เกี่ยวกับผู้เขียน

Image result for อุเอะนิชิ อะคิระ

อุเอะนิชิ อะคิระ

เกิดที่จังหวัดโตเกียวประกอบอาชีพนักเขียนเมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยกักคุชูอิน ได้เข้าทำงานกับบริษัท Shiseido จากนั้นจึงออกเป็นนักวิจัยเกี่ยวกับมุมมองชีวิตคิดทฤษฎีเรื่องอคติวิทยาขึ้นมาด้วยตนเองและเริ่มงานเขียนเพื่อสร้างความรู้ให้กับผู้คนในปีพ.ศ. 2538 สอบผ่านคุณสมบัติการเป็นที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมและมีผลงานเขียนออกมามากมาย

บทส่งท้าย

 

Image result for คำพูดในเชิงบวก

ในหนังสือเล่มนี้ผมได้กล่าวถึงคำพูดในเชิงบวกที่สำคัญอันจะช่วยดึงดูดความโชคดีเข้ามาหา

คำพูดที่คนเราพูดกันอยู่ตามปกติคือสิ่งที่บุคคลใช้เวลาเนินนานก่อขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างหรือลักษณะนิสัยนั่นเองเพราะฉะนั้นคงเป็นเรื่องยากไม่น้อยที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆเรานั้นได้ทันที โดยเฉพาะคนที่เอาแต่ใช้คำพูดในเชิงลบอยู่เสมอการเปลี่ยนคำพูดเหล่านั้นให้เป็นคำในเชิงบวกอาจทำให้เสียเวลาสักเล็กน้อยแต่หากเราตัดสินใจลงไปว่าจะเป็นคำพูดและก้าวเดินออกไปนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย

หากคนเราตัดสินใจแล้วว่าตั้งใจจะเปลี่ยนจริงๆจะต้องเปลี่ยนแปลงตนเองได้แน่นอน

“ขอบคุณ”
“ดีใจ”
“สนุก”

ขอให้ลองเริ่มจากการเพิ่มโอกาสในการใช้คำพูดเหล่านี้ในชีวิตประจำวันให้มากขึ้นทีละเล็กทีละน้อยคำพูดก็คือสิ่งที่ใช้บ่อยบ่อยเข้าแล้วก็จะกลายเป็นนิสัยไปเองระหว่างที่รอฝึกใช้คำพูดเชิงบวกพวกนั้นจิตใจของเราจะซึมซับคำพูดดีดีเค้าไปเองและเมื่อเกิดเรื่องที่เราคิดว่าทำไม่ได้ไม่ไหวหรอกเราก็จะเกิดความกล้าและความหวังว่าลองทำดูใหม่ดีไหมนะและหันมาท้าทายกับเรื่องเหล่านี้ได้ในที่สุด

เมื่อหัวใจของคนเราได้รับการเติมเต็มไปด้วยคำพูดเชิงบวกเราจะสังเกตถึงความสุขที่เกิดขึ้นภายในตัวเราได้และหากเป็นเช่นนั้นชีวิตเราจะเป็นไปตามที่เราปรารถนา

ในยามลำบากหากรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ไม่ราบรื่นเลยกรุณาหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านซ้ำๆ

ใช้คำว่าขอบคุณเพื่อเป็นที่รักของผู้อื่น

นักบริหารสาวคนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องน้อยเพียงไหนถ้ามีใครทำอะไรให้เธอจะกล่าวคำขอบคุณออกไปเสมอไม่เคยขาด
ตอนที่มีคนยกเครื่องดื่มมาให้ในคาเฟ่คิดว่าคนส่วนใหญ่คงจะไม่เอ่ยขอบคุณพลังงานเสิร์ฟกันหรอก แต่ในเวลาแบบนั้นเธอจะกลับขอบคุณออกไปเสมออยู่มาวันหนึ่งขณะที่เธอเข้าไปในร้านแห่งนี้เพื่อประชุมเพราะเห็นเธอกล่าวขอบคุณพนักงานเสิร์ฟชายจากบริษัทคู่ค้าที่มาด้วยกันกับเธอก็ได้กล่าวชมเธอว่า “คุณนี่เป็นคนที่รู้จักให้ความสำคัญกับการทักทายนะ”

