จงเป็นยอดนักขาย

จงเป็นยอดนักขาย

จงเป็นยอดนักขาย

จงเป็นยอดนักขาย

หลังจากตื่นนอนผมก็ต้องไปที่ห้องนั่งเล่นและพบว่ามีลังกระดาษหลาย 10 ใบวางอยู่บนพื้นพอลองแอดดูว่ามีอะไรอยู่ข้างไหนผมก็เห็นหลอดไฟทั่วไปวางอย่างไรอยู่ในนั้นแล้วไม่น่าจะต่ำกว่า 1000 หลอดเพราะแค่หลังเดียวก็มีอยู่หลาย10 หลอดแล้วขณะกำลังคิดว่าหลอดไฟพรุ่งนี้มีไว้สำหรับอะไรคุณกลเลอร์ ก็เดินยิ้มแฉ่งเข้ามาในห้องนั่งเล่นพร้อมกล่าวทักทายว่าอรุณสวัสดิ์จะใช้หลอดไฟพรุ่งนี้ทำอะไรเหรอครับเค้าตอบว่านี่น่ะหรือไม่ได้เอาไว้ใช้หรอกเอาไปขายต่างหากแต่คนขายก็คือเธอแล้วต้องแต่วันนั้นเป็นต้นไปเธอต้องทำงานเป็นคนขาดหลอดไฟจากนั้นผมได้สงสัยว่าวันนี้จะสอนผมเรื่องงานขายใช่ไหมครับผมพูดพร้อมกับเอาสมุทรปราการเตรียมพร้อมจดฉันบอกว่าจะสอนเรื่องงานขายให้เธอแต่คิดดูแล้วลงมือขายจริงน่าจะเรียนรู้อะไรได้มากกว่าการนั่งคุยกันที่ระเบียงฉันอึ้งไปนิดนึงเพราะผิดความคาดหมายแต่ในที่สุดก็เรียกสติกลับมาได้ได้แต่ขอบคุณในความหวังดีแต่เราจะออกไปขายด้วยกันใช่ไหมครับผมชักกังวลขึ้นมาเลยถามกลับไป

พูดเป็นเล่นน่ะเธอต้องไปคนเดียวสิจะให้คนเดียวได้ยังไงกันล่ะผมไม่เคยขายของมาก่อนเลยอย่างแรกเลยผมจะต้องขายราคาเท่าไหร่ขายตามราคาที่เธอต้องการได้เลยแต่ต้นทุนหลอดละ 1 ดอลล่าร์นะแล้วฉันจะขอรับเงิน 1000 ดอลล่าร์จากเธอทีหลังเพราะมีหลอดไฟ 1000 หลอดพอดีฉันต้องการให้เธอขายหลอดไฟพรุ่งนี้ให้หมดภายในสามวันหรือวิธีการของตัวเองห้ามนำกลับมาที่บ้านหลังนี้จนกว่าจะขายหมดแหละถ้าเรื่องแค่นี้ทำไม่ได้เธอก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จหรอกเอาละเริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลย

ผมหรือแน่ใจว่า 1000 หลอดอีกแล้วเหรอเนี่ยขณะที่เดินราคาอันหนักอึ้งเข้าไปในเมืองผมก็ตั้งสติและพยายามคิดในแง่บวกว่าตอนรวบรวมลายเซ็นของคน 1000 คนเราอยากใช้เวลาแค่แป๊บเดียวเลยเตรียมกันแล้วครั้งนี้ยังมีของที่จับต้องได้ให้ขายเพราะงานสบายมากแค่ต้องการหลอดไฟ 10หลอดให้กับคน 100 คนให้ได้วันเดียวก็เสร็จแล้วผมคิดแบบนั้นว่าความเป็นจริงมันโหดร้ายก็ทำลายความฝันอันสวยหรูที่ผมวาดไว้จนไม่เหลือซากในเวลาแค่ไม่กี่นาที

มีศรัทธาในชีวิต

มีศรัทธาในชีวิต

มีศรัทธาในชีวิต

มีศรัทธาในชีวิต

ผมคิดแบบตกเย็นและเริ่มมืดลงเรื่อยเรื่อยผมก็ชักวิตกมากขึ้นผมทิ้งให้อยู่คนเดียว และไม่น่าจะเป็นไปได้หรือ ไม่สิ ถ้าดูจากเหตุการณ์ที่ผ่านมานี้คงจะเป็นบทเรียนอะไรซักอย่างอีกแน่แน่และเป็นการฝึกรับมือกับความกังวลหรือเปล่านะหรืออาจจะกำลังทดสอบไหวพริบในการเอาตัวรอดอยู่ก็ได้

