ในเวลาที่ถ้อยคำแสดงความอิจฉาลอยมาให้นึกถึง

Image result for jealous

อารมณ์อิจฉาเป็นสิ่งที่น่ารำคาญมิใช่น้อย

ไม่อาจทำใจยินดีกับเพื่อนร่วมงานซึ่งประสบความสำเร็จเรื่องงานอิจฉาสาวน่ารักที่ได้รับความนิยมในงานเลี้ยงหรือยกโทษให้เพื่อนสนิทที่พูดคุยกับเพศตรงข้ามอย่างสนิทสนมไม่ได้

ใครใครก็คงมีประสบการณ์ชั่วขณะที่เกิดความอิจฉาคนอื่นขึ้นมาทั้งนั้นแต่ตอนที่รู้สึกอิจฉาคนเรามักจะถูกพัดพาไปกับพายุอารมณ์ในเชิงลบ “ ก็แค่บังเอิญโชคดีและประสบความสำเร็จได้ไม่ได้มีความสามารถจริงๆหรอก”
“ ไม่ยกโทษให้หรอกนะที่ไปใกล้ชิดกับเขาแบบนั้นของฉันให้โชคร้ายไปเลย”

และอาจทำให้เกิดคำพูดที่แสดงถึงความคิดที่ไม่ดีกับคนอื่นเกิดขึ้นมาในใจเต็มไปหมด

ถ้อยคำทั้งหลายเหล่านี้ล้วนมีพลังในเชิงรบระหว่างที่กำลังมัวเมากับอารมณ์อิจฉาตาร้อนคงจะไม่มีอะไรดีขึ้นแน่แน่ถึงจะพูดแบบนั้นแต่การจะให้ไม่รู้สึกอิจฉาเลยก็ถึงจะเป็นเรื่องยากจริงๆดังนั้นผมจึงขอเสนอวิธีการปรามให้อารมณ์อิจฉาสงบลง

จะทำอย่างไรดีนะหรือก็คือยอมรับว่าตนเองกำลังอิจฉาอยู่นั่นเอง เวลาที่เกิดอารมณ์อิจฉาหักพยายามที่จะกดอารมณ์ตนเองว่าห้ามอิจฉานะจะยิ่งทำให้อึดอัดไปกันใหญ่

ก่อนอื่นต้องกล้าเผชิญหน้ากับ ตนเองที่กำลังอิจฉาอยู่อย่างเยือกเย็นและลองใจเย็นมองสภาวะของตนเองดู “อืมตอนนี้ฉันกำลังอิจฉาอยู่สินะ”

พอจะเย็นลงได้แล้วเราจะไม่โดนอารมณ์อิจฉาครอบงำและเมื่อเป็นแบบนั้นก็ถือว่าไม่เป็นไรแล้วการยอมรับได้อย่างยากเย็นรวมให้กบเกือนความรู้สึกอิจฉาหรือคิดโกรธเกลียดตัวเองที่รู้สึกอย่างนั้นจะทำให้อารมณ์ความรู้สึกในเชิงลบค่อยค่อยลดลงได้เอง

ถ้าอารมณ์อิจฉาพวยพุ่งขึ้นมาให้ลองยอมรับมันอย่างเยือกเย็น

พูดคำเดียวว่าบอกหน่อยสิแทนที่จะแสร้งทำเป็นไม่รู้

Image result for พูดคุย

โดยทั่วไปแล้วคนเรามักจะรู้สึกอายเวลามีอะไรที่ตนไม่รู้

ดังนั้นคงมีคนที่มีประสบการณ์เวลามีคนถามว่ารู้เรื่องอะไรหรือเปล่ามาเผื่อต่อไปว่าอืมและเสแสร้งทำเป็นเหมือนรู้ไป แต่การเสแสร้งทำเป็นดูนี่แหละน่าเสียดายที่ต้องบอกว่าส่วนใหญ่มักจะความแตกในที่สุด

ในบางกรณีอาจทำให้อีกฝ่ายเกิดความประทับใจไม่ดีว่าทั้งที่ไม่รู้อะไรเลยแต่กลับวางฟอร์มเหมือนรู้