แล้วชายคนนั้นก็ถูกใจเธอจากนั้นบริษัทนั้นก็ได้จ้างบริษัทที่เธอทำงานอยู่ในที่ทำงานอีกหลายชิ้นคนเราพอได้รับการขอบคุณก็จะรู้สึกมีความสุขเพราะอะไรน่ะหรอเพราะนิสัยของคนเราไม่ว่าใครๆก็มีความรู้สึกอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อใครซักคนทั้งนั้น แล้วตอนที่ได้รับคำพูดแสดงความขอบคุณความปรารถนาว่าอยากเป็นประโยชน์ดังกล่าวจะได้รับการเติมเต็มทำให้รู้สึกเป็นสุขได้

คนที่ประสบความสำเร็จส่วนมากล้วนเป็นคนที่รู้จักใช้คำว่าขอบคุณกันทั้งนั้น พอได้รับการเสนอคุณคนเราก็จะยิ่งรู้สึกดีกับคนที่แสดงความขอบคุณต่อเราเพราะฉะนั้นคนที่แม่ลืมความสำนึกรู้คุณจะยิ่งได้รับความชื่นชอบและโอกาสที่จะเป็นที่ชอบของผู้คนอื่นๆเท่าๆกับคำว่าขอบคุณที่กล่าวออกไป

ผลก็คือคนที่รู้จักสำนึกรู้คุณจะยิ่งมีผู้คนเข้ามาหาทำให้พลอยได้รับโอกาสที่จะเชื่อมโยงไปสู่ความสำเร็จหรือความช่วยเหลือมากขึ้นตามไปด้วย

เพราะฉะนั้นได้อย่างปกติขอจงรู้จักสำนึกรู้คุณเอาไว้เป็นนิสัยและพูดคำว่าขอบคุณเอาไว้ให้ติดปาก

ยิ่งพูดขอบคุณออกไปก็จะยิ่งทำให้ผู้คนเข้ามาหา

เชื่ออย่างแรงกล้าว่าต้องทำได้แน่แน่

คนที่ไม่มีสิ่งรบกวนหรือความคิดไม่ดีในใจไม่ว่าจะเป็นคนแบบไหนก็ตามคนคนนั้นจะสามารถทำสิ่งที่มนุษย์ทำได้ทุกอย่าง

นี่คือคำกล่าวของคุณ นะคะมุระ เท็มปู ผู้ก่อตั้งปรัชญาทิมปู
ตอนที่หนูอยากจะทำอะไรขึ้นมาคงมีถามคนที่ลงมือทำทันทีและคนที่ไม่ทำคนที่ลงมือทำไม่ได้ผมคิดว่าคงจะเป็นเพราะในใจของเขาหรือเธอมีความคิดรบกวนว่าถ้าสัมภาษณ์แล้วก็ถ้าทำไม่ได้ดีขึ้นมาจะทำอย่างไรล่ะเมื่อถูกสิ่งเรานั้นขัดขวางก็ไม่เป็นอันกระดิกตัวทำอะไรเลยซักอย่างจริงอยู่ที่ความคิดว่าทำไม่ได้จะทำให้เราไม่ต้องทำสิ่งที่ผิดพลาดหรือรับบัตรแผลประกันไม่ยอมทำอะไรก็ทำให้เราไม่มีวันได้อะไรมาทั้งนั้น

เราจะรู้สึกผิดหวังกับตนเองที่ลงมือทำอะไรไม่ได้สุดท้ายแล้วก็จะทำได้เพียงใช้ชีวิตไปกับคืนวันที่ไร้ซึ่งความสนุกสนานเพื่อขับไล่ความคิดรบกวนที่ว่าทำไม่ได้ออกไปจากใจเราจำเป็นจะต้องมีความเชื่อที่มีกำลังแรงกล้าเสียยิ่งกว่าความคิดรบกวนเหล่านั้น

การมีความศรัทธาอาจฟังดูเป็นเรื่องยากแต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไรขนาดนั้นเลยถ้าคำพูดว่าถ้าทำภาพขึ้นมาจะยุ่งแล้วทำอย่างไรล่ะพูดขึ้นมาให้เราได้คิดให้เรากล่าวแก้ไปเสียทุกครั้งเลยว่าเราต้องทำได้แน่

คำว่าทำได้คือถ้อยคำที่แสดงออกถึงความเชื่อใจในกำลังของตนเอง หากเราใช้คำพูดดังกล่าวนี้ซ้ำไปซ้ำมาในไม่ช้าจะเต็มไปด้วยพลังงานบวกและจะแปลเปลี่ยนเป็นความศรัทธาอันแรงกล้าและถ้าในใจเรามีศรัทธาแล้วแล้วก็ความคิดรบกวนว่าถ้าไม่ได้ก็จะเล็กลงเองโดยธรรมชาติจนหายไปในที่สุด