ปัดโธ่โดนตาแก่นั่นเล่นงานอีกจนได้ผมยิ้มให้ตัวเองก่อนตัดสินใจลองสำรวจบนเกาะดูหลังจากเดินไปสักพักผมก็เจอเต็นท์หลังหนึ่งกลางอยู่แถมยังมีเสื้อเชิ้ตเด็กสี่ขับเคลื่อนรถอยู่หน้าเต็นด้วยบรรยากาศรอบข้างมืดลงเรื่อยเรื่อยและความกังวลความกลัวก็พูดขึ้นมาพร้อมกันจนขวัญเริ่มกระเจิดกระเจิงก่อนนี้อาจจะไม่ปลอดภัยอย่างที่คิดและไม่แน่ว่าเจ้าของเสื้ออาจจะโดนสัตว์ร้ายกินไปแล้วก็ได้

เพราะลองนึกย้อนกลับไปเมื่อหลายวันก่อนที่โต๊ะอาหารมือค่ำผมพูดกับคุณเกลเลอร์ ว่าหนังสือเล่มโปรดของผมก็คือเรื่องโรบินสันครูโซ่และนี่คงเป็นเหตุที่เรามาล่องเรือกันจะว่าไปแล้วคุณเกลเลอร์ บอกว่ามันมีเกาะที่คล้ายกับในเรื่องนี้อยู่ด้วยนะอยากลองไปทดสอบกันไหมล่ะ พอคิดดูดีดีเขาพูดแต่ว่าไปทดสอบไม่ใช่ไปเที่ยวนี่นาผมตัว See ด้วยความกลัวไม่ว่าจะมองยังไงนี่ก็เป็นสาการคับขันพอพระอาทิตย์ตกดินความรู้สึกแสนวิเศษเมื่อตอนกลางวันที่ทำให้ผมตะโกนก้องว่าฉันคือราชาบนเกาะนี้ก็หายว่าไปไม่เหลือความขับแขนใจและความโกรธเครื่องที่มีต่อเขาก็กลับพวยพุ่งขึ้นมาแทนที่ทั้งที่ตอนกลางวันผมยังรู้สึกขอบคุณอยู่เลย

ทำเป็นดีด้วยแต่กลับปล่อยให้มาเจอเรื่องแบบนี้เนี่ยนะถ้าเจอหน้าเมื่อไหร่จะต่อยให้คว่ำเลยเพราะคิดแบบนั้นความโกรธก็มีกับคุณเกลเลอร์ ก็พุ่งพาลไปหมดแต่โกรธอยู่ได้ไม่นานก็หมดแรงผมทรุดตัวลงนั่งโชคยังดีที่พ่อคนอยู่ในเป้เราเจอไม้ขีดไฟกับอาหารอีกนิดหน่อยผมควรกินอาหารพวกนิดทีละน้อยหรือเปล่านะผมตัดสินใจไปรวบรวมฟื้นมาก่อกองไฟก่อนที่จะมองเห็นเปลวไฟไปอย่างเงียบเงียบอารมณ์ต่างๆก็ประดังประเดเข้าเป็นไปได้ว่าความโกรธที่ผมไม่ได้สัมผัสมานานปลุกให้ผมคิดถึงเรื่องราวในครอบครัวสมัยเด็กแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พ่อเมาแล้วต่อยผมจนต้องเข้ามาปกป้องโดยแม่แล้วในขณะที่พี่สาวกับน้องชายได้แต่นั่งร้องไห้ภาพเหตุการณ์ที่ในเวลาปกติของผมคงจะไม่นึกถึงทยอยผุดขึ้นมาทีละเรื่องสิ่งที่ผุดขึ้นมาตอนแรกก็คือความโกรธและตามด้วยความเศร้า
——-

3 กิจกรรมที่นิยมทำในวันเกิด

3 กิจกรรมที่นิยมทำในวันเกิด

3 กิจกรรมที่นิยมทำในวันเกิด

3 กิจกรรมที่นิยมทำในวันเกิด

วันเกิดตัวเองทำอะไรกันบ้าง?? หลายคนคงเคยเจอคำถามนี้เมื่อถึงวันครบรอบวันเกิดของตัวเอง ทุกๆปีเรามักจะเจอคำถามนี้กันอยู่เสมอ เอาละค่ะปัญหานี้จะหมดไปเมื่อเจอกับบทความนี้

