เซนซะ..

การเริ่มจากสิ่งข้างนอกเข้าไปสู่ใจนับเป็นจุดหมายเดียวกันกับการที่ดิ่งตรงไปสู่ที่ใจเลย.. ย่อมมีปรากฏการณ์ที่แตกต่างกันในการใช้ชีวิต

บ่อยครั้งที่คนรู้จักมักจะถามว่า ความจริงจะต้องดำเนินชีวิตอย่างไรกันแน่ให้สอดคล้องและอยู่ในหลักแห่งพระพุทธศาสนา

พระบางรูปท่านเมตตาสอนว่าต้องมีสินพระบางรูปท่านสอนว่าต้องบริจาคทานและบางรูปสอนว่าต้องภาวนาจึงเริ่มสับสนว่าจะกลับจุดไหนดี

พอตัดสินใจจะเข้าไปศึกษาระบบการภาวนาแล้วจะไปวัดไหนสำนักใดดีเห็นมีมากมายแต่ละวัดแต่ละสำนักต่างก็ประกาศว่าแนวทางของท่านเป็นทางตรงเป็นแนวทางที่ดีเหมือนกันทุกวัด

จะเริ่มจากตรงไหนด้วยวิธีใดก็ได้สักวันก็จะเข้าถึงเหมือนกันหมด
เป็นคำตอบของผมแต่เพื่อนคนหนึ่งที่เป็นคนชอบใช้ความคิดภาษาผมเรียกว่า ติดคิด วันวันหนึ่งคิดได้สารพัดเรื่อง ทั้งเรื่องบวกและเรื่องลบก็มาตั้งคำถามอีกเหมือนกันว่าจะต้องใช้ชีวิตอย่างไรให้สอดคล้องกับคำสอนโดยออกตัวมาก่อนเลยว่าเค้าไม่ชอบการถือศีล

ไม่ชอบถือศีลก็เน้นถือธรรมไป

เป็นคำตอบจากปากของผมตามที่หลวงพ่อทองยอดสอนที่กล่าวถึงเมื่อเรื่องที่ผ่านมา
คนที่เริ่มเข้ามาศึกษาธรรมะใหม่ๆ มักจะสับสนอย่าง นี้ทุกคนไปไม่รู้จะเริ่มยังไงก่อนดีไม่ต่างจากผมเองเมื่อ 30 ปีก่อนเหมือนกันก็เป็นแบบนี้

บางคนมาเที่ยว ถามหลายเรื่องหลายปัญหาธรรม เรากับผมเป็นพระอรหันต์ที่จะต้องไปรู้ทุกเรื่องเก่งทุกอย่าง

จึงเรียนไปด้วยความซื่อว่า ศาสนาพุทธของผมที่นับถือต่างกับพุทธศาสนาที่ผู้อื่นนับถืออยู่หลายประการนัก ศาสนาพุทธของพวกคุณที่นับถือพระพุทธเจ้าองค์ในปัจจุบันที่แต่เดิมมีชื่อเจ้าชายสิทธัตถะท่านเป็นพระพุทธเจ้าแล้วนำว่าสมณโคดดมซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์เดียวกันกับที่ผมนับถือแต่เมืองไทยพระพุทธเจ้าองค์เดียวกันนี้มีมากมายหลายนามเหลือเกิน เช่น หลวงพ่อโสธร หลวงพ่อวัดไร่ขิง หลวงพ่อวัดบ้านแหลม หลวงพ่อดำ หลวงพ่อขาว หลวงพ่อแดง หลวงพ่ออู่ทองไม่ว่าจะนามไหนๆ ก็หมายถึงพระพุทธเจ้าสมณโคดดมทั้งสิ้น แต่พระพุทธเจ้าของพระพุทธศาสนาที่ผมศึกษานั้น ไม่มี…

ที่กล่าวว่าไม่มีนั้นหมายถึงพระพุทธเจ้าก็คือพระพุทธเจ้าไม่มีนามอื่นเลย

ศาสนาพุทธที่ผมนับถือไม่มีศีลให้เคร่งครัดไม่มีเรื่องข้างนอกทางกายให้เคร่งครัด มีแต่เรื่องของใจเมื่อใจดีอะไรอะไรก็ดี การเริ่มจากสิ่งข้างนอกเข้าไปสู่ใจนับเป็นจุดหมายเดียวกันกับการที่ดิ่งตรงไปสู่ที่ใจเลยย่อมมีปรากฏการณ์ที่แตกต่างกันในการใช้ชีวิต
คนเคร่งศีลบางคนพอใครขับรถตัดหน้าใจก็เดือดปุบๆ แต่คนที่เข้าสู่ใจแล้วเมื่อเจอเหตุการณ์เดียวกันเค้าจะนิ่งแบบเออนะ…แล้วก็แล้วไป คนครึ่งศีลบางคน ชอบพาคนมานอนกลางถนนประท้วงการเมืองแต่คนที่เข้าสู่ใจแล้วมองเรื่องการเมืองว่าเป็นเพียงแค่กิจกรรมของธรรมดาสามัญสัตว์