เพาะเลี้ยงความศรัทธาลงในใจว่าเราทำได้

ใช้คำพูดว่ามีอะไรที่ฉันพอจะทำได้ไหมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

หญิงสาวคนหนึ่งทำงานเป็นอาจารย์ในโรงเรียนประถมในปัจจุบันตอนสมัยประถมเธอเคยทะเลาะกับเพื่อนแล้วต้องอืดอัดใจเพราะไม่อาจกล่าวคำว่าขอโทษนะออกไปได้

แต่ตอนนั้นอาจารย์ประจำชั้นที่เห็นเธอนั่งหอยอยู่ในห้องเรียนมาทักเธอว่า “เป็นอะไรหรือเปล่าถ้ามีอะไรไม่สบายใจก็บอกครูให้ช่วยได้นะ”

ตอนนั้นเองทำให้เธอได้ปรึกษากับอาจารย์แล้วรู้สึกสบายใจขึ้นมาจนพอที่จะไปขอคืนดีกับเพื่อนได้เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เธออยากเป็นอาจารย์เพราะคิดว่าอยากเป็นกำลังใจให้กับนักเรียนที่ได้เหมือนครูทุกคนนั้น การทำตนเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อทำตัวให้เป็นที่รักของผู้อื่นก็ว่าได้

เราอยากได้หลักการปฏิบัติอย่างนี้อย่างนั้นสำหรับคนที่เอาแต่คิดเรื่องของตนเองแบบนี้แล้วน่าเสียดายที่ต้องบอกว่าคงไม่เป็นที่รักของผู้คนรอบข้างเท่าไหร่

ในทางกลับกันคนที่ใส่ใจคนรอบข้างและพยายามทำตนให้เป็นประโยชน์จะกลายเป็นที่รักของทุกคน สำหรับคนที่หนูยุ่งยุ่งให้กล่าวว่ามีอะไรให้ช่วยมั้ยคะสำหรับคนที่ดูเป็นทุกข์ให้กล่าวว่ามีอะไรที่ผมพอจะทำให้ได้ไหมครับ

และนั่นคือถ้อยคำที่ใช้ในการสื่อความใจดีแก่ผู้อื่นว่าฉันใส่ใจเรื่องของคุณรอยากเป็นประโยชน์กับคุณนะ แม้ว่าในตอนนั้นเราจะไม่ทำอะไรให้เป็นประโยชน์แก่คนคนนั้นได้จริงๆแต่อีกฝ่ายก็จะยินดีเพราะรู้สึกว่าเค้าอุตส่าห์ใส่ใจเรื่องของฉันด้วย

คำพูดและการกระทำของเราจะกลับมาสู่ตนเองในที่สุดจงอย่ารอจนถึงเวลาที่เราสามารถทำสิ่งดีดีให้ผู้อื่นและคนอื่นได้เพราะสำหรับคนที่ตั้งใจจะเป็นฝ่ายทำเรื่องดีดีให้กับผู้อื่นสิ่งที่ดีดีเข้ามาในชีวิตอย่างแน่นอน

สื่อความใจดีที่อยากเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นออกไปด้วยคำพูด

เปลี่ยนโหมดด้วยคำพูดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่สักหน่อย

Image result for so so

เวลาที่เราทำอะไรผิดพลาดคงผิดหวังหรือในบางกรณีก็จะเกิดอาการท้อแท้เกินความจำเป็น

ตอนนี้เราจะเจ็บใจกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนานสักแค่ไหนก็มีแต่จะทำให้เราอึดอัดและไม่ทำอะไรให้ดีขึ้นซักอย่างสิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือเราควรจะสำนึกในจุดที่ควรสำนึกและเปลี่ยนหมดความรู้สึกเสียดีกว่า

“และสิ่งที่เราจะนำมาใช้ได้ก็คือคำพูดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่สักหน่อยนั่นเอง”