การพูดออกไปว่าไม่รู้เรื่องอะไรบางอย่างไม่ใช่ที่เรื่องน่าอาย ยิ่งไปกว่านั้นเวลาที่ถูกถามถ้ามีอะไรที่เราไม่รู้จริงๆให้ยอมรับไปเลยดีกว่าขอโทษนะฉันไม่ค่อยรู้หรอกเสียยังจะดีกว่า เพราะหากทำเช่นนี้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องมาอึดอัดกับการเสแสร้งทำเป็นรู้แล้ววางฟอร์มอีกต่อไป

การใช้คำพูดตรงตรงแบบไม่แต่งเติมเสริมความกลับเป็นการสร้างความประทับใจอันดีให้แก่คนรอบข้างอีกด้วย ส่วนสิ่งที่ตนไม่รู้ก็แค่ให้คนอื่นที่รู้ช่วยบอกเพราะโดยทั่วไปคนเราจะรู้สึกยินดีเวลามีคนมาร้องขอว่าช่วยสอนหน่อยสิ

มีบางคนที่เวลาถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองชอบหรือในเรื่องที่ตนเองถนัดว่าบอกหน่อยสิจะทำให้รู้สึกดีใจและพูดออกมาได้ไม่หยุด

ดังนั้นแทนที่จะแสร้งทำเป็นว่ารู้ให้บอกไปว่าไม่รู้ค่ะช่วยบอกหน่อยได้ไหมคะจะทำให้เกิดผลดีต่อสัมพันธภาพระหว่างบุคคลมากกว่า

ใช้คำว่าช่วยบอกหน่อยสิทำให้ผู้อื่นยินดี

ทำให้บทสนทนาสนุกสนานด้วยคำพูดแสดงอารมณ์ขัน

Image result for อารมณ์ขัน

นักศึกษามหาวิทยาลัยหญิงคนหนึ่งตอนนัดกับเพื่อนเพื่อไปรับประทานอาหารด้วยกันเถอะกลับไปรอรถไฟผิดชานชลาและขึ้นรถไฟไปในทางตรงกันข้าม

ตอนที่เธอรู้สึกตัวว่าขึ้นผิดขบวนหญิงสาวนึกตำหนิตัวเองว่าทำไมถึงโง่อย่างนี้นะ

แต่พอเวลาผ่านไปเธอกลับในคำในความผิดพลาดของตนเองลงท้ายพอไปถึงร้านอาหารสายกว่าเพื่อนคนอื่นเล็กๆในน้อยเมื่อนั่งลงเธอก็กลับออกมาว่า “ โอ้ยไม่ไหวเลยดันขึ้นรถไฟผิดชานชลาไปได้” ด้วยท่าทีร้านเลิกแล้วคำพูดที่สนุกสนานเป็นเหตุให้เพื่อนเพื่อนหัวเราะกันยกใหญ่ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะทำให้เธอตระหนักรู้ขึ้นมาอย่างแจ่มแจ้ง “ ต่อให้เจอเรื่องลำบากแต่ก็ทำให้คนอื่นหัวเราะแบบนี้ได้นี่นา

พอเข้าใจดังนั้นแล้วจากนั้นไม่ว่าเธอจะทำอะไรผิดพลาดเธอจะนึกเสมอว่า “ จะเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้คนอื่นขำยังไงดีนะ”

และนั่นทำให้เธอรักตำหนิตนเองเลิกคิดมากเดี๋ยวความผิดพลาดและยังสามารถนำความผิดพลาดมาแล้วอย่างสนุกสนานให้คนอื่นได้ขำจนกลายเป็นคนที่ได้รับความนิยมไปในที่สุด การมีอารมณ์ขันเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับคนเราคนเราในเวลาที่มีถูกมากต้องการเสียงหัวเราะโดยไม่รู้ตัวคนเพราะรู้ว่าเสียงหัวเราะจะทำให้คลายเครียดและทำให้ลืมเรื่องทุกข์ใจนั่นเอง คนที่คุยสนุกเพียงแค่นั้นก็เป็นที่รักได้แล้ว

ตอนที่ทำผิดพลาดตอนที่เจอเรื่องเยอะแย่หักลองคิดดูว่านี่สามารถเอาไปเล่าให้ตลกได้และทำให้เป็นเรื่องที่ขำขันจะทำให้คุณหัวเราะได้กับความผิดพลาดได้อย่างเบิกบานใจ