ทำบุญวันเกิด
-หลายคนก็อาจจะทำกันตลอดอยู่แล้ว กับการทำบุญวันเกิด ความหมายของการทำบุญวันเกิดคือ
การให้ความสำคัญกับวันเกิด และ ทำความดีในวันนั้นเพื่อเป็นเหตุให้ได้รับผลดีหรืออานิสงส์ตอบแทน ดังมีพุทธภาษิตความว่า
“ผู้ให้อาหาร ชื่อว่า ให้กำลัง ผู้ให้ผ้า ชื่อว่า ให้ผิวพรรณ ผู้ให้ยาน ชื่อว่า ให้ความสุข ผู้ให้ประทีป ชื่อว่า ให้ดวงตา”
(พระไตรปิฏก เล่มที่ ๑๕ ข้อ ๑๓๘ หน้า ๔๔ ) และพระพุทธภาษิต ความว่า
“ผู้ให้สิ่งที่น่าพอใจ ย่อมได้สิ่งที่น่าพอใจ ผู้ให้สิ่งที่เลิศ ย่อมได้สิ่งที่เลิศ ผู้ให้สิ่งประเสริฐ ย่อมได้สิ่งที่ประเสริฐ ผู้ให้สิ่งที่ประเสริฐสุด ย่อมได้สิ่งที่ประเสริฐสุด “
(พระไตรปิฏก เล่มที่ ๒๒ ข้อ ๔๔ หน้า ๖๖)

การทำบุญวันเกิดนั้นมีหลายวิธีมาก ๆ ดังต่อไปนี้
1. ตักบาตรพระสงฆ์เท่าอายุหรือเกินอายุหรือกี่รูปก็ได้ตามสะดวก
2. ถวายสังฆทาน โดยเลือกของที่มีประโยชน์และใช้ได้จริง
3. ทำบุญ สวดมนต์ เลี้ยงพระ หรือมีพระธรรมเทศนาด้วยก็จะดีมากขึ้น
4. บำเพ็ญกุศลอุทิศแก่บรรพบุรุษ ที่เรียกว่า ทักษิณานุประทานก่อนแล้วจึงบำเพ็ญกุศลเนื่องในวันเกิด
5. ทำทานช่วยชีวิตสัตว์ต่าง ๆ เช่นปล่อยนก ปล่อยปลา ฯลฯ หรือส่งเงินไปบำรุงโรงพยาบาลหรือกิจกรรมด้านสังคมสงเคราะห์อื่นๆ
6. รักษาศีลหรือบำเพ็ญภาวนา
7. กราบขอรับพรจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือผู้ที่ตนเคารพนับถือ
8. บำเพ็ญคุณประโยชน์อื่นๆ โดยมุ่งเน้นที่การให้ มากกว่าการรับ

ทั้งนี้ในวันเกิดเราสามารถทำอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทำหลายอย่างก็ได้ตามสะดวกเลยค่ะ

เดินห้างซื้อของขวัญให้ตัวเองสักชิ้น

ถ้าจะหาวาระในการใช้เงินที่เราหามาได้ละก็ โอกาสนี้ถือว่าดีเลยค่ะ ในวันเกิดคือวันที่เราอยู่กับตัวเอง ได้นั่งคิดว่าทั้งปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเราบ้าง
และอยากให้ปีนี้เป็นอย่างไร การซื้อของขวัญให้ตัวเองเพื่อเป็นแรงบันดาลใจตลอดทั้งปี ก็คือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยนะคะ

ของขวัญที่สร้างแรงบันดาลใจ
1. กล้องถ่ายรูป เอาไว้เก็บความทรงจำถ่ายรูปไปเรื่อยๆจนกว่าจะดี
2. มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็คทรอนิคต่างๆ ที่จะทำให้ปีนี้เป็นปีที่ดี และสะดวกสบายมากขึ้น
3. แพ็คเกจทัวร์เที่ยวต่างประเทศ พักผ่อนร่างกาย และ หัวใจไปกับการเที่ยวก็ถือว่าดีเหมือนกันนะคะ
4. แบรนด์เนมสักใบ หาเงินมาได้ทั้งทีขอความสุขทางใจบ้าง อีกทั้งบางแบรนด์เราอาจจะทำกำไรกับกระเป๋าแบรนด์เนมได้นะคะ
5. อสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เพื่อเป็นสมบัติ สร้างแรงขับเคลื่อนชีวิตให้เราตั้งใจทำงานมากขึ้นค่ะ
6. วอชเชอร์สปา หรือ วอชเชอร์ร้านอาหาร เก็บไว้ใช้ทั้งปี เผื่อช่วงไหนเหนื่อยๆยังสามารถใช้ได้ในวันที่ต้องการพลังงานเพิ่มเติมค่ะ

