คาถาที่จะทำให้ทั้งสองใกล้ชิดกันก็คือชื่อ

Image result for talking

ถ้าคนที่รู้จักกันได้ไม่ทันไรหรือคนที่เราคิดว่าไม่ได้สนิทสนมกันเท่าไหร่กลับเรียกเราด้วยชื่อหรือนามสกุลว่าคุณได้โดยที่ไม่ผิดเลยแล้วก็เราจะรู้สึกอย่างไร

คงรู้สึกยินดีว่าจำชื่อฉันได้เหรอเนี่ยอุตส่าห์จำฉันได้ด้วยและสังหรณ์ว่าจะสามารถสนิทสนมกับบุคคลนั้นได้ใช่ไหม

การเรียกชื่อวิธีง่ายง่ายแต่ได้ผลในการทำให้คนเราใกล้ชิดกันขนาดที่เราเอาแต่เรียกกันว่าเออเธอคุณน่ะจะไม่สามารถทำให้คนเราสนิทสนมกันได้อย่างแท้จริง

ในทางกลับกันหากเราเรียกชื่ออีกฝ่ายได้เราจะสามารถยอมรับถึงตัวตนของอีกฝ่ายได้ว่าแตกต่างไปจากคนอื่นและการกระทำแบบนั้นจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกประทับใจและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันยิ่งขึ้น

เพราะฉะนั้นสมมุติว่ามีเพศตรงข้ามที่เรารู้สึกสนใจและรู้สึกว่ายังไม่สนิทสนมกันดีนักขอให้ตั้งใจที่จะเพิ่มชั่วขณะของการเรียกชื่อของอีกฝ่ายแน่นในการสนทนาเล็กๆในน้อยกับเขาหรือเธอก็ให้เรียกชื่อเสมอเช่น

“คุณเป็นคนที่ไหนเหรอคะ”
“ช่วยบอกงานอดิเรกของคุณหน่อยสิครับ”

การเรียกชื่อเพื่อแสดงถึงการยอมรับเป็นการส่วนตัวเช่นนี้จะทำให้อีกฝ่ายดีใจและอยากให้ความสำคัญกับคนที่อุตส่าห์เรียกชื่อตน

คนที่หันมาเรียกชื่อของแต่ละฝ่ายจะได้ยิ่งเกิดความรู้สึกสนิทสนมต่อกันและกันมากขึ้นและการเรียกชื่อกันไปมาจะยิ่งทำให้สนิทสนมพอรู้ตัวอีกทีก็จะหันมาเรียกชื่อเล่นกันแล้วกุญแจของการเลือกอนาคตอันแสนวิเศษที่วันนั้นเค้ามาหาก็คือชื่อนี้เอง

แม่เป็นบทสนทนาเล็กๆในน้อยก็ให้ลองเรียกชื่ออีกฝ่ายดู

คำพูดแบบไหนที่ดึงดูดคนดีดีเข้ามา

Image result for positive talk

เพื่อเปิดรับการพบรักกับคนดีดีก่อนอื่นต้องตัดคำพูดที่แสดงถึงการมองโลกในแง่ร้ายทิ้งเสียก่อน

แล้วจากนั้นควรทำอย่างไรต่อคำตอบคือเราต้องเติมเต็มภายในใจเราด้วยถ้อยคำที่เชื่อในการพบรัก

ตัวอย่างเช่นลืมตาตื่นขึ้นตอนเช้าให้บอกกับตนเองว่าจะได้พบเนื้อคู่วันนี้น่าจะได้เจอกับคนที่แสนวิเศษ

เพียงแค่ผมทำถ้อยคำเช่นนี้ก็ทำให้เราใจเต้นแรงขึ้นมาได้แล้วและอาจลุกขึ้นมาแต่งตัวให้ดูดีหรือใช้เวลาอย่างพิถีพิถันกับการดูแลตนเองเพื่อเตรียมพร้อมกับการพบรัก หากทำเช่นนั้นแล้วก็เรียกได้ว่าเราเตรียมพร้อมที่จะเปิดรับความรักแล้วแหละ