เวลาที่เราทำผิดพลาดไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงไหนแต่ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะเข้าตำหนิตัวเองอยู่เรื่อยไปราวกับว่าเป็นบาปหนักหนาเสียบเต็มประดา แต่การสร้างบาดแผลให้ตนเองนั้นตารางแต่ยิ่งทำให้อ่อนเปรี้ยหมดเรี่ยวแรง เสียเปล่า ผลก็คือจะทำให้เรากลัวการกระทำผิดเพราะนึกว่าพ่อทำความผิดมหันต์ไปแล้วคนที่เราสร้างความเดือดร้อนให้จะต้องโกรธมากแน่แน่เลยจนอาจทำให้สูญเสียกระทั่งความคิดอยากแก้ไขความผิดพลาดดังกล่าวเสียด้วยซ้ำ

เพราะเป็นแบบนั้นแล้วปัญหามีแต่จะเลวร้ายทำให้ความสัมพันธ์กับคนที่เสาสร้างความเดือดร้อนให้ยิ่งแย่ลงกว่าเดิมก่อนที่จะกลายเป็นเช่นนั้นเราก็ควรจะเปลี่ยนความรู้สึกว่า นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยเพราะฉะนั้นรีบจัดการให้เรียบร้อยดีกว่า

การคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรอาจจะถูกมองว่าเป็นการหนีความรับผิดชอบได้แต่จริงๆแล้วไม่ใช่แบบนั้นเลย

การที่เราไอ้ปากเลยคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่จะทำให้เราสบายใจยิ่งขึ้น แต่พอเรา สบายใจมากขึ้นเราจะไม่กว่ากันไปหาอีกฝ่ายเพื่อพูดว่าขอโทษนะที่ทำให้เราสามารถเคลื่อนไหวเชิงบวกเพื่อแก้ไขปัญหาได้อีกด้วย

ใช้ถ้อยคำที่ทำให้สบายใจเพื่อขจัดความกลัว

ใช้คำพูดว่ามีตั้งขนาดนี้แทนคำพูดว่ามีแค่นี้เอง

Related image

นักศึกษามหาวิทยาลัยหญิงคนหนึ่งกำลังเรียนเอกเปลี่ยนโนอยู่ที่มหาวิทยาลัยดนตรีอยู่มาวันหนึ่งเธอต้องขึ้นไปเล่นเปลี่ยนโนในงานแสดงของมหาวิทยาลัย

หนึ่งเดือนก่อนถึงงานแสดงหญิงสาวเกิดความกังวลและระบายให้อาจารย์ที่ปรึกษาของต้นฟังว่า “ไม่มั่นใจในการแสดงของตัวเองเลยค่ะก่อนถึงวันแสดงจริงเหลือเวลาอีกแค่เดือนเดียวเอง”

ตอนนั้นเองอาจารย์คนนั้นได้ให้คำแนะนำเธอมาดังนี้ “ไม่เป็นไรนะยังเหลือเวลาอีกตั้งหนึ่งเดือนแหนะถ้ามีเวลาขนาดนี้เธอจะต้องเก่งกว่าเดิมได้แน่นอนเพราะฉะนั้นขอให้ฝึกไปเรื่อยเรื่อยอย่ากังวลเลย”

พอได้ยินคำว่าอีกตั้งเดือนหนึ่งทำให้เธอบอกให้ขึ้นมาแล้วจากนั้นตลอดหนึ่งเดือนเธอได้พยายามฝึกซ้อมเท่าที่จะทำได้และนั่นก็ทำให้เธอสามารถแสดงเดี๋ยวเปลี่ยนโนในงานแสดงดนตรีสำเร็จได้อย่างงดงาม

ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีตรงหน้าหรือเวลาที่ได้รับหากเราเปลี่ยนวิธีการคิดเสียหน่อยเราจะสามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นเรื่องบวกได้ทั้งนั้น

ตัวอย่างเช่นในกระเป๋าเงินมีเงินอยู่สาม 100 บาทแต่คิดว่ามีแค่ 300 บาทจะทำให้เรารู้สึกหดหู่และลังเลที่จะใช้เงินพอใช้ไปปุ๊ปอาจจะรู้สึกผิดขึ้นมาว่าทั้งที่มีเงินแค่ 300 บาทแท้แต่กลับใช้ไปอย่างสิ้นเปลือง

อีกด้านหนึ่งหากเราคิดว่ามีอยู่ตั้ง 300 บาทเพียงแค่นี้ก็ทำให้จิตใจเราแจ่มใสขึ้นได้แล้วและพอเรารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาว่าจะใช้เงิน 300 บาทหนังสืออะไรดีหลังจากเราได้ใช้เงินไปแล้วก็จะทำให้เรารู้สึกมีความสุขได้ว่าใช้เงิน 300 บาทซื้อของได้คุ้มดีจังเลย