จัดปาร์ตี้เก๋ ๆ 1 ปี 1 ครั้ง

ไหนเมื่อวันนี้เป็นวันเกิดทั้งที การจัดปาร์ตี้วันเกิดเก๋ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่หลาย ๆ คนอยากทำใช่ไหมละค่ะ วันเกิด 1 ปี มีแค่ 1 ครั้ง ก็คงอยากให้วันเกิดของคุณเป็นวันเกิดที่พิเศษที่สุดและน่าประทับใจที่สุด
การจัดปาร์ตี้วันเกิดมี2ทางเลือกให้เลือกค่ะ คือ จัดปาร์ตี้ที่บ้าน และ จัดปาร์ตี้ที่ร้านอาหาร โดยปาร์ตี้จะเก๋ได้นั้นต้องมีคอนเซ็ปต์ เพื่อจะได้จัดงานได้ถูกใจและจะได้ใส่ชุดสวยๆถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียกัน

ตัวอย่างคอนเซ็ปต์ในงานปาร์ตี้วันเกิด
1. จัดตามธีมสี ง่าย ๆ สดใส ๆ ถ่ายรูปมายังไงก็สวย
2. ธีมดิสนี่แลนด์ แต่งตัวสนุกๆตามตัวละครในดิสนี่แลนด์
3. ธีมอวกาศ แต่งตัวให้นาซ่าอายไปเลยค่ะ
4. สัตว์ป่าผู้น่ารัก แต่งตัวเป็นสัวต์ป่าต่างๆ ก็น่ารักไปอีกแบบนะคะ
5. ธีมชุดนอน หลังจากปาร์ตี้เสร็จก็นอนได้เลยค่ะไม่ต้องเปลี่ยนชุด

 

รู้ทันเวลาที่ตัวเองมี

รู้ทันเวลาที่ตัวเองมี

รู้ทันเวลาที่ตัวเองมี

รู้ทันเวลาที่ตัวเองมี

เมื่อทำตารางบริหารเวลาก่อนอื่นเราควรเข้าใจเวลาที่ตัวเองมีอยู่ให้ถูกต้องเสียก่อนตัวอย่างเช่นสมมุติว่าเดือนหน้ามีวันหยุดติดกันสามวันรวมวันหยุดชดเชยคุณต้องไม่คิดแค่ว่าได้หยุดเพิ่มแต่คิดว่าเวลาที่มีอยู่คือ 72 ชั่วโมงจากนั้นก็หาเวลานอนวันละ 8 ชั่วโมงออกไปจะมีเวลาจริงๆคือ 48 ชั่วโมงระหว่างการคิดว่ามีเวลา 48 ชั่วโมงแบบนี้กับการคิดลอยๆว่าวันนี้มีวันหยุดติดกันสามวันน่าจะทำให้เราบริหารเวลาต่างกันมากซึ่งจะให้ผลลัพธ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิงเวลาไปท่องเที่ยวหรือทำงานนอกสถานที่

ในตารางบริหารเวลาเราจะให้ความสำคัญกับเรื่องที่ต้องทำตอนนี้เท่านั้นเป็นอันดับแรกอย่างตัวผมถ้าไปฮาวายก็มีเรื่องที่ทำได้ที่ฮาวายเท่านั้นอยู่เยอะเลยทีเดียวฉันอยากเล่นกระดานตรคืนอยากไปร้านอาหารร้านนั้นร้านนี้หรืออยากจะเจอคนนั้นคนนี้ให้เขียนสิ่งเรานี้ลงในตารางบริหารเวลาไว้ล่วงหน้าแล้วหักลบออกจากเวลาที่ตัวเองมีอยู่แค่นี้คุณก็จะไม่เหลือเวลาทำตัวเฉยแฉะแล้วจะจัดการเรื่องที่ทำได้เฉพาะเวลานี้เท่านั้นได้เป็นอย่างดีและนี่ก็คือการ พลิกแพลงเล็กๆในน้อยที่ช่วยคุณไม่ใช้เวลาที่มีจำกัดไปอย่างสูญเปล่านั่นเอง