เพราะเราเติมเต็มหัวใจแล้วรู้สึกตื่นเต้นไปกับคำหรือความคิดที่ว่าจะได้พบเนื้อคู่จะทำให้เรารู้สึกร่าเริงแจ่มใสขึ้นมา

คนที่ปล่อยพลังงานแห่งความสุขแบบนั้นออกไปจะเป็นที่ชอบของเพศตรงข้ามจนดึงดูดโอกาสในการมีความรักเข้ามาหาเอง

ส่วนคนที่รู้สึกว่าเนื้อคู่อะไรนั้นคงไม่มีหรอกวันนี้คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสรุปคือเป็นคนที่ยอมแพ้เรื่องการพบเจอเนื้อคู่ไปแล้วตั้งแต่แรก

เพราะตนเองเป็นฝ่ายยอมแพ้เพราะไม่มีความรู้สึกอยากเปิดรับความรักอาจจะไม่ได้พบรักก็เป็นเรื่องธรรมดาถ้าอยากได้พบรักกับคนดีดีสิ่งที่สำคัญก็คือเราต้องเตรียมตัวให้พร้อมด้วยใช้คำว่าเราต้องได้พบรักแน่เสียก่อน

แท้จริงแล้วการมีความหวังว่าวันนี้อาจจะได้เจอเนื้อคู่ก็ได้ก็สนุกกว่าการรู้สึกหดหู่ว่าเนื้อคู่อะไรไม่มีหรอกตั้งเยอะแล้วคนที่สามารถก้าวไปเบื้องหน้าได้โดยมีถ้อยคำแห่งความสุขแบบนั้นน้อยใจโชคชะตาจะต้องเข้าข้างอย่างแน่นอน

ทำหัวใจให้เต้นระส่ำโดยการนึกว่าวันนี้อาจจะได้พบรักก็ได้

การพบรักเริ่มจากถ้อยคำที่อยู่ในใจ

อยากมีความรักแต่ไม่ได้พบพานกับเพศตรงข้ามที่แสนวิเศษเลยผมคิดว่าคงมีคนกลุ้มใจกับเรื่องแบบนี้ใช่ไหม

แต่ในหลายกรณีคนส่วนใหญ่คิดแบบนี้จริงๆเรากลับเป็นฝ่ายหลีกเลี่ยงการพบรักเองต่างหาก ตอนที่ไม่ได้มีความรักคนเรามักกลายเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายด้วยเอาแต่กล่าวถ้อยคำซึ่งเป็นข้ออ้างที่ทำให้ตนเองไม่มีความรักเช่นเพราะฉันไม่น่ารักนิเพราะขี้อายเพราะโชคไม่ดีเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมา

เพราะทำแบบนั้นคำพูดที่ว่าเพราะฉันไม่น่ารักเลยไม่ได้พบรักกับใครเลยจะถูกส่งไปหาจิตใต้สำนึกที่อยู่ในใจเมื่อเป็นแบบนั้นโอกาสที่จะได้พบกับใครคนหนึ่งที่ดีดีอย่ามาไม่ถึงแน่เพราะฉะนั้นคนที่คิดว่าตนเองไม่มีดวงได้พบรักเอาเสียเลยก่อนอื่นเรามาทบทวนถ้อยคำที่อยู่ในใจตนเองก่อนดีไหม

หากคุณรู้สึกว่าตัวเองคิดว่าเพราะฉันเลยไม่ได้พบรักขอให้ลองรวบรวมความกล้าตัดถ้อยคำเหล่านั้นออกไปให้เด็ดขาด เมื่อทำดังนั้นจึงจะสามารถหยุดกระแสพลังงานแห่งการมองโลกในแง่รายได้เพื่อดึงดูดโอกาสแห่งการมีความรักเข้ามาหาตัวเก้าแรกเราต้องเริ่มจากการเป็นถ้อยคำที่อยู่ในใจของตนเองเสียก่อนเพราะไม่มีหรอกที่ปัญหาทางด้านลักษณะภายนอกหรือนิสัยจะทำให้เราไม่สามารถมีความรักได้

