คนแบบไหนชี้นำเรา

คิดจินตนาการว่าถ้าขี้เกียจผลจะเป็นอย่างไร

คิดจินตนาการว่าถ้าขี้เกียจผลจะเป็นอย่างไร

คิดจินตนาการว่าถ้าขี้เกียจผลจะเป็นอย่างไร

คิดจินตนาการว่าถ้าขี้เกียจผลจะเป็นอย่างไร

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เราขี้เกียจก็คือไม่คิดจริงจังถึงผลการขี้เกียจตัวอย่างเช่นช่วงสุดสัปดาห์นี้ต่อให้ทำตัวเรื่อยเปื่อยไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันชีวิตก็จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายอย่างน้อยก็คงไม่เกิดเรื่องลำบากในสัปดาห์ถัดไปหรอกแต่ถ้าคุณใช้ชีวิตแบบนั้นไปเรื่อยเรื่อยเป็น 10 ปีจะเป็นอย่างไรนะครับ

อันดับและความสามารถและรายได้จะไม่กระเตื้องเลยส่วนร่างกายเมื่อไม่ค่อยได้ออกกำลังกายก็จะหน้าอ้วนขึ้นหลายโลแล้วเร็วแรงก็จะยอมลดลงทำให้เหนื่อยง่ายขึ้นด้วยนอกจากนี้ถ้าไม่ค่อยออกไปข้างนอกเพื่อนฝูงก็จะค่อยค่อยน้อยลงเช่นกันแค่คิดจินตนาการก็น่ากลัวแล้วแต่ความเหงาที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ 10 ปีเชื่อมโยงอยู่กับวันนี้แน่นอนในทางกลับกันถ้าคุณไม่ทำตัวเฉยแฉะรู้จะออกไปออกกำลังกายหรือไปหาอะไรเรียนคิดดูสิว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

แล้วคุณอยากได้อนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าแบบไหนล่ะครับผมพูดเรื่องความสำคัญของแนวคิดแบบย้อนกลับอยู่บ่อยครั้งมันคือวิธีการคิดแบบนึกถึงสิ่งที่คุณควรมีในอีก 10 ปีข้างหน้าเราคิดว่าถ้าต้องการให้เป็นแบบนั้นอีกห้าปีควรจะเป็นอย่างไรแล้วคิดย้อนไปอีกสามปีอีกหนึ่งปีและในวันนี้ล่ะตัวเองควรทำอะไรอยู่คุณอาจจะไม่ค่อยอยากคิดจินตนาการแต่วิธีนี้เป็นอีกหนึ่งในหนทางที่จะสร้างแรงบีบบังคับภายนอกให้เราได้แน่นอน

ไม่พึ่งพาการศึกษาออนไลน์

ไม่พึ่งพาการศึกษาออนไลน์

ไม่พึ่งพาการศึกษาออนไลน์

ไม่พึ่งพาการศึกษาออนไลน์

เวลาเราตั้งเป้าจะสอบรับรองคุณสมบัติหรือเรียนภาษามีวิธีหนึ่งที่ช่วยได้ก็คือการศึกษาออนไลน์ซึ่งเป็นวิธีที่รวดเร็วฉับไวแต่ถ้าเรามองในแง่ความเข้ากันได้จะต้องบอกก่อนเลยว่าคนที่ขี้เกียจกับการศึกษาออนไลน์ไปด้วยกันยากเลยทีเดียวครับไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วยกับการศึกษาออนไลน์นะแต่เพราะว่ามันไม่ถูกจริตคนขี้เกียจเอาเสียเลยต่างหากคนที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นคนที่ขี้เกียจจะคิดแบบนี้แหละครับการไปโรงเรียนเป็นเรื่องที่ยุ่งยากถ้าเรียนออนไลน์น่าจะเรียนได้ต่อเนื่องว่างเมื่อไหร่ก็ค่อยเรียนเหมาะกับคนงานยุ่งอย่างเราเลยคิดแบบนี้ผิดมหันต์ผมเองก็พยายามอยู่หลายครั้งสมัยเป็นนักศึกษาแต่ก็ล้มเหลวทุกครั้งเพราะการศึกษาออนไลน์ใช้ไม่ได้กับคนที่ขี้เกียจครับ