แล้วจะยิ่งทำให้คนมีโอกาสจะเป็นคนที่ Popular ได้ด้วยการนำเรื่องเยอะแย่หรือความผิดพลาดมา เราให้เป็นเรื่องสนุกได้อีกด้วย

หากนำอารมณ์ขันมาใส่ในคำพูดจะทำให้เป็นที่รักของผู้อื่น

ใช้ถ้อยคำปลอบโยนเพื่อเป็นมิตรกับผู้อื่น

Related image

ไม่ว่าใครก็คงมีบ้างที่เคยรู้สึกกังวลหรือโดดเดียว

ไม่ว่าจะเป็นคนที่แข็งแกร่งสักเพียงใดหรือเป็นคนที่มีนิสัยคิดบวกสักเพียงไรก็ไม่มีทางที่จะใช้ชีวิตโดยไม่เจอกับความผิดหวังใดใดเลยบางครั้งอาจจะเจอเรื่องเยอะแย่ที่ทำให้อารมณ์ไม่ดีหรือสูญเสียความรู้สึกกระตือรือร้นเพราะอะไรอะไรไม่เป็นไปตามที่คิด แล้วตอนที่กำลังอ่อนแอคนเรามักจะต้องการคำพูดช่วยเหลือจากคนอื่น

เพราะหากมีใครสักคนเข้าใจในเวลาที่ตนกำลังมีทุกข์เพียงแค่นั้นก็ถือเป็นการช่วยเหลือสำหรับคนคนนั้นแล้วผมคิดว่าคงมีหลายคนที่มีประสบการณ์รู้สึกเหมือนสบายใจขึ้นด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยนคำเดียวยิ่งกว่าการได้รับคำแนะนำอย่าง “ ควรทำอย่างนี้ดีกว่า”

สมมุติว่าคนใกล้ตัวกำลังผิดหวังและดูไม่ร่าเริงในตอนนั้นคุณควรกล่าวคำพูดกับเขาเช่น “ ฉันจะอยู่ข้างคุณนะ”

การยอมรับความอ่อนแอของอีกฝ่ายและแสดงความเป็นมิตรด้วยถ้อยคำปลอบโยนจะเป็นการมอบความผ่อนคลายและเยียวยารักษาผู้คนได้

คนที่ได้รับการบอกกล่าว ด้วยถ้อยคำเหล่านั้นจะต้องยินดีแน่แน่ในยามปกติคนที่ไม่ลืมถ้อยคำแห่งการปลอบโยนจะเป็นที่ชอบพอของคนรอบข้างและรอบข้างของคนเช่นนั้นจะเต็มไปด้วยผู้คนที่ปรารถนาการเยียวยามารวมตัวกันโดยธรรมชาติ

ในทางกลับกันเวลาที่บุคคลนั้นตกอยู่ในภาวะวิกฤตจะต้องมีคนปรากฏตัวขึ้นเพื่อมาให้กำลังใจว่า “ตอนนั้นเธอเคยให้กำลังใจฉันเพราะฉะนั้นคราวนี้ฉันจะอยู่ข้างเธอบ้าง”

เป็นแน่ “ ไม่เป็นไรหน้าร่าเริงไว้เถอะ”
“ จะคอยเป็นกำลังใจให้นะ”

การใช้ถ้อยคำแห่งการเยียวยากับคนรอบตัวสุดท้ายแล้วจะกลายเป็นการทำเพื่อตัวเราเอง

เป็นมิตรกับคนที่กำลังอ่อนแอและกล่าวถ้อยคำปลอบโยน

คิดถึงคำพูดที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ของอีกฝ่าย

Image result for คำพูดปลอบใจ

เพื่อทำให้สัมพันธ์ภาพระหว่างบุคคลราบรื่นเราต้องให้ความสำคัญกับการจินตนาการว่าจะเลือกเฟ้นคำพูดใหญ่คนที่สามารถจินตนาการได้ว่าคู่สนทนากำลังต้องการอะไรจากเราจะเป็นที่รักใครของผู้อื่น