ในโลกนี้มีคนตั้งมากมายที่ถึงแม้ไม่ใช่คนสวยหรือไม่ได้เป็นคนที่ร่าเริงมีชีวิตชีวาแต่ยังมีคนรักและสามารถแต่งงานได้อย่างมีความสุข ก่อนอื่นเพื่อให้เรามีโชคในเรื่องความรักต้องเลิกคิดในแง่ลบอย่าง เพราะ… เลยไม่เจอคนดีดีให้ได้

ถ้าเลิกค่ำครวญว่าไม่เจอคนดีดีแล้วจะได้พบพานกับเนื้อคู่

ใช้คำพูดคำจาที่ไม่เป็นการตำหนิอีกฝ่าย

Related image

ในที่ทำงานบางครั้งจะมีกรณีที่เราต้องพูดจากเข้มงวดหรือพูดอะไรระคายหูใครสักคนบ้าง

การโกรธหรือตักเตือนผู้อื่นเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นในเวลาที่ต้องพูดอย่างเข้มงวดจึงจำเป็นต้องระมัดระวังการใช้คำพูดมากกว่าตอนพูดเรื่องดีดี

ตัวอย่างเช่นในที่ทำงานรุ่นน้องจัดทำเอกสารที่จำเป็นไม่เสร็จเสียที

ในเวลาแบบนั้นหากเราไปทวงว่าเอกสารที่ว่ายังไม่เสร็จอีกหรอรออยู่นะหรือเอกสารนั้นน่ะรีบเอามาให้ได้แล้ว… ในรูปแบบการพูดเชิงออกคำสั่งแบบนี้อีกฝ่ายคงเกิดความรู้สึกไม่พอใจแน่อาจคิดได้ว่าเพราะเป็นเรื่องสำคัญเรายิ่งต้องพูดจาให้เข้มงวดเข้าไว้

แต่ในกรณีส่วนใหญ่ถ้าคนเราถูกรุกรานหรือคำพูดดุดันจะทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านอีกฝ่ายไปเสียเท่านั้นและหากปล่อยไว้อาจเสี่ยงที่จะทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองระหองระแหงได้

ในเวลาที่ต้องพูดจากเข้มงวด เราควรดัดแปลงวิธีพูดเพื่อไม่ให้ทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่ายผมขอแนะนำตัวอย่างวิธีพูดดังต่อไปนี้ คิดว่าตอนนี้คุณกำลังยุ่งแต่ถ้าเกิดค่อยค่อยทยอยส่งเอกสารนั้นได้คงช่วยผมได้มากเลย

แทนที่เราจะตำหนิอีกฝ่ายแบบไม่ลืมหูลืมตาเราควรซื้อออกไปว่าเราเข้าใจ ในสภาพกาลของอีกฝ่ายและพูดออกมา หากทำเช่นนี้แล้วคู่สนทนาจะรู้สึกว่าอุตส่าห์เข้าใจสถานการณ์ของเราด้วยและยอมรับสิ่งที่เราพูดได้อย่างเชื่อฟังโดยไม่เสียความรู้สึก

ตอนที่กล่าวตักเตือนต้องทำความเข้าใจสภาพการณ์ของอีกฝ่าย

ใส่ความจริงใจลงไปในคำขอโทษ

Related image

ต่อให้เป็นคนที่ทำงานด้วยความจริงใจสักเพียงไหนก็ต้องเคยทำผิดพลาดจนสร้างความเดือดร้อนให้ใครซักคนกันทั้งนั้น

ในเวลาแบบนั้นความประทับใจของคนรอบข้างที่มีต่อคนที่สามารถกล่าวคำขอโทษออกมาจากใจได้กับคนที่ไม่สามารถทำได้จ้าแต่ต่างกันลิบเลยทีเดียว

ตอนที่ทำผิดพลาดจะมีกรณีที่จริงๆแล้วอาจจะไม่ใช่ความผิดพลาดของเราเพียงคนเดียวหรืออาจมีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้อื่นลำบากโดยไม่ได้เจตนาในสถานการณ์แบบนั้นอาจทำให้เรารู้สึกไม่สมเหตุสมผลเลยที่ต้องมานั่งขอโทษ

อย่างไรก็ตามหากเราไม่ยอมขอโทษอีกฝ่ายที่เราสร้างความเดือดร้อนให้เสียทีหรือไปขอโทษด้วยท่าทีที่ปั้นปึ่งหรือแห้งแล้งไร้อัธยาศัยหรือเอาแต่อ้างว่าขอโทษค่ะแต่ทั้งนี้เองก็มีเหตุผลเราจะเป็นอย่างไรหรือ