เราจะเลือกใช้ชีวิตแบบไหน….สุดแต่หัวใจด้วยกันทั้งสิ้น

ในความเชื่อของเรื่องดวงชะตานั้น

“ที่คนโดยมากกล่าวว่าหากคนจะรวย

ดวงก็มีความสำคัญ  มีส่วนด้วยหากดวงไม่ดีทำอะไรก็จะไม่ดี”

เคยเรียนถามท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธะโฆษาจารย์ วัดสุวรรณารามบางกอกน้อยปีพ.ศ. 2547 ท่านให้ข้อคิดว่า…

หากดวงเราดีแล้วงอมืองอเท้าไม่ทำอะไรเลยมันจะรวยได้อย่างไร  คนที่นับถือพุทธและเข้าใจหลักแห่งศาสนาพุทธเค้าจะไม่สนใจเรื่องดวงชะตาอะไรทั้งนั้น  เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามการกระทำของเราเอง คนไม่รวยไม่ใช่ว่าดวงไม่ดีไม่มีดวงรวยแต่เพราะบุญเก่าของเค้าสร้างมาอย่างไรต่างหากบุญเก่าไม่มีมาบุญใหม่ก็ไม่สร้างก็จบเห่… ลำบากไปเรื่อย

บางคนดิ้นรนทั้งชีวิตยังจนเหมือนเดิมเป็นเพราะบุญเก่าไม่มีมา  บางคนดิ้นรนพอประมาณบุญเก่ามาหนุนไม่นานเขาก็สบายร่ำรวย  เมื่อรวยแล้วมันทำบุญอีกยิ่งรวยมากขึ้นไปอีกแต่คนเราชอบทำบุญกับพระแล้วขอให้รวยรวยอย่างนี้ไม่ถูก  ทำบุญกับพระใจต้องสงบปราศจากกิเลสเดี๋ยวอานิสงส์ส่งผลให้เราดีเอง แต่หากไปตั้งความหวังว่าจะต้องรวยอย่างนั้นอย่างนี้ไม่มีทางเพราะใจไม่สงบใจ  ทำบุญเจือปนด้วยความอยากได้ เหมือนกับให้ไปเพราะหวังสิ่งที่มีการแลกเปลี่ยนอยู่…การทำบุญไม่ใช่เรื่องของการค้าแต่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณแต่คนที่ไม่หวังอะไรเมื่อทำบุญแล้วนั้นมักจะได้ผลบุญตอบแทนอย่างเกินสิ่งที่ประสงค์

อยากรวยนานๆ แบบชาวพุทธต้องทำอย่างไร

ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามการกระทำของเราเองคนไม่รวยไม่ใช่ว่าดวงไม่ดีไม่มีดวงรวยแต่เพราะบุญเก่าของเค้าสร้างมาอย่างไรต่างหากบุญเก่าไม่มีมาบุญใหม่ก็ไม่สร้างก็จบเห่…ลำบากไปเรื่อย

คำว่ามีทรัพย์แล้วให้ทรัพย์ตั้งอยู่ได้นานนั้นมิใช่หมายถึงการไม่ใช้ทรัพย์สินอะไรใดใดเลยแต่หมายถึงว่าควรมีความคิดในการใช้ซับไปในทางไหนอย่างไรบ้าง แน่ละ คนทั่วๆไปเมื่อมีทรัพย์ อันดับแรกคือการตระเวนออก Shopping ตามห้างก่อน

รองเท้ามีแล้วมีอีกเป็นสิบๆ คู่กระเป๋าแบบนี้ต้องสวมชุดนี้กระเป๋าแบบนี้ต้องใส่กับชุดนั้นการใช้จ่ายกับสิ่งที่เราอยากได้ก็เป็นธรรมดาอย่างหนึ่งของคนแต่ในทางหลักพระพุทธศาสนานั้นพระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างชัดเจนในเรื่องของการใช้จ่ายทรัพย์

บางคนบอกว่าจะเอาทฤษฎีของพระพุทธเจ้า มาใช้กับคนในยุคโลกไซเบอร์ ได้หรือ…บอกเลยว่ายิ่งกว่าได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงไปของสังคมโลกคือเครื่องอำนวยความสะดวกมีมากขึ้น

เมื่อก่อนเดินทางด้วยการเทียมวัว เดี๋ยวนี้ใช้รถยนต์ เครื่องบิน เรือ เดี๋ยวนี้มีการแสดงทางโทรทัศน์ให้ดูสมัยก่อนดูกลางแจ้ง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็มีพื้นฐาน. มุ่งหมายเดียวกันการเดินทางจากเกวียนมาเป็นรถเป็นต้น