หาวันที่ขี้เกียจสุดสุดไปเลย

หาวันที่ขี้เกียจสุดสุดไปเลย

หาวันที่ขี้เกียจสุดสุดไปเลย

หาวันที่ขี้เกียจสุดสุดไปเลย

บางทีคุณอาจจะนึกไม่ถึงนะครับแต่มีคนขี้เกียจอยู่มากทีเดียวที่เราควรเรียกว่าผู้นิยมความสมบูรณ์แบบชนิดแสงมากกว่าคนประเภทนี้ แสวงหาความสมบูรณ์แบบมากเกินไปถึงคิดเยอะว่านี่นี่ก็ไม่ดีนี่ก็ไม่ใช่ถึงเริ่มต้นไม่ได้สักทีแล้วต่อให้อุตส่าห์เริ่มต้นได้แล้วก็กลับเบื่อกลางคันเสียอีกโดยเฉพาะคนประเภทที่ชอบกังวลสายตาคนอื่นจะคิดว่าต้องไม่ให้ใครว่าเอา ได้ รามาจะกลายเป็นพวกนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่สมบูรณ์ไปโดยปริยาย

แต่ผู้นิยมความสมบูรณ์แบบที่เป็นแบบนี้สักวันก็จะหมดไฟบางทีอาจจะล้มป่วยทั้งกาย และจ่ายไปเลยก็ได้ส่วนจะแนะนำว่าไม่ต้องใส่ใจสายตาคนอื่นก็คงยังอีกไกลอย่างน้อยก็ต้องพยายามแก้ไขความเป็นผู้นิยมความสมบูรณ์แบบที่ผิดเพี้ยนนี้เสียเพราะฉะนั้นผมขอแนะนำให้ กำหนดวันที่ขี้เกียจสุดสุดเอาไว้เป็นประจำครับ

มันก็คือขอให้คุณจงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะขี้เกียจโดนไม่อยู่ใกล้คอมพิวเตอร์ไม่ใช่อีเมลหรือเผาเรื่องงานและเรื่องเรียนไปให้หมดคุณจะออกไปข้างนอกหรือไปเที่ยวก็ได้แต่วัตถุประสงค์ต้องไม่ใช่เพื่อพบเจออะไรใหม่ใหม่ขอให้จดจ่อกับการทำตัวขี้เกียจเรื่อยเปื่อยเท่านั้น

มาสร้างวันที่ขี้เกียจให้สุดสุดไปเลยด้วยความรู้สึกที่ว่าการที่ขี้เกียจเป็นงานหนึ่งของเรา

ไม่ลงโทษตัวเอง

ไม่ลงโทษตัวเอง

ไม่ลงโทษตัวเอง

ไม่ลงโทษตัวเอง

ถึงตรงนี้ผมขออธิบายเกี่ยวกับแรงบีบบังคับเพิ่มเติมอีกหน่อยถ้าคิดกันทั่วๆไปตัวแรงบีบบังคับที่เห็นได้ชัดก็น่าจะเป็นการลงโทษครับตัวอย่างการลงทุนก็เช่นถ้าขายไม่ได้ตามเป้าหมายก็จะถูกตัดโบนัสหรือถ้าเด็กลืมทำการบ้านก็จะให้เขียนไปสำนึกผิดและก็เป็นความจริงได้ว่าที่เราสามารถพยายามรักษากฎก็เพราะมีบทลงโทษนี้เองทีนี้ถามว่าถ้าเรานำการลงโทษมาประยุกต์ใช้กับตัวเองเช่นถ้าไม่ไปฟิตเนสสามครั้งในหนึ่งสัปดาห์สัปดาห์ถัดไปห้ามดื่มเหล้าจะได้ผลหรือไม่ตอบเลยครับว่าไม่มีทางคนที่ขี้เกียจที่กระทั่งเรื่องฟิตเน็ทก็ยังรักษากฎไว้ไม่ได้ไม่มีทางลงโทษตัวเองตามที่ตั้งไว้หรอกการลงโทษจะกลายเป็นแรงบีบบังคับก็ต่อเมื่อเป็นการลงโทษที่ภายนอกตั้งให้เพราะเราลงโทษตัวเองด้วยกฎที่ตั้งขึ้นเองไม่ได้เพราะแบบนี้นี่เองในหนังสือเล่มนี้ผมจึงไม่แนะนำแรงบีบบังคับประเภทที่มาจากการลงโทษไว้ไงล่ะผมเองก็เคยสงสาร เกี่ยวกับการเล่นเกมลงโทษกับเพื่อนเพื่อนแต่ก็เพื่อหาความสนุกสนานจากการเล่นเกมมากกว่าจะมาผลประโยชน์จากการลงโทษ