สำหรับฝ่ายที่เดือดร้อนเพราะเราท่าทีแบบนั้นคงไม่ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาแน่คงยิ่งกว่านิดว่าไม่เห็นมีท่าทีสำนึกผิดเลยคิดว่าขอโทษแล้วหรือนั่นแล้วรังแต่จะทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจในตัวอีกฝ่ายเสียมากกว่า

เพื่อไม่ให้สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งเร็วร้ายตอนที่เรารู้ว่าเราทำเรื่องที่ไม่ดีลงไปคงดีกว่าที่เราจะขอโทษจากใจจิงออกไปอย่างเรียบง่าย

“ ขอโทษจริงๆที่ทำให้เดือดร้อนนะครับ”
“คราวนี้ทำผิดไปแล้วค่ะต้องขอโทษด้วยจริงๆ”

ให้กล่าวคำขอโทษที่แสงว่าเรารู้สึกสำนึกผิดจากใจและเสียความรู้สึกน้ำลงไปด้วยแล้วจะกลับกลายเป็นการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีต่อเราด้วยซ้ำว่าเป็นคนที่มีความจริงใจนะ

แล้วจะเป็นการพลิกสถานการณ์ที่ทำผิดจนเร็วร้ายให้กลับมาเป็นดีได้นั่นเอง

ใช้การขอโทษจากใจเพื่อพลิกสถานการณ์ให้ดีขึ้น

ใช้ถ้อยคำที่แสดงออกถึงความกระตือรือร้นเพื่อตอบกลับเรื่องที่ถูกไหว้วาน

เวลาทำงานจะมีบางครั้งที่ถูกเจ้านายไหว้วานให้ทำงานยาก

ในเวลาแบบนั้นคนส่วนมากมักจะลังเลหรือบางกรณีก็จะปฏิเสธออกไปทันทีว่าฉันทำไม่ได้ค่ะผมไม่มั่นใจว่าจะทำได้แต่คำพูดปฏิเสธแบบนี้คือถ้อยคำในเชิงลบ

หากเราใช้คำพูดในเชิงปฏิเสธออกไปทันทีเจ้าหน้าที่สั่งให้ทำงานคงรู้สึกไม่ดีทำให้เกิดพลังงานลบระหว่างกันขึ้นแล้วจากนั้นก็จะจบลงด้วยความรู้สึกไม่เคลียกันทั้งสองฝ่าย
ในเวลาแบบนี้คำพูด ฉันปฏิเสธอย่างทำไม่ได้จริงๆเราควรสมควรเก็บไว้ปิดท้ายจะดีกว่า

เวลาที่ถูกไหว้วานให้ทำอะไรแม้จะรู้สึกว่า ไม่อยากเลย ก่อนอื่นขอให้เก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ในใจแล้วลองคิดดูว่านั่นคือสิ่งที่จริงๆแล้วเราทำได้หรือไม่ได้คนที่ยอมแพ้ไปตั้งแต่แรกทำไม่ได้โดยไม่คิดให้ดีรังแต่จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกลบกับความรู้สึกเสียเปล่า

และคนที่ พูดซ้ำๆว่าทำไม่ได้จะทำให้คนรอบข้างรู้สึกว่าคนนั้นมักจะปฏิเสธทันทีเลยนะทำให้ไม่มีใครอยากเข้าใกล้เลยเพื่อไม่ให้เป็นแบบนั้นตอนที่ถูกไหว้วานให้ทำงานต้องตอบรับในเชิงกระตือรือร้นด้วยคำพูดอย่างจะลองทำเท่าที่จะทำได้จะดีกว่า

ถ้าไม่มั่นใจจริงๆเราก็จะขอร้องเอาไว้ล่วงหน้าเลยก็ได้รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจถ้าลำบากขึ้นมาก็รบกวนช่วยด้วยนะครับแบบนี้เป็นต้นคนเราจะรู้สึกชอบพอ คนที่ไม่เกี่ยงงานเวลาถูกว้วานให้ทำงานและพยายามตอบรับเท่าที่จะทำได้เราจะมีความตั้งใจที่จะมีทัศนคติในเชิงบวกกับใช้วิธีคำพูดแบบนี้แล้วทำให้เจ้านายไว้ใจในตัวเรามากขึ้นด้วย