เหตุผลเค้าอยากที่สุดก็คือความเบาของแรงบีบบังคับการเรียนออนไลน์ไม่มีแรงบีบบังคับจากภายนอกก็คือไม่มีการกำหนดเวลาหรือคนคอยสาวดูพฤติกรรมของเราถึงจะมีการติดตั้งงานอยู่บ้างแต่ต่อให้คุณไม่ส่งบทลงโทษกระเบาสุดท้ายงานก็จะค้างค้างแล้วเมื่องานที่ยังไม่ส่งทับถมกันมากขึ้นคุณก็จะถอยไม่อยากเปิดหนังสือเรียนไปด้วยกำลังใจที่มีเต็มเปี่ยมก็จะหดหายไปอย่างรวดเร็ว แล้วถ้ามีตัวเลือกให้เรียนออนไลน์หรือไปโรงเรียนขอให้เรียกไปโรงเรียนโดยที่จะไม่ต้องลังเลเลยในนั้นคือหนทางที่ถูกต้องของคนที่ขี้เกียจ

สับสวิตซ์ด้วยการทักทาย

สับสวิตซ์ด้วยการทักทาย

สับสวิตซ์ด้วยการทักทาย

สับสวิตซ์ด้วยการทักทาย

พ่อบอกให้ทักทายก็ฟังเหมือนอบรมสั่งสอนยังไงยังงั้นเลยนะครับแต่ในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงการทักทายตามมารยาทหรอกนะอย่างคนที่เข้าสำนักงานตอนเช้าแล้วนั่งโต๊ะเลยไม่พูดไม่จาแทนที่จะคิดว่าไม่มีมารยาทกับเจ้านายหรือรุ่นพี่เลยก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเขายังจะไม่ตื่นก็ได้ตัวอย่างเห็นกันได้ชัดชัดว่านักกีฬาเบสบอลเค้าจะพิถีพิถันยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนเข้าโฮมเพลทและแม้ตอนอยู่ในเขตขอบพูดดีก็จะตั้งถ้าจับไมล์ด้วยท่วงท่าและลำดับขั้นตอนเดิมทุกครั้งบางทีอาจจะเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งคือเมื่อทำตามลำดับขั้นตอนจนครบถ้วนแล้วจะช่วยเข้าสู่โหมดโหดลูกได้ถึงจะไม่เหมือนกันซะทีเดียวแต่การเข้าสำนักงานตอนเช้าแล้วเอ่ยปากทักทายก็ถือเป็นธรรมเนียมเพื่อสับสวิตซ์ตัวเองเข้าสู่โหมดทำงานครับ

และแน่นอนครับเวลาเลิกงานก็เหมือนกันวิธีที่ทักทายว่ากลับแล้วนะครับก็เท่ากับว่าเราผ่อนคลายจากโหมดทำงานกลับสู่โหมดส่วนตัวคุณไม่จำเป็นต้องทักทายเพื่อหัวหน้าที่ไม่ชอบขอให้ทักทายเพื่อนสับสวิตซ์ตัวเองจะดีกว่าวิธีนี้ยังเป็นหนึ่งในกิจวัตรที่จะช่วยควบคุมคนขี้เกียจอย่างเราด้วยนะครับ

เรียนรู้จากผู้อื่น

เรียนรู้จากผู้อื่น

เรียนรู้จากผู้อื่น

เรียนรู้จากผู้อื่น

ก่อนอื่นขอออกตัวไว้ก่อนเลยนะครับว่าผมไม่ชอบคนที่คอยแต่จะพูดว่า ขอถามหน่อยโดยไม่รู้จักตรวจสอบข้อมูลเรื่องนี้ผมไม่ได้เอาอารมณ์เป็นที่ตั้งนะครับแต่เป็นเพราะว่าคนแบบนี้ไม่มีวันพัฒนาตัวเองได้สุดท้ายสอนไปก็ไร้ประโยชน์แต่ไม่รู้ยังไงนะครับโลกเราถึงได้มีคนที่เราอยากจะสอนอยู่ด้วย