แต่ที่เหนือไปกว่านั้นที่คนทุกยุคสมัยไม่เคยเปลี่ยนเลยคือภาวะจิตใจ

คนในยุคพุทธกาล

ใจโหดร้ายอำมหิตฆ่าแกงกันก็มี คนรวยล้นฟ้าก็มี คนชอบคดโกงก็มี นักเลงก็มี กล่าวง่ายง่ายว่าอะไรที่คนยุคนี้มีในยุคนั้นมีหมดแม้แต่เรื่องของหญิงขายบริการ หญิงสมัยนั้นการเป็นหญิงขายบริการมีเกียรติมาก เพราะพระราชาต้องแต่งตั้งและประกาศทั่วกันว่าเธอคนนี้เป็นหญิงขายบริการ

หากใช้ได้จะไปใช้บริการต้องจ่ายเงินแพงมากและภรรยาที่บ้านต้องเห็นชอบ ยอดของหญิงขายบริการนั้นก่อนจะได้รับประกาศแต่งตั้งก็ต้องรู้เห็นชอบด้วยเหมือนกันหมดการซื้อผู้หญิงบริการไปหลับนอนในยุคนั้นหากเป็นไปและปฏิบัติตามที่กล่าวมาทั้งชายหญิงก็ย่อมไม่ผิดศีลธรรม แต่ถ้าหากเค้าไม่ใช่หญิงบริการหรือเป็นหญิงบริการที่ไม่ถูกต้องตามกฏหมาย เย็ดญาติพ่อแม่ฝ่ายหญิงไม่รู้ว่า ลูกของตนเป็นหญิงบริการฝ่ายชายแอบไปใช้บริการโดยที่ภรรยาไม่รู้อันนี้ผิดศีลธรรมอย่างแน่นอน

แต่ยุคนี้ใช้ได้ไปซื้อบริการโดยมากผิดหมดคือภรรยาไม่รู้หรือไม่ก็ญาติฝ่ายหญิงไม่รู้ ที่สำคัญกฎหมายไม่รองรับ
ที่กลับมาตรงประเด็นที่ว่าในเมื่อคนทุกยุคทุกสมัยต่างก็มีพื้นฐานของกิเลสที่เหมือนกันคือความโลภ ความโกรธ และความหลง ไม่ว่าคนในยุคพุทธกาลหรือยุคนี้แล้วทำไมคำสอนของพระพุทธเจ้าจึงจะยังนำเอามาใช้ในยุคสมัยนี้ไม่ได้

ดารานักแสดง.. ที่ตายแล้วมีสิทธิ์ตกนรก

ตัวเองยังมีกิเลสอยู่ยังไปเอากิเลสที่มีออกมาแสดง  ทั้งพูดความจริงบ้าง  ความเท็จบ้าง  เพื่อให้เขาร้องไห้บ้าง  หัวเราะบ้าง  คล้ายๆ กับไปอยู่ยวนยุให้เกิดกิเลสในหัวใจนั้นเอง จึงเป็นบาป

อาชีพดารานักแสดง  หากเลิกอาชีพนี้ไปแล้วจะทำอะไรกินสำหรับผู้หญิง  และจะทำอะไรเลี้ยงชีพสำหรับผู้ชาย  หลายคนอาจพอทราบคำตอบเลาๆ เพราะอาชีพนี้คืออาชีพของคนบาป  ดิฉันเขียนไม่ผิดและยืนยันตามนี้ทุกประการ  อาชีพอื่นๆ สุจริตแต่ยังไม่ได้โดยตรงและแน่ชัดเหมือนอาชีพดารานักแสดงที่ต้องตกนรกแน่นอน  เรื่องนี้ดิฉันไม่ได้คิดเอาค่ะ แต่อ่านสร้างพระไตรปิฎกมาหรือว่าคุณท่านนักแสดงดาราทั้งหลายจะเถียงพระไตรปิฎก ถ้าคิดเช่นนั้นคงจะต้องใส่หัวไปเข้ารีตอย่างอื่นกระมัง

นี้เอาแค่ยังไม่ตาย… ดูชีวิตส่วนมากของคนอาชีพนี้ว่าเป็นอย่างไรเดี๋ยวเดี๋ยวก็เลิกเตียงหักเดี๋ยวเดี๋ยวก็ป่วยฉับพลันสารพัดทำไมจึงเป็นเช่นนั้นมาฟังคำตอบกันว่าอาชีพนี้เมื่อตายแล้วมีนรกชื่อ ปหาส เป็นที่พึ่งมีอะไรเป็นเหตุในพระไตรปิฎกกล่าวว่า นายตาลปุฎะ หัวหน้านักแสดงได้ถามพระพุทธเจ้าว่าการที่เขาเป็นนักแสดงนี้เมื่อตายไปแล้วเค้าจะได้ขึ้นสวรรค์ใช่หรือไม่เพราะว่าเขาได้ทำให้คนมีความสุขหัวเราะสนุกสนานจากการแสดงของเขาพระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบคำถามนี้