สมมุติว่ามีคนที่ไปเจอเรื่องเยอะแย่จนรู้สึกหดหู่กับคู่สนทนาแบบนี้เราคงอยากจะกล่าวอะไรที่ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นซึ่งไม่ใช่สักแต่จะพูดอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าเพื่อให้กำลังใจและควรพูดอะไรที่เหมาะสมกับสภาพความหดหู่หรือสถานการณ์ของอีกฝ่าย

ยกตัวอย่างเช่น “ ไม่เป็นไรนา ร่าเริงไว้นะหรือถ้ายังไงเราออกไปเที่ยวกันไหม”

การพูดโดยพยายามปลุกความคึกคักแบบนี้อาจทำให้บางคนรู้สึกแจ่มใสและดีใจขึ้นมาเพราะว่าในทางกลับกันคงมี คนที่ไม่รู้สึกยินดีกับวิธีแบบนี้เหมือนกัน “ เออถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะตอนนี้ฉันคนห่วงอยู่นะไม่ได้อยู่ในอารมณ์อย่าออกไปเที่ยวสักหน่อย..”

ซึ่งถือว่าไม่มีใครผิดใครถูกทำให้สถานการณ์นั้นนานถ้อยคำที่อีกฝ่ายต้องการย่อมแตกต่างกันไปตอนที่รู้สึกว่าอยากถ่ายทอดถ้อยคำเพื่อให้อีกฝ่ายขอให้ลองมองอีกฝ่ายให้ดีดีแล้วคิดดูว่าเค้ากำลังต้องการคำพูดแบบไหนกันแน่

อยากได้คำพูดสดใสเพราะต้องการให้เราทำให้เขาได้เหรอหรือต้องการให้เยียวยาด้วยคำพูดที่อ่อนโยนถ้าหากคุณลองมองอีกฝ่ายที่กำลังเศร้าอยู่อย่างตั้งใจแล้วก็ต้องเข้าใจขึ้นมาได้แน่แน่แล้วคนที่พยายามตั้งใจใช้พลังจินตนาการทำแบบนี้อยู่เสมอจะสามารถเลือกสรรให้คำดีดีเวลาสนทนากับผู้อื่นและกลายเป็นคนพูดคุยได้เก่งขึ้น

ลองจินตนาการดูว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรและเลือกใช้ถ้อยคำให้เหมาะสม

เริ่มบทสนทนาด้วยคำพูดเชิงบวก

Related image

ผมคิดว่ามีความประเภทที่คุยด้วยแล้วรู้สึกดีจังเลยกับคนที่คุยด้วยแล้วรู้สึกหดหู่อยู่

หากคุณต้องการเป็นคนประเภทแรกเวลาที่คุยกับคนอื่นต้องใช้คำพูดในเชิงบวกให้อยู่เข้าไว้

ในบทที่แล้วผมได้กล่าวไว้แล้วว่าให้ใช้คำพูดที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายเมื่อกล่าวคำทักทายซึ่งสามารถนำมาใช้ในการเริ่มบทสนทนาด้วยได้เช่นกัน

ตอนเริ่มต้นคุยกับใครสักคนหักเริ่มด้วยคำพูดเชิงบวกจะทำให้สามารถต่อบทสนทนาด้วยความรู้สึกดีดีแบบนั้นไปได้อย่างต่อเนื่อง

“วันนี้อากาศดีจังเลยนะคะ”
“ ฟังนะก่อนมาถึงที่นี่มีเรื่องดีดีเกิดขึ้นด้วยแหละ”

ถ้าเริ่มต้นการพูดคุยด้วยหัวข้อที่แจ่มใสจะทำให้ทิศทางของบทสนทนาดำเนินไปในทางบวกและสามารถสร้างบรรยากาศการสนทนาที่ดีได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ในทางตรงกันข้ามหากเริ่มต้นบทสนทนาในรูปแบบดังต่อไปนี้จะทำให้ทิศทางบทสนทนาเปลี่ยนไปในทางลบเช่น

“โอ้ยเจอแต่เรื่องเยอะแย่ไม่ไหวแล้วแหละ”
“ ไปเจอเรื่องที่ทำให้หงุดหงิดสุดสุดมาละขอบ่นหน่อยเถอะ”