นอกจากนี้แม้จะมองในแง่ของแรงจูงใจประเภทที่ว่าทำเพื่อไม่อยากถูกลงโทษผมก็ยังไม่ค่อยอยากแนะนำอยู่ดีการจูงใจแง่ลบแบบนี้จะทำไปก็ไม่สนุกครับนำซ้ำยังมีแต่เรื่องที่จะเครียดกว่าเดิมด้วยเหตุผลเดียวกันนี้การตั้งเป้าหมายให้ตัวเองก็คงจะไม่ดีเหมือนกันแหละในเมื่อปกติเรามีความมุ่งมั่นน้อยอยู่แล้วต่อให้ใช่ป่าวมากแล้วนะมากดดันตัวเองก็มีแต่จะเหนื่อยหรือเปล่า

หาเพื่อนที่ช่วยสร้างแรงจูงใจ

หาเพื่อนที่ช่วยสร้างแรงจูงใจ

หาเพื่อนที่ช่วยสร้างแรงจูงใจ

หาเพื่อนที่ช่วยสร้างแรงจูงใจ

อย่างที่ผมอธิบายไปแล้วในหัวข้อชวนเพื่อนนั่นแหละครับการมีเพื่อนทำให้เกิดแรงบีบบังคับจากภายนอกจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เราทำสิ่งต่างๆได้ต่อเนื่อง

แล้วในเมื่อหาเพื่อนทั้งทีก็ควรสร้างทีมร่วมกับเพื่อนที่ตื่นตัวจะดีกว่าวิธีนี้ก็ใช้ได้กับหลายสาขาอาชีพไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนหรือทีมกีฬาประเภทต่างๆ

นักฟุตบอลซึ่งไปเล่นอยู่ที่อิตาลีได้ให้สัมภาษณ์ไว้น่าสนใจว่าเค้าเล่นให้กับสโมสรเปรูจาซึ่งเป็นสโมสรระดับล่างเมื่อผลงานโดดเด่นเข้าตาจนย้ายสังกัดสโมสรดังอย่างโรมาแต่กลับไม่ค่อยได้โอกาสลงสนามจนมีเสียงวิจารณ์ว่าทำพลาดแล้วที่ย้ายสังกัดอย่างไรก็ตามก็มีการพัฒนาขึ้นจากสมัยที่อยู่เปรูจาหลายเท่าตัวโดยอธิบายเหตุผลไว้แบบนี้ครับ

เค้าได้ลงแข่งน้อยลงก็จริงแต่ก็ได้ลองซ้อมกับเพื่อนฝูงที่มี ทักษะสูงทุกวันต่อให้เทียบกันแค่เรื่องความเร็วในการผ่านบอลหรือเลี้ยงลูกที่มีก็สั่งฉันแล้วไม่ได้ฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงเค้าก็พัฒนาขึ้นอย่างแท้จริงแม้จะเทียบกับเจ้าของบริษัทแต่ผมก็สั่งกับทีมไตรกีฬาอยู่สองทีมก็คือที่ฮาวายกับญี่ปุ่นครับไม่ได้สอบให้ทีมระดับสูงสูงก็ทำเวลาได้ต่างจากเดิมมาก

นอกจากนี้ในหนังสือเรียนอย่างไรให้สมองตื่นตัวนะประสาทวิทยาศาสตร์ก็บอกว่าอีกว่าสมองคนเรามีเซลล์ประสาทที่เรียกว่าเซลล์กระจกเงาอยู่ซึ่งทำให้เราเกิดความรู้สึกจำพวกความรู้สึกร่วมหรือ แรงจูงใจเวลาฝึกมาแข่งก็เหมือนกันว่ากันว่าถ้าปล่อย ฝีเท้าเร็ววิ่งด้วยกันกับม้าฝีเท้าดีม้าฝีเท้าเร็วจะทำเวลาได้ดีขึ้น

ส่วนแรงจูงใจที่คนทำงานอย่างเราสัมผัสได้ใกล้ตัวที่สุดก็คือน่าจะเป็นวัฒนธรรมขององค์กรบริษัทไหนมีฝ่ายบริหารที่ตื่นตัวพลังงานก็จะได้รับพลังงานและสร้างบรรยากาศแบบเดียวกันออกมาด้วย