ซึ่งในตาลปุฎะ ได้ถามถึงสามครั้งที่สุดพระพุทธเจ้าก็ส่งตอบ… ดีละเมื่อตถาคตห้ามท่านแล้วถึงสามครั้งแต่ท่านยังปรารถนาที่จะต้องการรู้ตถาคตก็จะตอบปัญหาแก่ท่าน

ดูก่อนหัวหน้านักแสดงสัตว์ทั้งหลายยังไม่ปราศจากราคะถูกราคาผูกมัดไว้ยังไม่ปราศจากโทสะถูกโทรศัพท์ผูกมัดไว้ยังไม่ปราศจากโมหะถูกโมหะผูกมัดไว้อยู่ก่อนแล้วนักแสดงหญิงนำเข้ามาซึ่งทำอันส่งเสริมราคะส่งเสริมโทสะส่งเสริมโมหะมากยิ่งขึ้นบุคคลนั้นตนเองก็ประมาทมัวเมาอยู่แล้วยังทำให้คนอื่นประมาทมัวเมาอีกเบื้องหน้าแต่ตายเพราะแตกทำลายย่อมเกิดในนรกชื่อ ปหาส

ประเด็นนี้ก็คือตัวเองยังมีกิเลสอยู่ยังไม่เอาขี้เหร่ที่มีออกมาแสดงทางพูดความจริงบ้างความเท็จบ้างเพื่อให้เขาร้องไห้บ้างหัวเราะบ้างคล้ายๆ กับไปยวนยุให้เกิดกิเลสในหัวใจนั่นเองจึงเป็นบาปบางคนอาจจะมองว่าคนสมัยพระพุทธเจ้าแยกแยะไม่ออกเลยหรือไรว่าอะไรเป็นอะไรสิ่งในการแสดงสิ่งไหนเรื่องจริง

ขอเรียนว่าจิตของคนในสมัยพุทธกาลนั้นเลิศโดยแท้มีสติปัญญาแยกแยะอะไรต่อมิอะไรได้ออกหมดเพราะยุคนั้นเป็นยุคจิตนิยม มิใช่ยุควัตถุนิยมเหมือนคนยุคนี้ไม่แน่คนยุคมีตังกลับแยกแยะอะไรไม่ออกด้วยซ้ำไปบางทีดูดาราเขาแสดงบทร้ายๆ ใส่นางเอก พอผู้ที่แสดงเป็นนางร้ายไปเดินซื้อของในตลาดโดนแม่ค้าเอาส้มเอากล้วยปาใส่หัวด้วยซ้ำไป การแสดงในยุคพุทธกาลนั้นเป็นการแสดงกลางแจ้งบ้าง โรงมหรสพบ้าง แม้ว่ายังไม่มีจอแก้วจอเงินก็ถือว่าเป็นการแสดงทั้งสิ้น

อาชีพใดใดก็ตามที่กระทำแล้วเสี่ยงต่อการให้คุณให้โทษทางด้านภาวะจิตใจไม่ว่าจะในเชิงกิเลสในเชิงเสียความรู้สึกนับว่าเป็นอาชีพที่ไม่ควรกระทำทั้งสิ้นแต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่ที่เจตนาด้วยบางครั้งมีแนวคิดที่กล่าวว่าการเป็นนักแสดงมีเจตนาเพียงแค่ความบันเทิงต่อผู้ชมไม่ได้ต้องการให้นำเอาไปเกิดภาวะอะไรในใจไม่น่าจะบาป

การคิดอย่างนี้เข้าข้างตัวเอง แม้ว่าเจตนาเดิมไม่ได้เจตนาทำให้เกิดความรู้สึกนั้นนั้นก็จริงแต่เมื่อแสดงไปแล้ว เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าต้องแสดงให้ดีตีบทแตกทำให้ผู้ชมเข้าถึงความรู้สึกของบทบาทการแสดงให้ได้นี่แหละเจตนาตัวใหม่ ทราบแล้วเปลี่ยน….

โลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน…

ทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วการคิดบวกมันจะเป็นความจริงไปได้อย่างไรในเมื่อพระพุทธเจ้าผู้เหนือโลกผู้ไงของที่คว่ำหยุดไงความรักออกหมดแล้วว่าทุกข์อยู่เป็นอย่างนี้ ไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงเสมอ/ ยึดถือไม่ได้เพราะมันจะเป็นทุกข์

แล้วเราจะมานั่งงมงายเชื่ออะไรกับทฤษฎีในเชิงลัทธิแบบคิดบวกคิดดีเพื่อประโลมโลกและหรอกตัวเองกันต่อไปเราต้องเอาความจริงขึ้นมาเป็นตัวตังค์กำลังใจจะเกิดขึ้นได้อย่างพังพูเมื่อได้อยู่กับความเป็นจริงไม่ใช่ความมายาลวงโลก

ดังนั้น ใครที่เคยคิดบวกคิดดีแต่ไม่ประสบความสำเร็จก็ต้องกลับมาเริ่มทบทวนใหม่ว่าที่ไม่ประสบความสำเร็จตามที่หวังหรือคิดนั้นเพราะอะไร….
แต่ไม่ต้องไปโทษตัวเองแต่คนมีมุมมองใหม่ว่า ความจริงที่เป็นสัจธรรมด้วย สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป และทุกอย่างในโลกนี้ไม่เที่ยงการที่ไปคิดบวกคิดดีไปสร้างภาวะความเครียดในจิตใจความคิดนั้นจะต้องดีดีแต่แล้วเมื่อไม่ได้ดีตามที่คาดก็ยอมเสียใจมากยิ่งกว่าเก่าแต่หากเราเข้าใจธรรมชาติของโลกโดยเนื้อแท้แล้วปัญหาเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น

เพราะทุกอย่างเป็นเช่นนี้เองมันไม่เที่ยง…

เปลี่ยนแปลงเสมอยึดถือไม่ได้จึงกล่าวแล้วว่าทฤษฎีคิดบวกคิดดีเป็นทฤษฎีประโลมโลกเพียงแค่นั้นแต่หากนำเอาการคิดบวกคิดดีเพื่อทำให้สังคมคุณสำเร็จความหวังแน่นอนด้วยเหตุผลตามที่กล่าวมาแล้ว

มีบางท่านได้ให้ทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องของการคิดบวกคิดดีโดยพยายามนำเอาความรู้ทางด้านพุทธศาสนาเข้ามาเชื่อมโยงเพื่อสื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมว่าแนวทางตรงนี้ และใช้กับหลักพุทธศาสนาซึ่งถือได้ว่าเป็นการสื่อที่ยังไม่ชัดเจนสมบูรณ์และเป็นการกล่าวตู่คำของพระพุทธเจ้าอย่างน่าสังเวช

เท่าที่เพิ่งตั้งข้อสังเกตพบว่าหลักธรรมทั้งหลายที่หยิบมาอ้างอิงนั้นโดยมากจะอยู่แต่ในลักษณะของพระอภิธรรมเสียเป็นส่วนใหญ่ซึ่งใครที่เรียกท่านเจ้าคุณพุทธทาสว่าอาจารย์ คงจะพอทราบเราเราว่าท่านเจ้าคุณพุทธทาสมีทัศนคติอย่างไรกับพระอภิธรรม

ซีเคร็ต จะมาสู้ทำมาแล้วธรรมชาติพร้อมทั้งธรรมดาได้อย่างไรหากหลักการนี้ดีจริงประเสริฐจริงเราว่าประเทศสหรัฐอเมริกาฟองสบู่คงไม่แตกจนเกิดวิกฤติซับไพร์ม (การถือหุ้นของชาวต่างชาติในสหรัฐ เพื่อนำเอาเงินไปปล่อยในด้านอสังหาริมทรัพย์ให้กับผู้เครดิตเสีย)

คิดบวกเพื่อตนเองและครอบครัวนั่นคือ ซีเคร็ต ลวงโลกค่ะ

คลื่นลูกใหม่ทางธุรกิจ

คุณตัน ภาสกรนที

เกิดขึ้นมาได้อย่างไรร่ำรวยมาได้อย่างไรกับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชาเขียวโออิชิ ถามต่อไปว่าถ้าคำพูดคุณวิยุทธ์ เป็นจริง  เจ้าของผลิตภัณฑ์สาหร่ายเถ้าแก่น้อย  จะร่ำรวยขึ้นมาได้อย่างไร?

ทฤษฎีคิดบวก เป็นสิ่งที่ผู้เขียนปฏิเสธมาเนิ่นนานทันทีที่ได้ยินบางคนอาจจะมองมุมกลับกันว่าก็เพราะผู้เขียนเป็นคนคิดลบน่ะสิอันนี้เป็นสิทธิ์ของใครจะคิดแต่ผู้เป็นวิญญูชนเชื่อว่าเค้าไม่คิดอย่างนั้นเค้าอาจจะตั้งคำถามกลับว่าทำไมหมอแล้วนี่มันคิดแบบนี้แล้วค้นหาสำหรับผู้เขียนค้นหาแล้วจึงปฏิเสธ