คนประเภทนี้ผู้ใหญ่มักจะเอ็นดูคนรอบข้างสนับสนุนและได้คำแนะนำที่ตรงประเด็นเสมอทำให้ก้าวหน้าเร็วแน่นอนว่าไม่มีหนทางใดเป็นทางลัดเท่านี้แล้วลักษณะเฉพาะตัวที่เด่นชัดของผู้คนเหล่านี้อันดับแรกก็คือทำตัวเป็นไม้อ่อนถ้าได้คำแนะนำอะไรมาเค้าจะลองลงมือทำดูก่อนแบบนี้แต่คนสอนเองก็จะรู้สึกดีมากด้วยทำให้อยากแนะนำหากมีเรื่องลำบากเกิดขึ้นอีกนอกจากนี้การเป็นผู้ฟังที่ดีก็สำคัญครับคือตั้งใจฟังเรื่องที่คู่สนทนาพูดแล้วไม่พูดซ้ำเด็ดขาดอีกอย่างหนึ่งก็คือต้องให้พูดเหมือนว่ารู้เรื่องนั้นอยู่แล้ว

การที่ฝ่ายตรงข้ามพูดคุยกับเราด้วยความรู้สึกที่ดีนี่แหละจะทำให้เราสอบถามเรื่องต่างๆได้มากไม่จำเป็นที่จะต้องอวดรู้หรือเปล่าประกาศให้ใครรู้ว่าเรามีความสามารถหรอกครับนอกจากนั้นก็คือเราจะต้องตรวจสอบข้อมูลไว้ในระดับหนึ่งแล้วพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือถ้าคุณตั้งคำถามด้วยท่าทีว่าเข้าใจถึงระดับนี้แล้วแต่ที่เหลือยังไม่เข้าใจอีกฝ่ายก็จะแนะนำได้ง่ายขึ้นและรู้สึกอยากช่วยเหลือ

ความน่าเอ็นดูก็คืออาวุธครับคนขี้เกียจที่ไม่น่าเอ็นดูก็ไม่มีใครอยากจะยื่นมือเข้ามาช่วยมาเป็นคนขี้เกียจที่น่ารักกันดีกว่าแล้วคุณจะได้รับความร่วมมือจากคนรอบข้างเอง

เล่าสู่กันฟัง

เล่าสู่กันฟัง

เล่าสู่กันฟัง
เล่าสู่กันฟัง

ความจำของคนเราเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนต่อให้เราอ่านหนังสือที่ดีขนาดไหนแล้วรู้สึกประทับใจแค่ไหนก็จะลืมเนื้อหาสาระไปพร้อมกันเวลาอยู่ดีต่อให้จำได้ว่าเป็นหนังสือที่อ่านสนุกแต่ก็จะลืมรายละเอียดไปแทบทั้งหมดคุณเองก็จะของผลคูณเหตุการณ์แบบนี้ใช่ไหมล่ะครับเหตุผลที่เป็นแบบนั้นง่ายนิดเดียวเพราะขณะอ่านหนังสือจนจบเราอยู่ในฐานะผู้รับนั่นเองเมื่อได้แต่ถูกป้อนข้อมูลเข้ามาในรูปแบบความรู้สุดท้ายก็จะต้องพึ่งพาความจำและความจำของคนที่ขี้เกียจอย่างพวกเราก็ไม่ค่อยจะคงเส้นคงวาเสียด้วยดังนั้นผมจึงตั้งกฎขึ้นมาว่าถ้าได้อ่านหนังสือที่สนุกสล้วเนื้อหาให้คนอื่นฟังหมายความว่าผมจะส่งข้อมูลออกไปในเชิงรุกด้วยไม่ให้สิ้นสุดแค่การรับข้อมูลเข้ามาเท่านั้นเวลาจะอธิบายอะไรให้คนอื่นฟังคนเราจะสร้างข้อมูลขึ้นใหม่ในสมองแล้วเราจะนึกเนื้อหาสาระของหนังสือเรียบเรียงใจความสำคัญ สร้างหลักเหตุผลไขข้อข้องใจไปทีละเปลาะแล้วแปลงให้เป็นคำพูดของตัวเองหรือพูดอีกอย่างก็คือความรู้แบบคุมเครือที่เป็นแค่ของยืมจะกลายเป็นความรู้ของจริงที่เป็นระบบครับ