เพียงแค่เปลี่ยนคำพูดจากมีแค่นี้เป็นถ้อยคำเชิงบวกอย่างมีตังเท่านี้น่ะจะทำให้เราปรับเปลี่ยนโหมดในใจและปัดเป่าความกังวลได้ชะงัดเลยทีเดียว

แม้เป็นของเหมือนกันหากเปลี่ยนวิธีมองก็แปลเปลี่ยนเป็นบวกได้

ใช้คำพูดว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีเพื่อผลักดันตนเอง

Related image

บางครั้งพวกเขาอาจจะทำผิดพลาดไปได้อย่างเหนือความคาดหมาย

ตัวอย่างเช่นเวลาเดินไปตามถนนอาจจะสะดุดล้มลงทำสิ่งสำคัญหล่นหายลืมของแล้วคงจะไม่มีใครที่ไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้หรอกใช่ไหม

และหลังจากประสพการณ์ดังกล่าวแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยแต่ก็ทำให้เรารู้สึกหมองเศร้าและตำหนิตนเองได้ เธอไม่ให้เราดูต้องรู้สึกไม่ดีแบบนั้นเราก็ควรจะนำพลังของคำพูดมาใช้เป็นประโยชน์ ในเวลาแบบนี้แทนที่จะพูดคำว่าทำพลาดไปเสียแล้วเราควรใช้คำว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีแทนจะดีกว่า

“ถึงจะล้มก็เถอะแต่เราก็ได้บทเรียนแล้วนี่นาว่าถ้าเดินใจลอยมันจานตรายต่อไปจะระมัดระวังมาก”
“เพราะไม่ยอมเก็บของให้เรียบร้อยของก็เลยหายจากนี้ไปเราจะมาเก็บกวาดของให้เป็นระเบียบกันเถอะ”
“จากนี้ไปก่อนออกจากบ้านเราจะมาเตรียมของที่ต้องเอาไปให้เรียบร้อยดีกว่าจะได้ไม่ลืมของอีก”

เพราะขนาดที่เราใช้คำว่าผิดพลาดกับสิ่งที่ผิดพลาดเราจะไม่สามารถเรียนรู้อะไรจากเรื่องนั้นได้เลยแต่ในทางตรงกันข้ามหากคิดว่าผิดพลาดคือประสบการณ์ที่ดีเราจะสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาดได้

และหากเราได้ก้าวออกจากความผิดพลาดด้วยตนเองแล้วซักเก้าหนึ่งเท่ากับว่าเราได้เติบโตในฐานะคนคนหนึ่งแล้วจะคิดเจ็บแขนกับประสบการณ์ไม่ดีในการทำผิดพลาดไปตลอดเลยจะแปลเปลี่ยนเป็นบทเรียนเพื่อนำมาใช้เป็นประโยชน์ต่อไปทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับวิธีคิดและวิธีการใช้คำพูดนั่นเอง

คิดว่าความผิดพลาดคือประสบการณ์ที่ดีและใช้ให้เป็นบทเรียน

ใช้คำพูดว่าน่าสนุกกันเถอะเพื่อปลุกความกระตือรือร้น

หญิงสาวที่ทำงานในบริษัทเครื่องกีฬาแห่งหนึ่งไม่ถนัดการเล่นกีฬาเอาเสียเลยแต่ด้วยความที่คนไม่พอทำให้เธอต้องลงแข่งขันบาสเกตบอลของบริษัท

ตอนที่ผลออกมาว่าต้องลงแข่งเธอรู้สึกหดหู่ว่าถ้าทำท่าในการแข่งขันจะต้องโดนโกรธแน่นอนแต่ได้ความที่ปฎิเสธไม่ได้ลงท้ายเลยปล่อยเลยตามเลยไปจนถึงวันแข่งขันแต่ก่อนลงแข่งขันเธอกลับเปลี่ยนความคิด

“ถ้าอย่างไรก็ต้องลงแข่งจะมามัวแต่พิรี้พิไรก็ไม่สนุกกสิถ้าอย่างนั้นก็พยายามสนุกเท่าที่จะทำได้ดีกว่า”