คนที่เราบทสนทนาด้วยเรื่องปวดหัวแบบนี้จะยิ่งพูดแต่เรื่องที่ไม่ดีทำให้บทสนทนาฟังดูอึดอัด

แล้วคนแบบนั้นจะเป็นที่จดจำในแง่คนนั้นเปิดปากพูดขึ้นมาทีไรก็มีแต่บ่นตลอดเลยระวังคำพูดเชิงบวกกับคำพูดเชิงลบไม่ว่าใครก็ต้องการพูดคุยกับคนที่มีการพูดจาในเชิงบวกกันทั้งนั้นแหละเพื่อให้สามารถใช้ถ้อยคำในการพูดแบบเชิงบวกได้มากๆเราควรต้องใส่ว่าต้องเริ่มบทสนทนาด้วยหัวข้อที่แจ่มใสและมีความหมายในเชิงบวกนั่นเอง

ให้เริ่มการสนทนาด้วยหัวข้อเชิงบวก

คำพูดทำให้ความประทับใจแรกดีขึ้นได้

Image result for first impression

ความประทับใจแรกถือเป็นสิ่งสำคัญในสัมพันธภาพระหว่างบุคคล
ในกรณีที่เรามีความประทับใจแรกที่ดีต่อฝ่ายตรงข้ามเราก็จะไม่เกลียดคนคนนั้นง่ายง่าย ในทางกลับกันถ้ามีความประทับใจแรกที่ไม่ดีจะทำให้ไม่อยากคุยกับบุคคลนั้นและใช้เวลานานกว่าจะสนิทสนมกันได้สรุปคือความประทับใจแรกที่คนเรามีต่อกันจะกลายเป็นตัวกำหนดได้ในระดับหนึ่งว่าคนทั้งสองคนนี้จะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันได้หรือเปล่า

ถ้าอยากเป็นที่ชอบพอของคนอื่นเราจึงควรให้ความสำคัญกับความประทับใจแรกให้มากที่สุดและความประทับใจแรกที่ว่านี้สามารถทำให้ดีขึ้นได้ด้วยคำพูดที่ใช้

ก่อนอื่นคือการเป็นฝ่ายออกเสียงทักทายผู้อื่นก่อนนับว่าไม่ได้เป็นการกล่าวเกินจริงเลยว่าคนที่สามารถทักทายผู้อื่นได้ดีจะเป็นที่ชอบพอของคนอื่นได้ดังนั้นสมมุติว่าคุณมีคนที่อยากมีความสัมพันธ์อันดีด้วยผมขอแนะนำให้คุณเป็นฝ่ายทักทายเขาก่อนการเป็นฝ่ายทักใครก่อนจะเป็นการแสดงออกถึงเจตนาที่ดีและพลอยทำให้เกิดความประทับใจที่ดีตามไปด้วย

สมมุติว่าทำได้ผมอยากให้คุณลองเพิ่มเติมคำพูดเข้าไปเพื่อทำให้การทักทายนุ่มนวลมากขึ้นเช่น

“อรุณสวัสดิ์ครับวันนี้อากาศดีจังเลยนะ”
“เหนื่อยหน่อยนะคะวันนี้ยุ่งมากเลยกลับไปพักผ่อนให้สบายนะคะ”

บางคนอาจคิดว่าเป็นการพูดตามมารยาทแต่เพียงแค่เพิ่มคำพูดไปสักคำจะทำให้บรรยากาศการทักทายเปลี่ยนไปทันทีความสัมพันธ์ของคนเราเริ่มจากการทักทายดังนั้นเพียงแค่ใส่คำพูดดีดีลงไปในการทักทายจะทำให้ความประทับใจแรกดีขึ้นเลยทีเดียว

ใส่ใจกับคำทักทายสักนิดจะทำให้ความประทับใจแรกดีขึ้น

เวลาที่คิดเปลี่ยนงานให้ลองฟังถ้อยคำจากหัวใจ

Image result for change job

สมัยนี้คนที่ทำงานในบริษัทเดิมอย่างต่อเนื่องจนเกษียณมีน้อยลงมากส่วนคนที่เปลี่ยนงานบ่อยบ่อยกลับไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป

สำหรับคนทำงานไม่ว่าใครก็ตามคงต้องเคยกลุ้มใจว่าอยากรู้ออกจากงานปัจจุบันไปทำงานอื่นกันสบ้างแต่ก่อนแผนงานผมให้คุณลองหันมาฟังเสียงหัวใจตัวเองดูก่อน

ในกรณีที่เหตุผลในการเปลี่ยนงานเป็นเหตุผลในเชิงบวกก็ถือว่าดีไปเช่น

“เจองานที่เหมาะสมกับตัวเองแล้ว”
“รู้แล้วว่าจริงๆอ่ะทำอะไร”

ถ้ามีให้คำแบบนี้ออกมาจากใจจริงๆการเปลี่ยนงานนั้นต้องเป็นไปได้อย่างราบรื่นแน่แน่เพราะคุณกำลังมุ่งไปสู่สิ่งที่ตัวเองอยากทำและการเปลี่ยนงานจะทำให้คุณเติบโตขึ้นและรู้สึกได้ถึงความหมายในการทำงานและความหมายในการใช้ชีวิต

แต่ถ้าหากมีถ้อยคำดังต่อไปนี้ออกมาจากหัวคุณขอให้คุณระมัดระวังเรื่องการเปลี่ยนงานเอาไว้เถอะ

“ เพราะงานตอนนี้น่าเบื่อเลยอยากลาออก”
“บริษัทอื่นจ่ายดีกว่า”

ถ้าคุณเปลี่ยนความรู้สึกแบบนี้แปลว่าคุณไม่ได้คิดในเชิงบวกเกี่ยวกับอนาคตของตัวคุณเองแต่เพียงแค่อยากจะหนีจากสถานที่นั้นนั้นอิจฉาคนอื่นหรือเรียกว่าเป็นความรู้สึกไม่พอใจจนอยากมีชั่วคราวเท่านั้นเอง

หากเป็นแบบนั้นแม้คุณจะเปลี่ยนงานก็มีความเป็นไปได้สูงว่าภายหน้าคุณจะต้องเจอความไม่พอใจหรือผิดพลาดซ้ำๆแบบเดิมอีกสมมุติว่าคุณเกิดอยากเปลี่ยนงานขึ้นมาขอให้คุณมองดูตนเองให้ดีหากพยายามทำความเข้าใจได้ว่าในใจของคุณมีถ้อยคำอะไรนั้นจะช่วยไม่ให้คุณเลิกงานผิดพลาด

ตอนนี้นึกอยากเปลี่ยนงานขอให้จับตามองคำพูดในใจตนเองให้ดีๆ

ให้ความสำคัญกับงานที่อยู่ตรงหน้า

ไม่ว่าใครๆก็ต้องมีช่วงเวลาที่รู้สึกไม่พอใจในการทำงานทั้งนั้น
บางครั้งอาจนึกว่างานที่ตนเองทำช่องในความหมายและอยากทำงานที่เราจะได้แสดงความสามารถมากกว่านี้ฉันอยากรู้ออกจากงานขึ้นมาเสียอย่างนั้น

แต่คนที่มีความรู้สึกไม่พอใจและสักแต่ทำงานแบบขอไปทีน่าเสียดายที่ต้องบอกว่าเรื่องดีดีคงไม่แวะเวียนมาหาแน่แน่ตอนนี้รู้สึกว่างานน่าเบื่อเอาแต่พูดว่าโอ้ยน่าเบื่อจังไม่อยากทำเลยเราจะถูกคำพูดนั้นชักนำจนทำให้รู้สึกว่างานน่าเบื่อไปกันใหญ่

ในทางตรงกันข้ามเวลาที่เราคิดในแง่ดีว่างานตรงหน้าอยากจังเลยแต่ลองพยายามดูดีกว่าแม่ตอนแรกอาจจะเป็นงานที่คิดว่าน่าเบื่อแต่เราจะเริ่มตั้งสมาธิได้และรู้สึกถึงความอิ่มเอิบในการทำงานได้ในที่สุดหญิงสาวคนหนึ่งทำงานอยู่ที่บริษัทโฆษณาตอนที่เธอเข้ามาทำงานแรกแรกมีแต่งานออกไปหาลูกค้าข้างนอกมันเป็นงานที่ลำบากไม่ใช่เล่นแต่ทุกครั้งที่หญิงสาวรู้สึกคมคืนเธอจะใช้คำพูดเชิงบวกให้กำลังใจตัวเองว่าสักวันจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเองถ้าพยายามเข้าแล้วก็ต้องมีอะไรดีดีรออยู่แน่จึงไม่เคยปิดปากบ่นย่อท้อในการทำงานและออกไปทำงานข้างนอกด้วยความกระตือรือร้นเสมอ