จงรักงานที่ทำแต่ไม่เปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นงาน

จงรักงานที่ทำแต่ไม่เปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นงาน

จงรักงานที่ทำแต่ไม่เปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นงาน

จงรักงานที่ทำแต่ไม่เปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นงาน

เวลาอ่านหนังสือสำหรับวัยรุ่นผมมักจะเจอคำพูดที่ว่ามาเปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นงานกันเถอะคำพูดนี้ก็ฟังดูดีและเป็นอุดมคติจริงๆนะครับแต่ผมไม่ค่อยอยากแนะนำเท่าไหร่

อันดับแรกคนที่คิดจะเปลี่ยนสิ่งที่รักที่เป็นงานจำนวนมากกว่าครึ่งต้องเจอหนทางที่แสนคับแคบถ้าคิดจะทะลุผ่านออกไปโลดแล่นในฐานะมืออาชีพเต็มคันก็ต้องมานะบากบันจนแทบหมดแรงต้องอาศัยโชคชะตาด้วยผมคิดว่าคนที่เปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นอยากได้จริงๆอาจจะมีอยู่แค่หนึ่งในหลาย 10,000 คนด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ต่อให้เป็นสิ่งที่เราเป็นงานได้ก็ยังมีปัญหาที่ใหญ่ยิ่งกว่ารออยู่ข้างหน้าอีกตัวอย่างเช่นอดิเรกของผมก็คือเล่นกระดานตรคืนหรือผมชอบมากถึงขั้นที่สุดสนุกกับมันได้ทุกวันตอนอยู่ฮาวายแต่ถ้าวันหนึ่งการเล่นกระดานโต้คลื่นกลายเป็นงานขึ้นมาผมจะต้องเบื่อแน่นอนผมกล้าพูดเลยว่าที่รักการเล่นกระดานโต้คลื่นก็เพราะมันอยู่ในขอบข่ายที่เป็นงานอดิเรกนั่นเอง

ต่อให้รักมากแค่ไหนถ้ากลายเป็นงานขึ้นมาเราก็สนุกกับมันจากใจจิงได้ยากการเสียสิ่งที่ใจรักที่เราอุตส่าห์ค้นพบอย่างการเล่นกระดานโต้คลื่นถึงความสูญเสียใหญ่หลวงสำหรับผมดังนั้นแทนที่จะพยายามเปลี่ยนสิ่งที่ชอบให้เป็นงานผมขอปล่อยมันไว้แบบนั้นจะมีความสุขมากกว่าหลายเท่าเลยครับ

สิ่งที่ง่ายกว่านั้นมากก็คือการรักงานที่ทำอยู่ครั้งหนึ่งผมเคยเขียนงานการวิ่งมาราธอนเข้าไซแต่เมื่อลองนำเรื่องสนุกสนุกมาผสมผสานกันตอนนี้ก็กลายเป็นว่าถ้าไม่ได้วิ่งก็จะรู้สึกแย่การทำใจให้รักงานที่ทำอยู่ก็เหมือนกันครับไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยอย่างน้อยก็คงง่ายกว่ากันเปลี่ยนเรื่องที่ชอบให้เป็นงาน

สร้างความรู้สึกว่าได้กำไร

สร้างความรู้สึกว่าได้กำไร

สร้างความรู้สึกว่าได้กำไร

สร้างความรู้สึกว่าได้กำไร

เวลาคนที่ขี้เกียจจะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ใหม่กำแพงขนาดใหญ่ที่คอยขวางกั้นก็คือปัญหาเรื่องเวลาครับ

ยกตัวอย่างเช่นคุณตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะอ่านหนังสือวันละ 1 ชั่วโมงคุณก็ต้องจัดเวลา 1 ชั่วโมงจากที่มีอยู่ 24 ชั่วโมงเพื่ออ่านหนังสือและแน่นอนว่าคุณต้องไปเบียดบังเวลาอื่นทำให้เกิดความรู้สึกมันขาดทุน การจะได้สิ่งใหม่มาเราจะต้องเสียอีกสิ่งหนึ่งไปเสมอครับ นี่เป็นกฎธรรมดาแต่คนขี้เกียจที่รู้จักคิดพลิกแพลงจะไม่ต้องเสียทั้งเรื่องบันเทิงและการพักผ่อน

อยากอ่านหนังสือ จะอ่านบนรถไฟระหว่างไปทำงานหรืออ่านตอนแช่น้ำอุ่นก็ยังได้เลยครับแค่แทรกลงไปในกิจวัตรที่ทำอยู่เดิมก็ไม่ต้องทิ้งอะไรเลย