และยิ่งกว่านั้นเนื่องจากเราต้องอธิบายให้คนอื่นฟังจึงพูดมัวซัวไม่ได้เดี๋ยวข้อสงสัยที่ปล่อยผ่านตอนอ่านเองคนเดียวก็จะต้องเตรียมคำตอบที่ฟังขึ้นในระดับหนึ่งไว้ด้วยซึ่งเป็นผลจากการทำงานของแรงบีบบังคับไม่ให้เราปล่อยสิ่งที่คุมเครือขาวไว้นั่นเองนอกจากนี้ขณะที่เราข้อมูลให้คนอื่นฟังบางครั้งเราเองก็อาจจะสังเกตุเห็นอะไรใหม่ใหม่หรือเกิดไอเดียที่คาดไม่ถึงจากการสนทนานั้นด้วย

ใช้เจ้านายให้เป็นประโยชน์

ใช้เจ้านายให้เป็นประโยชน์

ใช้เจ้านายให้เป็นประโยชน์
ใช้เจ้านายให้เป็นประโยชน์

ผมว่าเดี๋ยวนี้จะมีคนกลุ้มใจเรื่องความสัมพันธ์กับเจ้านายอยู่เยอะนะครับแน่นอนว่าเจ้านายที่น่ายกย่องนับถือหาเจอได้ยากกว่าอยู่แล้วดังนั้นคุณคงเจอปัญหาในหลายรูปแบบทางเจ้านายที่มีนิสัยแบบที่เราทำใจชอบไม่ลงหรือเจ้านายที่ไม่มีความสามารถพอให้พึ่งพาได้และในสถานการณ์แบบนั้นเท่ากับบนเจ้านายก็ไม่ช่วยอะไรดีขึ้นมามีแต่จะเครียดและเบื่องานกันเท่านั้นเองในเมื่อเรากำจัดเจ้านายไม่ได้อยู่แล้วเพราะฉะนั้นควรคิดวิธีใช้เจ้านายให้เป็นประโยชน์จะดีกว่า

ดังนั้นแนวคิดที่ผมอยากจะแนะนำก็คือใช้เจ้านายให้เป็นเครื่องมือควบคุมวิธีนี้ผมเคยใช้จริงสมัครเป็นพนักงานบริษัทครับคือผมจะกระตือรือร้นรายงานตารางงานของตัวเองให้เจ้านายฟังจะเป็นฝ่ายแจ้งเจ้านายว่าผมจะทำงานนี้ให้เสร็จภายในสุดสัปดาห์นะหรือจะสรุปเอกสารนั้นให้เสร็จภายในสิ้นเดือนนี้โดยไม่ต้องรอให้ถามเมื่อทำแบบนี้แล้วเจ้านายก็จะแปรสภาพเป็นแรงบีบบังคับจากภายนอกช่วยสร้างสถานการณ์บังคับให้เราที่ต้องทำ

ไฟเจ้านายเองไม่ได้รับรายงานก็จะต้องคอยซักถามเราเป็นระยะเช่นเอกสารชุดนั้นไปถึงไหนแล้วหรืองานทุกนาทีไหมซึ่งจะช่วยให้เราไม่เฉยชาหรืออาจด้วยพูดยังไงก็คือเป็นการใช้เจ้านายแบบซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ให้ช่วยควบคุมกำหนดการต่างๆนั่นเองเมื่อทำแบบนี้แล้วเราจะเห็นคุณค่าของการใช้ประโยชน์แม้แต่กับเจ้านายที่เราไม่ชอบและช่วยให้คลายความเครียดลงได้

เพราะคนขี้เกียจอย่างเราจะควบคุมตัวเองไม่ได้นี่แหละจึงควรใช้เครื่องมือควบคุมในรูปแบบของเจ้านายจะดีกว่าถ้าทำได้ดีอาจจะมีรางวัลเป็นการยอมรับรออยู่ด้วยนะครับ