และแล้วไม่นานหลังจากนั้นผู้หญิงสาวคนนี้ก็ได้ย้ายงานไปทำแผนกผลิตโฆษณาที่คิดอยากทำมาตลอดเธอมารู้ในภายหลังว่าการย้ายแผนกดังกล่าวเป็นเพราะผู้มีอำนาจในแผนกต้องการตัวเธอและเห็นว่า “เธอพยายามทำงานขายอย่างขยันขันแข็งอยากได้คนที่ตั้งใจทำงานแบบนี้มาอยู่ด้วย”

ถึงแม้เป็นงานเดียวกันแต่คนที่ทำงานโดยนึกถึงว่าน่าเบื่อจังกลับมาตั้งใจทำงานให้เต็มที่ดีกว่าผลลัพธ์จากการทำงานจะออกมาแตกต่างกันลิบลับเลยทีเดียว

ถ้าตั้งใจทำงานที่อยู่ตรงหน้าอย่างกระตือรือร้นจะทำให้โชคดีมากขึ้น

ใช้คำพูดเพิ่มแรงจูงใจในการทำงาน

Image result for แรงจูงใจในการทำงาน

คงมีหลายคนที่กรุงใจว่าตัวเองต้องใช้เวลานานกว่าจะสร้างความกระตือรือร้นในการทำงานขึ้นมาได้ พอถึงเวลาเริ่มงานที่บริษัทถ้าเครื่องติดเลยทันทีก็ดีไปแต่บางครั้งกลับไม่เป็นแบบนั้น

และบางทีกลับกลายเป็นใช้เวลาในการทำงานไปด้วยและความกระตือรือร้นรู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีก็ถึงเวลาเลิกงานเสร็จแล้วทำให้ต้องอยู่ที่ทำงานนอกเวลาถึงวันต่อมาก็เหนื่อยล้าอะไรความกระตือรือร้นเป็นดินพอกหางหมูไปเรื่อยเรื่อยกลายเป็นตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ ส่วนใหญ่คนแบบนี้ก่อนจะเริ่มงานมักไม่เตรียมใจไว้ว่าวันนี้จะ ตั้งใจทำงาน

“การเตรียมใจของตนเองให้พร้อม” คือรูปลักษณ์ของผู้เคร่งศีลอันเพิ่งเป็น

เป็นคำสอนที่หมายความว่าก่อนที่จะลงมือทำอะไรเราต้องมีการเตรียมใจให้พร้อมเสียก่อนฉันอยู่กับการทำงานสำคัญก็คือการเตรียมใจหรือหมายความว่าเราต้องเตรียมใจให้พร้อมตั้งแต่ก่อนมาถึงบริษัทเพื่อให้สามารถเปลี่ยนโหมดทำงานได้ทันทีที่ถึงบริษัทนั่นเอง

ตื่นมาปุ๊บก่อนอื่นให้รีบหมายถึงพลังงานเพื่อป้อนข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการทำงานทั้งวันให้หัวใจเปลี่ยนไปอยู่ในโหมดทำงานต่อมาระหว่างขึ้นรถไฟมาทำงานพัดให้คำแสดงความกระตือรือร้นกับตนเองเพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้สูงขึ้น

“วันนี้ต้องได้ทำงานอย่างคุ้มค่าแน่”
“ วันนี้จะตั้งใจนะ”

และหลังจากนั้นพอเราสามารถจินตนาการภาพตนเองที่กำลังตั้งอกตั้งใจทำงานได้ก็ถือว่าเราเต็มใจในการทำงานเสร็จเรียบร้อย

เตรียมใจด้วยถ้อยคำเชิงบวกก่อนไปทำงาน