การคิดบวก คิดดี  เป็นการสร้างมโนสำนึกอย่างหนึ่ง

แต่ไม่ถึงขั้นของพระพุทธศาสนาแบบมหายานในนิกายวัชรญาณของทิเบต ที่เรียกว่าจินตนาญาณ เพียงแค่ขายกันวิธีของวิธีสร้างมโนสำนึกอย่างพุทธศาสนาทิเบตเป็นการคิดเพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงแต่การคิดบวกคิดดีเป็นการคิดเห็นแก่ตัวเองคิดที่จะทำเพื่อตัวเองเพราะในทฤษฎีซีเคร็ต สอนไปในเชิงนั้น

ทำไมจึงกล่าวว่าการคิดบวก คิดดี เป็นการลวงโลก เป็นการคิดเห็นแก่ตัวเนื่องจากว่าใครสักคนที่คิดจะทำธุรกิจโดยที่เขาขาดซึ่งประสบการณ์ขาดซึ่งมุมมองความคิดที่แปลกขาดการทำตลาดที่ดีถามว่าเมื่อเค้าอ่านซีเคร็ต เป็นกำลังใจแล้วไปมุ่งคิดบวกๆ คิดดีๆ ว่าเค้าต้องทำได้สินค้าที่ขาย ต้องขายดี ทำต่อไปว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่หรือถ้าหากทำแล้วคิดแล้วไม่เป็นอย่างนั้นล่ะ  ทฤษฎีนี้จะมีคำตอบอะไรให้กับเขาต่อไป ทำไมเราไม่นำเสนอความจริงให้เขาได้รู้ว่าการจะประสบความสำเร็จทางธุรกิจนั้นจะต้องมีปัจจัยอะไรเป็นสิ่งสำคัญบ้างเป็นลำดับไป  กลับไปเอาเรื่องที่ไม่มีน้ำหนักพอที่จะเป็นจริงมาสร้างภาพ  ขยายผล  หว่านล้อมผู้คนให้หลงเชื่อเหมือนนักเขียนหนังสือบางคนพอเขียนแล้วก็บอกว่าหนังสือของตัวเองเล่มนี้ต้องขายดีแน่ๆ แต่พอออกมาจริงๆแล้ว ได้ขายแต่ขายไม่ได้  เรื่องในลักษณะนี้เชื่อว่าต้องปรากฏเป็นจำนวนมาก

เรื่องของทฤษฎีคิดบวกคิดดียังกล่าว กันอีกว่าการที่เราคิดบวกคิดดีพลังแห่งความคิดนั้นจะดึงดูดสิ่งที่ดีดีเข้ามาหาเพราะสมองของมนุษย์นั้นจะมีขึ้นไฟฟ้าอยู่บางบางชนิดหนึ่งสามารถดึงดูดในสรรพสิ่งเข้ามาได้ เวลาเราไปตรวจสมองยังต้องใช้เครื่องมือสมัยใหม่ของแพทย์ไปจับความถี่ขึ้นไฟฟ้าในสมองกล่าวคือพยายามโยงให้เห็นแล้วก็ให้มีน้ำหนักโดยนำเอาเรื่องการแพทย์มาอ้างอิงด้วย

บทในกาลามสูตร

เป็นหลักฐานได้ดี อาทิ อย่าเชื่อเพราะเป็นอาจารย์อย่าเชื่อเพราะทำตามตามกันมาเป็นต้น

พุทธศาสนาไม่เคยสอนให้เป็นผู้รอคอยเพื่อจะรับ…

แต่พระพุทธศาสนาสอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมาจากเหตุแห่งการกระทำเพราะเชื่อเรื่องของกรรมปัจจุบันขณะ

กฏแห่งการดึงดูด..

กฎแห่งการดึงดูดมีอยู่จริงๆ แต่เป็นไปในเรื่องของวัตถุต่อวัตถุ สสารต่อสสาร เมโลกุลต่อโมเลกุล อะตอมกับอะตอมแต่ไม่มีในเรื่องของนามธรรมดึงดูดให้กลายเป็นรูปธรรม

ทฤษฎีกฎแห่งการดึงดูดจริงหรือลวงโลก!!