เวลาที่ถูกไหว้วานอะไรให้ตอบรับอย่างมั่นใจว่าจะลองทำดู

คนที่ใส่ใจกับคำพูดที่ดูไม่น่ามีความสำคัญจะเป็นที่รัก

ยิ่งเป็นคนที่ทำงานอย่างจริงจังหลายคนจะเป็นคนที่เคร่งเครียดและมีความเคร่งขรึมอยู่เสมอ

เพราะอย่างนั้นการใช้คำพูดในที่ทำงานถึงเป็นสิ่งสำคัญต่อให้เป็นการปฏิสัมพันธ์ที่เหมือนไม่สลักสำคัญแต่ถ้าใส่ใจเล็กๆน้อยๆก็จะทำให้บรรยากาศของที่ทำงานดีขึ้นได้

ตัวอย่างเช่นเวลาถูกใครสักคนไหว้วานให้ทำงานสมมุติว่าอีกฝ่ายเปิดเรื่องมาด้วยคำพูดว่าอยากขอให้ช่วยงานนี้หน่อยในกรณีที่ทางเราไม่อาจหลีกเวลาให้ได้จริงๆอาจจะทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาว่าตอนนี้มือไม่ว่างเลยใช้แทอะไรการเป็นงานเรื่องอะไรขนาดนั้นเหรอ

แต่หากเป็นกรณีที่มีคนมาพูดกับเราด้วยคำพูดอย่างขออภัยที่มารบกวนเวลายูนะครับพอจะมีเวลาซักครู่ไหมพอดีมีเรื่องอยากให้ช่วย ด้วยคำพูดที่แสดงถึงความใส่ใจของอีกฝ่ายจะทำให้จิตใจของคนเราอ่อนลงและเกิดความรู้สึกอยากฟังคำขอของอีกฝ่ายขึ้นมาว่าถ้านิดหน่อยแล้วก็การพูดกับคนอื่นหรือการขอร้องให้ทำงานเป็นสิ่งปกติในสถานที่ทำงาน

เพราะอย่างนั้นบางคนจึงใช้คำพูดที่ฟังดูเพื่อนฮ้วนไปโดยไม่รู้ตัวแต่ยิ่งเป็นการปฏิสัมพันธ์ที่เหมือนไม่มีความสำคัญนี้ล่ะความใส่ใจถึงยิ่งสำคัญ

เพราะที่ทำงานเป็นสถานที่ที่มีความตึงเครียดอยู่แล้วด้วยเหตุนี้เองการใส่ใจในคำพูดของใครบางคนในที่ทำงานสามารถช่วยผู้คนที่กำลังทำงานอยู่รู้สึกผ่อนคลายหรือทำให้บรรยากาศในที่ทำงานดีขึ้นดายเวลาพูดกับใครในที่ทำงานเพียงแค่มีถ้อยคำแซ็กก่อนเข้าเรื่องว่าขอเวลาสักนิดได้ไหมเท่านี้ก็จะทำให้ความประทับใจที่มีต่อตัวคุณดีขึ้นมากทีเดียว

แม้ในการปฏิสัมพันธ์เล็กๆในน้อย ในการทำงานก็ต้องใส่ใจคำพูด

ถ้าใช้คำพูดสุภาพจะทำให้คนอื่นชอบและดูน่าเชื่อถือ

Image result for พูดคุยสุภาพ

ปราชญ์จีนนามจวงจื่อกล่าวไว้ว่า อ่อนน้อมทอมตนต่อภายนอกจะสนิทสนมกับผู้คน

นั่นคือคำสอนที่แปลว่าผู้ที่แสดงออกภายนอกนุ่มนวลและมีมารยาทงดงามจะสามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นได้ในสถานการณ์เชิงธุรกิจการใช้ถ้อยคำที่แสดงถึงมารยาทอันดีถือเป็นสิ่งสำคัญมาก