คุณจะเลือกใช้เวลา 1 ชั่วโมงเพื่อเดินทางไปทำงานอย่างเดียวหรือถ้ากิจกรรมอย่างอื่นทำรวมด้วยล่ะพลาซ่าเวลาอ่านหนังสือ 1 ชั่วโมงไว้ตรงนี้ได้ก็เท่ากับว่าจะมีเวลาสำหรับความบันเทิงหรือการพักผ่อนเพิ่มเท่าๆกัน

ปกติผมเรียกวิธีนี้ว่าสองเด้งแต่ไม่ได้ทำเพื่อให้ใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือบริหารเวลาให้เหมาะสมนะครับขอให้คิดยังไงว่าเป็นการทำเพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าได้กำไรจะดีกว่า

มีหลายเรื่องเลยนะครับที่เราทำไปพร้อมพร้อมกันได้เช่นกินอาหารกลางวันไปพร้อมประชุมออกกำลังกายในฟิตเนสพลางฟังเทปสนทนาภาษาอังกฤษไปด้วยหรือสรุปเอกสารรายงานบนรถไฟชินคันเซ็น

คนขี้เกียจจำเป็นจะต้องมีเวลาพักผ่อนครับและจะรักษาเวลาพักผ่อนไม่ได้ก็ต้องมีกำไรจากการทำกิจกรรมสองอย่างในเวลาเดียวกันเงื่อนไขบังคับสำหรับการเป็นคนขี้เกียจก็คือต้องทำทุกอย่างให้ได้กำไรครับ

ฝากตัวไว้กับองค์กรที่มีแรงบีบบังคับ

ฝากตัวไว้กับองค์กรที่มีแรงบีบบังคับ

ฝากตัวไว้กับองค์กรที่มีแรงบีบบังคับ

ฝากตัวไว้กับองค์กรที่มีแรงบีบบังคับ

คนที่ขี้เกียจไม่ใช่พวกกระตือรือร้นอยากจะไปบริษัทหรือโรงเรียนเองอยู่แล้วถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากจะไปถ้าไม่ชอบยืนโอนเงินบนรถไฟฟ้าคนแน่นและจริงก็อยากจะนอนอยู่บ้านตลอดไปมากกว่าเลยใช่ไหมล่ะครับ

แต่ในเมื่อคนอื่นต่างก็ต้องไปบริษัทกันทั้งนั้นจะชอบหรือไม่ก็ยังไปทำงานตรงตามเวลาทุกวันขนาดที่ว่าบางคนไข้ขึ้นสูงก็ยังจะหอบสังขารไปบริษัทให้ได้ผมไม่มีทางเลียนแบบได้เลยราคาแบบนี้ทั้งที่แค่หยุดงานซักหนึ่งวันก็ไม่ได้ทำให้ถูกไล่ออกอยู่แล้วดังนั้นที่พวกเขายังพยายามไม่หยุดแม้แต่วันเดียวก็คงจะพอบริษัทมีแรงบีบบังคับรุนแรงถึงขั้นนั้นเลยทีเดียวดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนหรือการออกกำลังกายผมจึงขอแนะนำให้ใช้ประโยชน์จากองค์กรที่มีระเบียบบังคับหรือการสมาคมที่มีแรงบีบบังคับในลักษณะเดียวกันกับบริษัทตัวอย่างง่ายง่ายเช่นเวลาเรียนจะต้องไปโรงเรียนหยุดเรียนหรือบทเรียนได้ยากและมีการสอบเป็นระยะช่วยสร้างสถานการณ์บังคับให้ยิ่งต้องไปเรียนมากขึ้น

หรือยังคุณคิดว่าจะเข้าฟิตเนสแต่แค่สมาชิคในการสมัครไม่ทำให้คุณขยันหรอกครับแต่ถ้าโทรไปจองเทรนเนอร์ประจำตัวไว้ก็น่าจะทำให้อู้ยากขึ้นแน่แน่

นอกจากนี้ถ้าเราฝากตัวไว้กับสถาบันที่มีแรงบีบบังคับในทำนองเดียวกันกับบริษัทหรือโรงเรียนคุณก็จะเกิดจิตใต้สำนึกว่าเป็นเรื่องปกติที่จะต้องไปถ้าเป็นแบบนั้นเราก็จะทำจนเป็นกิจวัตรจึงไม่ถอดใจไปก่อนอย่ามัวตังค์นะพยายามเองคนเดียวนะครับมาหยิบยืมพลังจากองค์กรกันเถอะ