เคยลองเปิดใจกล้องกว้างรับทฤษฎีซีเคร็ต แต่กลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่านี่ไม่ใช่แนวทางโดยเฉพาะเมื่อมีนักธุรกิจคนหนึ่งที่กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินเมื่อข่าวเศรษฐกิจล้มระเนระนาดในปีพ.ศ. 2543 คุณธวัตชัย เค้าท้อมากกับการใช้ชีวิตถึงขนาดที่จะคิดฆ่าตัวตายทุกคนที่อยู่รอบข้างได้แต่ปลอบเพื่อให้เขาขายความทุกข์เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มบอกว่าให้เค้าผิดแบบซีเคร็ต ซึ่งขณะนั้นเมืองไทยยังไม่มีใครรู้จักด้วยซ้ำไป ฟังแล้วเข้าใจแต่ทว่าเฉยๆ เพราะนี่คือบทบาทของการปลอบสิ่งที่มีชีวิตที่กำลังตกทุกข์เท่านั้นคำพูดหนึ่งคำของคุณวิยุทธ์เอ่ยขึ้นมาว่า

“ทำธุรกิจสมัยนี้เหนื่อยยากมากโอกาสด้วยมีน้อยเหลือเกินไม่เหมือนคนอายุ 50 ปีที่แล้วยังมีโอกาสมากกว่าคนสมัยนี้เยอะมาก”

ฟังรวมๆ เข้าท่าแต่พิจารณาด้วยปัญญาเราจะเห็นว่าไม่ใช่..ไม่จริง

เชื่อเหลือเกินว่าคนเมื่อยุค 50 ปีก็น่าจะพูดๆ บ่นๆ แบบนี้เหมือนกันเมื่อทำอะไรแล้วไม่ประสบความสำเร็จเพราะถ้าหากคำพูดของคุณวิยุทธ์ เป็นจริงถามว่าอัศวินคลื่นลูกใหม่อย่างคุณทักษิณ ชินวัตร จะรวยมาได้อย่างไร

มองแบบลึกๆ

 

 

 

 

หากสะบัดรูปแบบของภาษาบาลีออกพูดไม่เป็นภาษาร่วมสมัยในแต่ละบทแห่งธรรมคำสอนจะเห็นได้ว่าล้วนอยู่ในกรอบเดียวกันกับสิ่งที่คนตะวันตกกำลังตื่นเต้นและบอกว่าเป็น ซีเคร็ตหรือ ความลับ ประมาณนั้น

ผมบอกคนที่ชื่นชอบ ซีเคร็ต ทั้งหลายเสมอว่า….

โลกนี้ไม่มีความลับอะไรให้หลงเหลือแล้วเพราะพระพุทธเจ้าได้ทรงหงายของที่คว่ำออกไปหมดแล้ว

เมื่อเขาได้ยินได้ฟังต่างก็เข้าใจดียิ่งขึ้นแล้วก็วางหนังสือเหล่านั้นไว้ที่ชั้นหนังสือประจำบ้านจนฝุ่นเกาะต่อไป

ขอ เชื่อ รับ ผสานกับความเข้าใจในเรื่องของ ทฤษฎีกฎแห่งการดึงดูด นี่คือ ซีเคร็ต

จากการตั้งข้อสังเกตรู้สึกว่าคล้ายกับมีความพยายามสร้างระบบของลัทธิใดลัทธิหนึ่งขึ้นมาใหม่อาจจะเชื่อว่า ลัทธิซีเคร็ต ก็เป็นได้แต่เชื่อว่าคนพุทธจำนวนมากปฏิเสธในเรื่องซีเคร็ต ทั้งหลายไม่ว่าจะชื่อสุดท็อปหรือสุดอะไรก็ตามที่ผมถ่ายด้วยคำว่า ซีเคร็ต รวนเป็นเพียงทฤษฎีลวงโลกชนิดหนึ่งแค่นั้น!

เพราะหากใช้ปัญญาญาณพิจารณากันอย่างเต็มที่แล้วทุกอย่างเพียงแค่คล้ายๆ พุทธ แต่ไม่ใช่พุทธศาสนาแน่นอนและที่สำคัญไม่เหมาะกับคนตะวันออกที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาในใจ

พุทธศาสนา ไม่เคยสอนให้ร้องขอ…
พุทธศาสนา ไม่เคยสอนให้เชื่อ…
พุทธศาสนา ไม่เคยสอนให้เป็นผู้รอคอยเพื่อจะรับ…
พุทธศาสนา ไม่เคยสอนให้ร้องขอ…

ไม่ว่าจะเป็นการบนบานศาลกล่าวการอ้อนวอนร้องขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์

พุทธศาสนา ไม่เคยสอนให้เชื่อ…

ธรรมะจัดสรร

ด้วยประการฉะนี้แล…
ลัทธิซีเคร็ต

คือ ลัทธิที่ลวงโลกที่ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา

ด้วยความสงสัยในเรื่องของทฤษฎีซีเคร็ต จึงค้นคว้าหาตำรับตำรามากมายทางแปลนหรือยังไม่แปลกมาเปิดอ่านเพื่อศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมให้แก่รอหยักของสมองขี้เลื่อยสิ่งที่ได้จากการอ่านคือ การเฟ้นและเน้นหากำลังใจแก่ตนเองราวกับวิธีการหลอกประโลมใจ เพื่อให้มีพละกำลังต่อสู้ขึ้นมา