แล้วพ่อเธอคิดแบบนั้นได้เธอจึงลงแข่งด้วยอารมณ์แจ่มใสแน่นอนว่าวันนั้นเธอเองก็จะใช่จะทำได้ดีเหมือนพวกคนที่เก่งกีฬาแต่ก็สามารถสนุกสนานขณะที่พยายามเล่นอย่างเต็มที่ไหนแล้วทำให้วันนั้นเธอสามารถอยู่ในสนามได้ด้วยอารมณ์สดใสตั้งแต่ต้นยันจบและสนุกได้อย่างที่ตนเองก็ไม่คาดคิด

หลังจากจบการแข่งขันเธอก็ยังได้รับคำชม จากกัปตันทีมว่าเล่นได้ดีมากเลยนะอีกด้วย

เพียงแค่ในใจนึกว่าสนุกกันเถอะเพียงเท่านี้ก็ทำให้เธอใช้ชีวิตวันนั้นทั้งวันได้อย่างมีความสุขแล้ว

จะใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกหดหู่หรือสนุกสนานทั้งหมดนั้นจริงๆแล้วขึ้นอยู่กับวิธีคิดนั่นเองเวลาที่ต้องพบเจอกับเรื่องอะไรที่ไม่อยากทำขอให้ลองนึกถึงว่ามาสนุกกันเถอะเพียงแค่นั้นเองก็ทำให้เราเปลี่ยนใจมารู้สึกสนุกกับเรื่องที่ไม่สบอารมณ์ขึ้นมาได้แน่

แม้เป็นเรื่องที่ไม่อยากทำหัดตั้งใจว่าจะสนุกกับมันก็จะสนุกขึ้นได้

ใช้คำพูดว่าชั่งมันเถอะเพื่อบอกตัวเองว่าโอเค

Image result for ใช้คำพูดว่าชั่งมันเถอะเพื่อบอกตัวเองว่าโอเค

นี่เป็นเรื่องราวของผู้หญิงสาวที่ทำงานในบริษัทชั้นนำ

ครั้งหนึ่งหญิงสาวได้รวบรวมความกล้าไปสารภาพรักกับคนที่ชอบแต่กลับโดนปฏิเสธหลังจากที่อกหักหรือเธอผิดหวังหนักเธอเสียความมั่นใจเพราะคนที่ชอบไม่ยอมเลี้ยวแลรู้สึกเหมือนตนเองช่างไร้ค่าแต่แล้วเธอก็กลับลูกยืนหยัดขึ้นใหม่ได้เพราะคำพูดคำเดียวจากเพื่อนสนิทของเธอตอนที่เราเรื่องที่อกหักให้เพื่อนสนิทฟัง เพื่อนของเธอเพียงแค่บอกมาประโยคเดียวว่า

“อกหักนิเจ็บปวดเนอะแต่ก็น่าชั่งมันเถอะ”

พอได้ยินคำให้กำลังใจกับเพื่อนว่าชั่งมันเถอะทำให้เธอสงบใจลงได้นั่นสินะถึงจะอกหักแต่ฉันก็เป็นแบบฉัน ในตอนนั้นเวลาที่นึกถึงคนที่ปฏิเสธความรักของเธอเธอจะใช้กำลังใจตนเองถึงจะทุกข์แต่ก็ชั่งมันเถอะและทำเธอค่อยๆค่อยๆฟื้นตัวจากความเจ็บปวดที่อกหักได้ทีละน้อยตอนที่เราได้รับความบัตรแผลลึกจากอะไรบางอย่างเช่นการอกหักคนเรามักจะสูญเสียความมั่นใจและบางครั้งจะกลับกลายเป็นคนที่กดดันตนเองว่าฉันมันไม่มีค่า

แต่เวลาที่เรายิ่งซ้ำเติมตัวเองเป็นแบบนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่เรายิ่งสมควรกล่าวคำว่าโอเคให้กับตนเองโดยรายงานไขและช่วยเหลือตนเองขึ้นมา

คำพูดว่าชั่งมันเถอะคือถ้อยคำง่ายง่ายที่สามารถใช้ได้เวลาต้องการยอมรับตนเองและมีประสิทธิภาพสูงเวลาที่นึกถึงเกลียดตนเองขึ้นมาเวลาที่อยากตำหนิตนเองให้เราพูดออกมาว่าเฮ้อชั่งมันเถอะ

ทายคำดังกล่าวนั้นจะทำให้เรารู้สึกโล่งใจและนำความสุขสงบกลับมาได้อย่างแน่นอน

ยอมรับตนเองโดยไม่มีเงื่อนไขด้วยใช้คำว่าเฮ้อชั่งมันเถอะ