คนที่ใช้ภาษาญี่ปุ่นสวยสวยหรือภาษายกย่องได้เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ความน่าเชื่อถือในหน้าที่การงานเพิ่มขึ้นได้แล้ว

เพียงแต่ภาษายกย่องเองก็มีวิธีใช้ของมันไม่ได้หมายความว่าเอาคำพูดมาแปลงให้สุภาพเฉยเฉยแล้วจะดี หรือบางทีอาจมีกรณีที่ตั้งใจว่าต้องใช้คำพูดสุภาพหรือกังวลว่าถ้าใช้ภาษายกย่องผิดจะทำอย่างไรล่ะมากเกินไปทำให้ตื่นเต้นจนเสียงสั่นไปเลยก็มี

ที่สำคัญคือตามความหมายของคำว่ายกย่องหมายถึงการพูดโดยมีความรู้สึกเคารพยกย่องอยู่ด้วยนั่นเอง

ถ้าเราเข้าหาบรรดาคนที่ทำงานด้วยกันด้วยความเคารพเราจะรู้สึกว่าไม่อยากใช้คำพูดที่เสียมารยาทกับอีกฝ่ายและหากเราเข้าหาโดยมีความรู้สึกเคารพก็จะส่งผลให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกดีกับเราเพราะคิดว่าเขายกย่องฉันด้วยนะ

ด้วยเหตุนี้เองคนที่สามารถใช้พูดยกย่องผู้อื่นได้เพียงแค่นี้ก็จะเป็นที่รักของผู้อื่นได้แล้วคนเราไม่สามารถทำตัวเย็นชากับคนที่ยกย่องตัวเองได้แต่จะนึกว่าเขายกย่องฉันเพราะฉะนั้นฉันเองก็ต้องยกย่องเขาด้วยและรู้สึกเคารพอีกฝ่ายขึ้นมา

ซึ่งความสัมพันธ์กับคนแบบนี้ย่อมดีขึ้นและสามารถทำงานด้วยกันได้เป็นอย่างดีแน่นอน

มีความรู้สึกยกย่องผู้อื่นและเข้าหาด้วยคำที่สุภาพ

เพียงแค่กล่าวคำทักทายก็สามารถสนิทสนมกับผู้คนได้

Image result for กล่าวทักทาย

สาวออฟฟิศคนหนึ่งอายุ 20 กว่าที่เคยมีประสบการณ์ทำงานมาก่อนได้รับการใจงานมาทำงานในบริษัทไอทีแห่งหนึ่ง

แต่ด้วยความที่เธอเป็นคนเรียบร้อยทำให้ในตอนแรกไม่รู้จะเข้าไปคุยกับเพื่อนร่วมงานที่บริษัทอย่างไรดีเลยไม่สามารถเข้ากันได้ดีนัก

อย่างไรก็ดีอยู่มาวันหนึ่งขณะที่เธอรับประทานอาหารเที่ยงเสร็จและกลับมาที่บริษัทนั้นเองได้มีเพื่อนร่วมงานหญิงคนหนึ่งเรากับเธอด้วยรอยยิ้มว่ากลับมาแล้วเหรอทำให้เธอรู้สึกดีใจขึ้นมา

หญิงสาวจึงได้ยึดถือพนักงานบริษัทหญิงคนนั้นเป็นแบบอย่างเวลามีโอกาสเธอจะพยายามออกเสียงพูดคุยในที่ทำงานเสมอ

เวลามาบริษัทตอนเช้าก็จะกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงสดใสว่า “อรุณสวัสด์ค่ะ”หรือเวลาที่ใครออกไปข้างนอกมาก็จะบอกว่า “ไปดีมาดีนะคะ” เวลาที่กลับเข้ามาจะทักว่า “กลับมาแล้วเหรอคะ” และเวลาที่ตนเองจะกลับบ้านก็จะทักทายว่า “ขอบคุณนะคะขอตัวกลับก่อนนะ” หรือก็คือออกเสียงพูดคุยในบริษัทอย่างกระตือรือร้นนั่นเองและนั่นทำให้เธอสามารถสนทนากับเพื่อนร่วมงานในบริษัทได้อย่างเป็นธรรมชาติโอกาสยิ้มให้กันก็เพิ่มขึ้นทำให้เธอเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ล่ะสนุกสนานกับการทำงานที่บริษัทนี้ สัมพันธภาพกับผู้คนในที่ทำงานซึ่งต้องทำงานด้วยกันทุกวันเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับคนส่วนมากถ้าการสื่อสารในที่ทำงานเป็นไปได้อย่างราบรื่นกันไปบริษัทก็จะสนุกหรือในทางกลับกันหากการสื่อสารไม่ราบรื่นทุกวันก็จะกลายเป็นความขมขื่นได้