เรื่องของพลังงานที่ไลค์รูปเป็นสิ่งเนี่ยตำราที่ทางแบรนด์เราไม่แปลได้พยายามบีความชี้แจงให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและน่าจะมีความน่าจะเป็นไปได้ในหลายหลายสัดส่วนของความเป็นจริงจึงอาศัยกฏแห่งการดึงดูดนั้น มาร่วมให้เป็นความหมายของซีเคร็ต แม้เป็นเพียงหนึ่งในกฏหลายข้อก็ตาม

เรื่องของพลังงานหลักหลายรูปแบบเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนชื่นชอบไม่ว่าจะเป็นพลังงานทางด้านการ์ดพลังงานทางด้านน้ำมันพลังงานทางด้านธรรมชาติที่แปรรูปหรือความชอบและศึกษานี้จึงทำให้ผู้เขียนมีโอกาสได้รับเชิญให้ไปเป็นผู้ชำนาญการในคณะกรรมาธิการการพลังงานสภาผู้แทนราษฎร ลืมบอกไปอย่างนึงว่าแม้แต่พลังงานไสยศาสตร์และศาสตร์แห่งเทวะวิทยาก็นิยมศึกษาเหมือนกัน

ซีเคร็ตเป็นคำที่ทับศัพท์ มีความหมาย คือ ความลับ

ความลับที่มีการกล่าวถึงบ่อยที่สุดคือความรักที่นำพาไปสู่จุดหมายคือความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นการสำเร็จทั้งด้านการงานหรือทางฐานะความร่ำรวยรวมไปถึงเรื่องของความรักและสุขภาพด้วยจึงไม่แปลกหนังสือที่เกี่ยวกับจิตวิทยาในเชิงของ ซีเคร็ต จึงได้รับความนิยมอย่างสูงแต่หากลองนำบทต่างๆของหนังสือแต่ละเล่มมาประมวลแล้วจะพบแต่ละสิ่งที่ปรากฏอยู่นั้นล้วนแต่เป็นแนวคิดของทางตะวันตกเกือบทั้งสิ้นโดยอาศัยประสบการณ์เล็กๆน้อยๆ ผสานกับหลักของจิตวิทยาในชั้นสูง

แต่หากเปิดใจแล้วทำใจให้เป็นกลางแล้วจะพบว่าบทความต่างๆเรานั้นมานำมาเทียบกับพุทธศาสนา ของทางเอเชียแล้วสิ่งเหล่านั้นอาจเปรียบได้เป็นเพียงแค่เรื่องของจริย ผนวกกับปรัชญาเท่านั้นเอง

ศีลไม่ได้ก็เอาธรรม

แค่นี้ทำให้โพล่งขึ้นในใจสว่างไสวทันที… ธรรมหรือธรรมะ และคุณธรรมคือไม่รังแกคนอื่นไม่เบียดเบียนคนอื่นไม่รังแกสังคมไม่ทำตนเองให้เป็นทุกข์และไม่ทำให้คนอื่นเป็นทุกข์

ทุกวันนี้ผมเลยไม่ถือสินแต่ผมถือธรรม และแม้ว่าผมไม่ค่อยมีศีลแต่ผมก็ไม่ได้รังเกียจศีล เพียงแต่จริตของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป

คนมือถือสากปากถือศีล ก็มีเยอะไปดังนั้นสบายๆ อะไรที่ไม่ทำให้เราเป็นทุกข์เราไม่ไปทำให้คนอื่นเป็นทุกข์

นั่นแหละยิ่งกว่าศีล เพราะเราในแห่งความเป็นจริงธรรมะเกิดก่อนศีลเกิดก่อนเพราะศีลเป็นการบัญญัติในชั้นหลังๆ และมองให้ดีๆ แบบมหาเปรียญจะทำให้เข้าใจว่าศีลก็คือพระวินัยของพระสงฆ์ไปในทางเดียวกันรอยเดียวกัน

เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้ธรรม แล้วก็เผยแผ่เรื่องศีล พระธรรมวินัยก็คือศีลชนิดอย่างหยาบๆ ไม่ละเอียดมากนักเมื่อพระรูปใดทำผิดมาเล่าพระองค์ฟังก็ทรงนำเอาเรื่องนั้นเป็นที่ตั้ง แล้วบัญญัติเป็นศีลเป็นวินัยขึ้นมา แต่ธรรมะมีอยู่คู่โลกอยู่ก่อนแล้วแม้พระพุทธเจ้าไม่มาตรัสรู้ธรรมะก็ยังมีอยู่ ปรากฏอยู่ ดังนั้นธรรมะมีมาก่อนศีล

ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเพราะอำนาจธรรมทั้งนั้น ที่เป็นเหมือนผู้รับเหมาให้กับทุกสรรพสิ่งคล้ายกับผู้รับเหมาสร้างบ้านจัดสรร