อันที่จริงการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้คนในที่ทำงานจริงๆเราก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยสิ่งจำเป็นก็คือเรื่องสุดจะพื้นฐานของพื้นฐานอย่างการกล่าวคำทักทายออกไปนั่นเองถ้าอยากสร้างความสัมพันธ์อันดีในที่ทำงานเก่ารักที่สำคัญก็คือการส่งเสียงออกไปโดยไม่ลังเลนั่นเองถ้ามีโอกาสให้ส่งเสียง อย่างกระตือรือร้นในที่ทำงาน

ถ้าคุณเปลี่ยนอีกฝ่ายก็เปลี่ยน

Image result for reaction

คุณเคโกะนักศึกษามหาวิทยาลัยอยากสนิทสนมกับคุณฟุมิที่ทานสั่งใจดีและสังกัดชมรมเดียวกันแต่คุณฟุมิเป็นคนเรียบร้อยไม่นิยมชวนคนที่ไม่สนิทคุยก่อนทำให้หาโอกาสพูดคุยกับเธอแทบไม่ได้เลย

ดังนั้นคุณเคโกะจึงนึกว่า “ อย่างน้อยขอแค่ทักทายก็แล้วกัน” เราทุกครั้งที่เจอคุณฟุมิเธอจะเป็นฝ่ายกล่าวเสมอว่า “อรุณสวัสดิ์สวัสดี”

ในตอนแรกดูเหมือนว่าคุณฟุมิดูสัดส่วนที่ถูกชวนคุยแต่พอคุณเคโกะเค้าหาและทักทายเธออยู่สักพักอยู่มาวันหนึ่งคุณฟุมิก็กลับเป็นฝ่ายทักทายขึ้นมาก่อนว่าสวัสดี จากนั้นทั้งสองคนก็เริ่มสนิทกันเพราะเวลาผ่านไปหนึ่งปีก็กลายเป็นคุยกันได้สบายสบายและกลายเป็นเพื่อนสนิทกันได้ในที่สุดมีคำกล่าวว่าผู้อื่นคือกระจกของตนเองสัมพันธภาพระหว่างคนเราจะเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับว่าตัวคุณเองจะใช้คำพูดจาหรือมีท่าทีอย่างไรกับอีกฝ่าย

ถ้าเราให้ความสนิทสนมอีกฝ่ายก็จะเกิดความสนิทสนมกับเราด้วยแต่ในทางกลับกันถ้าเราแสดงท่าทีไม่ดีต่ออีกฝ่ายเขาหรือเธอก็คงรู้สึกไม่ดีและไม่ยอมเปิดใจให้เพราะฉะนั้นเวลาคุณรู้สึกกลุ้มใจว่าความสัมพันธ์กับใครสักคนเป็นไปได้ไม่สวยแทนที่จะเรียกร้องเอาจากอีกฝ่ายอยากให้ลองหันกลับมาดูคำพูดและท่าทีของตนเองดูก่อน

ต้องทักทายทุกวันอย่าให้ขาดเวลาพูดให้เลือกใช้ถ้อยคำเชิงบวกที่แฝงไว้ซึ่งความอ่อนโยนหากทำได้เช่นนี้อย่างต่อเนื่องความสัมพันธ์กับบุคคลนั้นนั้นจะดีขึ้นได้เองโดยธรรมชาติถ้าเราใช้คำพูดดีดีกับอีกฝ่ายสักวันหนึ่งคำพูดดีดีของอีกฝ่ายก็จะกลับมาหาเราด้วยเช่นกัน

ถ้าเปลี่ยนคำพูดและท่าทีของตนเองอีกฝ่ายก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย