คลื่นลูกใหม่ทางธุรกิจ

คุณตัน ภาสกรนที

เกิดขึ้นมาได้อย่างไรร่ำรวยมาได้อย่างไรกับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชาเขียวโออิชิ ถามต่อไปว่าถ้าคำพูดคุณวิยุทธ์ เป็นจริง  เจ้าของผลิตภัณฑ์สาหร่ายเถ้าแก่น้อย  จะร่ำรวยขึ้นมาได้อย่างไร?

ทฤษฎีคิดบวก เป็นสิ่งที่ผู้เขียนปฏิเสธมาเนิ่นนานทันทีที่ได้ยินบางคนอาจจะมองมุมกลับกันว่าก็เพราะผู้เขียนเป็นคนคิดลบน่ะสิอันนี้เป็นสิทธิ์ของใครจะคิดแต่ผู้เป็นวิญญูชนเชื่อว่าเค้าไม่คิดอย่างนั้นเค้าอาจจะตั้งคำถามกลับว่าทำไมหมอแล้วนี่มันคิดแบบนี้แล้วค้นหาสำหรับผู้เขียนค้นหาแล้วจึงปฏิเสธ

การคิดบวก คิดดี  เป็นการสร้างมโนสำนึกอย่างหนึ่ง

แต่ไม่ถึงขั้นของพระพุทธศาสนาแบบมหายานในนิกายวัชรญาณของทิเบต ที่เรียกว่าจินตนาญาณ เพียงแค่ขายกันวิธีของวิธีสร้างมโนสำนึกอย่างพุทธศาสนาทิเบตเป็นการคิดเพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงแต่การคิดบวกคิดดีเป็นการคิดเห็นแก่ตัวเองคิดที่จะทำเพื่อตัวเองเพราะในทฤษฎีซีเคร็ต สอนไปในเชิงนั้น

ทำไมจึงกล่าวว่าการคิดบวก คิดดี เป็นการลวงโลก เป็นการคิดเห็นแก่ตัวเนื่องจากว่าใครสักคนที่คิดจะทำธุรกิจโดยที่เขาขาดซึ่งประสบการณ์ขาดซึ่งมุมมองความคิดที่แปลกขาดการทำตลาดที่ดีถามว่าเมื่อเค้าอ่านซีเคร็ต เป็นกำลังใจแล้วไปมุ่งคิดบวกๆ คิดดีๆ ว่าเค้าต้องทำได้สินค้าที่ขาย ต้องขายดี ทำต่อไปว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่หรือถ้าหากทำแล้วคิดแล้วไม่เป็นอย่างนั้นล่ะ  ทฤษฎีนี้จะมีคำตอบอะไรให้กับเขาต่อไป ทำไมเราไม่นำเสนอความจริงให้เขาได้รู้ว่าการจะประสบความสำเร็จทางธุรกิจนั้นจะต้องมีปัจจัยอะไรเป็นสิ่งสำคัญบ้างเป็นลำดับไป  กลับไปเอาเรื่องที่ไม่มีน้ำหนักพอที่จะเป็นจริงมาสร้างภาพ  ขยายผล  หว่านล้อมผู้คนให้หลงเชื่อเหมือนนักเขียนหนังสือบางคนพอเขียนแล้วก็บอกว่าหนังสือของตัวเองเล่มนี้ต้องขายดีแน่ๆ แต่พอออกมาจริงๆแล้ว ได้ขายแต่ขายไม่ได้  เรื่องในลักษณะนี้เชื่อว่าต้องปรากฏเป็นจำนวนมาก

เรื่องของทฤษฎีคิดบวกคิดดียังกล่าว กันอีกว่าการที่เราคิดบวกคิดดีพลังแห่งความคิดนั้นจะดึงดูดสิ่งที่ดีดีเข้ามาหาเพราะสมองของมนุษย์นั้นจะมีขึ้นไฟฟ้าอยู่บางบางชนิดหนึ่งสามารถดึงดูดในสรรพสิ่งเข้ามาได้ เวลาเราไปตรวจสมองยังต้องใช้เครื่องมือสมัยใหม่ของแพทย์ไปจับความถี่ขึ้นไฟฟ้าในสมองกล่าวคือพยายามโยงให้เห็นแล้วก็ให้มีน้ำหนักโดยนำเอาเรื่องการแพทย์มาอ้างอิงด้วย

บทในกาลามสูตร

เป็นหลักฐานได้ดี อาทิ อย่าเชื่อเพราะเป็นอาจารย์อย่าเชื่อเพราะทำตามตามกันมาเป็นต้น

พุทธศาสนาไม่เคยสอนให้เป็นผู้รอคอยเพื่อจะรับ…

แต่พระพุทธศาสนาสอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมาจากเหตุแห่งการกระทำเพราะเชื่อเรื่องของกรรมปัจจุบันขณะ

กฏแห่งการดึงดูด..

กฎแห่งการดึงดูดมีอยู่จริงๆ แต่เป็นไปในเรื่องของวัตถุต่อวัตถุ สสารต่อสสาร เมโลกุลต่อโมเลกุล อะตอมกับอะตอมแต่ไม่มีในเรื่องของนามธรรมดึงดูดให้กลายเป็นรูปธรรม

ทฤษฎีกฎแห่งการดึงดูดจริงหรือลวงโลก!!

เคยลองเปิดใจกล้องกว้างรับทฤษฎีซีเคร็ต แต่กลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่านี่ไม่ใช่แนวทางโดยเฉพาะเมื่อมีนักธุรกิจคนหนึ่งที่กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินเมื่อข่าวเศรษฐกิจล้มระเนระนาดในปีพ.ศ. 2543 คุณธวัตชัย เค้าท้อมากกับการใช้ชีวิตถึงขนาดที่จะคิดฆ่าตัวตายทุกคนที่อยู่รอบข้างได้แต่ปลอบเพื่อให้เขาขายความทุกข์เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มบอกว่าให้เค้าผิดแบบซีเคร็ต ซึ่งขณะนั้นเมืองไทยยังไม่มีใครรู้จักด้วยซ้ำไป ฟังแล้วเข้าใจแต่ทว่าเฉยๆ เพราะนี่คือบทบาทของการปลอบสิ่งที่มีชีวิตที่กำลังตกทุกข์เท่านั้นคำพูดหนึ่งคำของคุณวิยุทธ์เอ่ยขึ้นมาว่า

“ทำธุรกิจสมัยนี้เหนื่อยยากมากโอกาสด้วยมีน้อยเหลือเกินไม่เหมือนคนอายุ 50 ปีที่แล้วยังมีโอกาสมากกว่าคนสมัยนี้เยอะมาก”

ฟังรวมๆ เข้าท่าแต่พิจารณาด้วยปัญญาเราจะเห็นว่าไม่ใช่..ไม่จริง

เชื่อเหลือเกินว่าคนเมื่อยุค 50 ปีก็น่าจะพูดๆ บ่นๆ แบบนี้เหมือนกันเมื่อทำอะไรแล้วไม่ประสบความสำเร็จเพราะถ้าหากคำพูดของคุณวิยุทธ์ เป็นจริงถามว่าอัศวินคลื่นลูกใหม่อย่างคุณทักษิณ ชินวัตร จะรวยมาได้อย่างไร

มองแบบลึกๆ

 

 

 

 

หากสะบัดรูปแบบของภาษาบาลีออกพูดไม่เป็นภาษาร่วมสมัยในแต่ละบทแห่งธรรมคำสอนจะเห็นได้ว่าล้วนอยู่ในกรอบเดียวกันกับสิ่งที่คนตะวันตกกำลังตื่นเต้นและบอกว่าเป็น ซีเคร็ตหรือ ความลับ ประมาณนั้น

ผมบอกคนที่ชื่นชอบ ซีเคร็ต ทั้งหลายเสมอว่า….

โลกนี้ไม่มีความลับอะไรให้หลงเหลือแล้วเพราะพระพุทธเจ้าได้ทรงหงายของที่คว่ำออกไปหมดแล้ว

เมื่อเขาได้ยินได้ฟังต่างก็เข้าใจดียิ่งขึ้นแล้วก็วางหนังสือเหล่านั้นไว้ที่ชั้นหนังสือประจำบ้านจนฝุ่นเกาะต่อไป

ขอ เชื่อ รับ ผสานกับความเข้าใจในเรื่องของ ทฤษฎีกฎแห่งการดึงดูด นี่คือ ซีเคร็ต

จากการตั้งข้อสังเกตรู้สึกว่าคล้ายกับมีความพยายามสร้างระบบของลัทธิใดลัทธิหนึ่งขึ้นมาใหม่อาจจะเชื่อว่า ลัทธิซีเคร็ต ก็เป็นได้แต่เชื่อว่าคนพุทธจำนวนมากปฏิเสธในเรื่องซีเคร็ต ทั้งหลายไม่ว่าจะชื่อสุดท็อปหรือสุดอะไรก็ตามที่ผมถ่ายด้วยคำว่า ซีเคร็ต รวนเป็นเพียงทฤษฎีลวงโลกชนิดหนึ่งแค่นั้น!

เพราะหากใช้ปัญญาญาณพิจารณากันอย่างเต็มที่แล้วทุกอย่างเพียงแค่คล้ายๆ พุทธ แต่ไม่ใช่พุทธศาสนาแน่นอนและที่สำคัญไม่เหมาะกับคนตะวันออกที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาในใจ

พุทธศาสนา ไม่เคยสอนให้ร้องขอ…
พุทธศาสนา ไม่เคยสอนให้เชื่อ…
พุทธศาสนา ไม่เคยสอนให้เป็นผู้รอคอยเพื่อจะรับ…
พุทธศาสนา ไม่เคยสอนให้ร้องขอ…

ไม่ว่าจะเป็นการบนบานศาลกล่าวการอ้อนวอนร้องขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์

พุทธศาสนา ไม่เคยสอนให้เชื่อ…

ธรรมะจัดสรร

ด้วยประการฉะนี้แล…
ลัทธิซีเคร็ต

คือ ลัทธิที่ลวงโลกที่ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา

ด้วยความสงสัยในเรื่องของทฤษฎีซีเคร็ต จึงค้นคว้าหาตำรับตำรามากมายทางแปลนหรือยังไม่แปลกมาเปิดอ่านเพื่อศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมให้แก่รอหยักของสมองขี้เลื่อยสิ่งที่ได้จากการอ่านคือ การเฟ้นและเน้นหากำลังใจแก่ตนเองราวกับวิธีการหลอกประโลมใจ เพื่อให้มีพละกำลังต่อสู้ขึ้นมา

เรื่องของพลังงานที่ไลค์รูปเป็นสิ่งเนี่ยตำราที่ทางแบรนด์เราไม่แปลได้พยายามบีความชี้แจงให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและน่าจะมีความน่าจะเป็นไปได้ในหลายหลายสัดส่วนของความเป็นจริงจึงอาศัยกฏแห่งการดึงดูดนั้น มาร่วมให้เป็นความหมายของซีเคร็ต แม้เป็นเพียงหนึ่งในกฏหลายข้อก็ตาม

เรื่องของพลังงานหลักหลายรูปแบบเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนชื่นชอบไม่ว่าจะเป็นพลังงานทางด้านการ์ดพลังงานทางด้านน้ำมันพลังงานทางด้านธรรมชาติที่แปรรูปหรือความชอบและศึกษานี้จึงทำให้ผู้เขียนมีโอกาสได้รับเชิญให้ไปเป็นผู้ชำนาญการในคณะกรรมาธิการการพลังงานสภาผู้แทนราษฎร ลืมบอกไปอย่างนึงว่าแม้แต่พลังงานไสยศาสตร์และศาสตร์แห่งเทวะวิทยาก็นิยมศึกษาเหมือนกัน

ซีเคร็ตเป็นคำที่ทับศัพท์ มีความหมาย คือ ความลับ

ความลับที่มีการกล่าวถึงบ่อยที่สุดคือความรักที่นำพาไปสู่จุดหมายคือความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นการสำเร็จทั้งด้านการงานหรือทางฐานะความร่ำรวยรวมไปถึงเรื่องของความรักและสุขภาพด้วยจึงไม่แปลกหนังสือที่เกี่ยวกับจิตวิทยาในเชิงของ ซีเคร็ต จึงได้รับความนิยมอย่างสูงแต่หากลองนำบทต่างๆของหนังสือแต่ละเล่มมาประมวลแล้วจะพบแต่ละสิ่งที่ปรากฏอยู่นั้นล้วนแต่เป็นแนวคิดของทางตะวันตกเกือบทั้งสิ้นโดยอาศัยประสบการณ์เล็กๆน้อยๆ ผสานกับหลักของจิตวิทยาในชั้นสูง

แต่หากเปิดใจแล้วทำใจให้เป็นกลางแล้วจะพบว่าบทความต่างๆเรานั้นมานำมาเทียบกับพุทธศาสนา ของทางเอเชียแล้วสิ่งเหล่านั้นอาจเปรียบได้เป็นเพียงแค่เรื่องของจริย ผนวกกับปรัชญาเท่านั้นเอง

ศีลไม่ได้ก็เอาธรรม

แค่นี้ทำให้โพล่งขึ้นในใจสว่างไสวทันที… ธรรมหรือธรรมะ และคุณธรรมคือไม่รังแกคนอื่นไม่เบียดเบียนคนอื่นไม่รังแกสังคมไม่ทำตนเองให้เป็นทุกข์และไม่ทำให้คนอื่นเป็นทุกข์

ทุกวันนี้ผมเลยไม่ถือสินแต่ผมถือธรรม และแม้ว่าผมไม่ค่อยมีศีลแต่ผมก็ไม่ได้รังเกียจศีล เพียงแต่จริตของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป

คนมือถือสากปากถือศีล ก็มีเยอะไปดังนั้นสบายๆ อะไรที่ไม่ทำให้เราเป็นทุกข์เราไม่ไปทำให้คนอื่นเป็นทุกข์

นั่นแหละยิ่งกว่าศีล เพราะเราในแห่งความเป็นจริงธรรมะเกิดก่อนศีลเกิดก่อนเพราะศีลเป็นการบัญญัติในชั้นหลังๆ และมองให้ดีๆ แบบมหาเปรียญจะทำให้เข้าใจว่าศีลก็คือพระวินัยของพระสงฆ์ไปในทางเดียวกันรอยเดียวกัน

เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้ธรรม แล้วก็เผยแผ่เรื่องศีล พระธรรมวินัยก็คือศีลชนิดอย่างหยาบๆ ไม่ละเอียดมากนักเมื่อพระรูปใดทำผิดมาเล่าพระองค์ฟังก็ทรงนำเอาเรื่องนั้นเป็นที่ตั้ง แล้วบัญญัติเป็นศีลเป็นวินัยขึ้นมา แต่ธรรมะมีอยู่คู่โลกอยู่ก่อนแล้วแม้พระพุทธเจ้าไม่มาตรัสรู้ธรรมะก็ยังมีอยู่ ปรากฏอยู่ ดังนั้นธรรมะมีมาก่อนศีล

ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเพราะอำนาจธรรมทั้งนั้น ที่เป็นเหมือนผู้รับเหมาให้กับทุกสรรพสิ่งคล้ายกับผู้รับเหมาสร้างบ้านจัดสรร

ธรรมะจัดสรรให้

ธรรมะหรือธรรมชาติและคุณธรรม คือไม่รังแกคนอื่นไม่เบียดเบียนคนอื่นไม่รังแกสังคมไม่ทำตนเองให้เป็นทุกข์และไม่ทำให้คนอื่นเป็นทุกข์

ธรรมะธรรมชาติและธรรมดา

ทั้งสามสิ่งนี้ ไม่มีทางเกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ ทุกอย่างจะต้องมีการเกื้อกูลซึ่งกันและกันมาโดยตลอด ไม่เพียงแค่การเกื้อกูลในภพนี้ชาตินี้ อาจรวมไปถึงภพที่แล้วชาติที่แล้วตลอดทั้งรวมไปถึงภพหน้าชาติหน้าด้วย

เคยมีคนถามผมมากมายหลายคนในเรื่องของพุทธานุภาพของพระพุทธเจ้าว่าวันนี้ผ่านมาแล้วกว่า 2600 ปี ซึ่งผมตอบได้แบบฉับพลันว่าตราบใดที่พระพุทธเจ้ายังคงอยู่ ตราบนั้นพุทธานุภาพทางของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยังคงมีอยู่อย่างแน่นอน

คนไทยหลายคนที่มีโอกาสไปกราบตรงที่สำคัญๆ คือจุดที่ทำให้คนหนึ่งคนได้กลายเป็นพระศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผมหมายถึงพุทธคยาประเทศอินเดียที่นั่นมีต้นพระศรีมหาโพธิ์อยู่แม้เป็นต้นที่3 แต่ถือว่าเก่าแก่อายุเป็น 100 ปีขึ้นหากเชื่อเรื่องบุญกุศลแบบชาวพุทธทั้งหลายใครที่มีบุญวาสนาย่อมจะได้ไป

ที่กล่าวอย่างนี้เพราะว่าปัจจัยที่ทำให้ได้ไปแต่ละข้อนั้นล้วนเป็นข้อที่สำคัญทั้งสิ้น อาทิ ต้องมีศรัทธา ต้องมีเวลา ต้องมีทรัพย์ และต้องมีสุขภาพที่ดี จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ไม่สามารถไปถึงได้ อันตัวผมปรารถนาที่จะไปอินเดียมาเนิ่นนานหลายครั้งคราบุญมาถึงเมื่อ ปีพ.ศ. 2551 ท่าน พี่สุธรรม แสงประทุม ส่งให้ไปทำงานด้านพระศาสนาอยู่ยาวถึง 9 วันทีเดียว ได้ไปสนทนาสาระธรรมกับพระเถระผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างหลวงพ่อทองยอด ภูริปาโล พระผู้ไม่สนใจในลาภยศสรรเสริญและเงินตราของแท้

ชีวิตของท่านทางชีวิตเรียกว่าอยู่อินเดียมามากกว่าอยู่เมืองไทยเพราะอยู่ตั้งแต่ พ.ศ. 2503 กระทั่ง พ.ศ. 2554 ถึงได้กลับมารักษาตัวที่ประเทศไทยเรา จึงละสังขาร ผมไปอธิฐานขอให้ได้ทำงานเผยแพร่พระพุทธศาสนาอย่างยังยืนต่อหน้าพระแท่นวัชรอาสน์ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์อยู่ที่สุดก็ได้ทำตามปรารถนาทุกประการ

ทุกข์มันอยู่ที่ใจและความคิด


ความเป็นจริงเพียงแค่คุณเดินเข้าไปสู่สำนักวิปัสสนาย่อมถือได้ว่าคุณเป็นคนที่มีจิตใจประเสริฐแล้วเพียงแต่ยังไม่พบในสิ่งที่คุณโมงและปรารถนาอย่างแท้จริงนั่นเอง

ความผลออกจากกองทุกข์เป็นเป้าหมายอันสูงสุดของคำสอนในพระพุทธศาสนาชาวพุทธบางคนอาจมีความคิดว่าการพ้นออกจากกองทุกข์ทั้งปวงเป็นสิ่งที่ยากเหลือเกินอีกทั้งเป็นหน้าที่ของนักพจน์นักบวชมากกว่าที่ฆารวาสดึกคนธรรมดาจะสามารถปฏิบัติได้

การออกสู่ความพ้นทุกข์

ฆารวาสธรรม ก็สามารถทำได้จริงโดยที่ไม่ต้องเข้าไปอยู่ในวัดไม่ต้องไปบวชสามารถอยู่กับครอบครัวทำงานผ่อนรถผ่อนบ้านเลี้ยงลูกได้เพราะการพ้นออกจากความทุกข์ทั้งปวงนั้นไม่ใช่ผลเพราะอาศัยปัจจัยภายนอกด้วยการหลีกหนีวิเวกเสมอไป

ธรรมะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับโลกไม่ใช่ของหนีโลก

บางครั้งการออกไปปลีกวิเวกอาจจะไม่ได้อะไรกลับมาเท่ากับการใช้ชีวิตอยู่กับความเป็นจริงของโลกด้วยซ้ำเพราะความสงบ จากวิเวกไม่อาจทำให้เกิดปัญญาอันแท้จริงได้แต่หาเพราะมีปัญญาอย่างทองแท้แล้วต่างหากจึงนำความสงบมาให้

จากเกือบค่อนข้างชีวิตของผู้เขียนที่เดินป่าภาวนาทำอย่างแนวแน่แหละมั่นใจไปอยู่ในบรรยากาศที่เว็บสอบได้ความสงบบางแบบชั่วคราวแต่ฉันกลับมาอยู่บนโลกความเป็นจริงสิ่งที่เคยวัดสงบก็กลับเพิ่มขึ้นมาอีกครูบาอาจารย์บางท่านบอกว่าเป็นเพราะฝึกอารมณ์อินทรีไม่แก่กล้าพอ

แต่ส่วนตัวเห็นแตกต่างออกไปว่าน่าจะเป็นเพราะเราฝึกผิดหนทางสถานที่หรือไม่ เราหนีไปฝึกในป่าในเขา?

แต่เราลืมคิดไปว่าเราไม่ได้เกิดมาในป่าเหมือนช้างมันชื่ออะเราเป็นคนบ้านของคนไม่ใช่ป่ากันไปแสวงหาวิเวกนั้นมีจุดหมายไปเพื่อเพาะบ่มปัญญาให้เกิด นั่นคือความจริง แต่หากไปอยู่ด้วยแล้วยังไปยึดติดในความวิเวกยึดติดป่าอากาศสบายดี อากาศโปร่ง อันนั้นถือว่ายังไม่ใช่

การศึกษาทำเพื่อเข้าถึงความผลทุกข์โดยไม่ต้องไปอยู่ป่านั้นก็มีอยู่จริงหากคุณได้ศึกษาและเรียนรู้อย่างครบองค์ความรู้แล้วเชื่อได้ว่าคุณสามารถปลดปล่อยความทุกข์ติดปีก

สำเนาวิปัสสนามีมากมายบางแห่งเน้นไปทางด้านการปฏิบัติอย่างเข้มคนมาสำนักแนะนำและสอนการพิจารณาในสิ่งต่างๆให้เกิดปัญญา

ความเป็นจริง
เพียงแค่คุณเดินเข้าไปสู่สำนักวิปัสสนายอมอยู่แล้วว่าคุณเป็นคนที่ไม่คิดจะประเสริฐแล้วเพียงแต่ยังไม่ได้พบในสิ่งที่คุณโมงและปรารถนาอย่างแท้จริงนั่นเอง

การออกจากความทุกข์
ตามแนวทางของพระพุทธเจ้านั้นตามความเป็นจริงไม่ใช่หลักแห่งตรรกะแต่เป็นหลักสรระธรรมชาติต่างหาก

ดังนั้นการที่จะมอบพาหัวใจให้ผลทุกข์ได้จริงต้องเรียนรู้ความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ไม่ใช่เรียนรู้ตำราคัมภีร์ใบลาน

แต่หากพลังศรัทธานั้นเดินเข้าไปในมุมอับ

ซึ่งมิใช่เป็นความจริงของพระพุทธศาสนาแล้วอาจจะทำให้คุณต้องมาเสียใจในภายหลังและอาจสิ้นศรัทธาในพระพุทธศาสนาไปเสียก็ได้

หากพระสงฆ์ที่คุณเข้าไปศรัทธานั้นหาใช่ปฏิบัติตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าและความเป็นพระพุทธศาสนาพระที่ปลุกเสก ลงเลขอักขระ เป่าน้ำมนต์ พ่นน้ำหมาก ทำตะกรุดเครื่องรางทั้งหลาย เหล่านี้เป็นเพียงจารีตของพระพุทธแบบไทย แต่หาใช่พุทธตามแบบที่พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธประสงค์

ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ถอยศรัทธาในพระพุทธศาสนาเพราะว่าไปพบเจอกาฝากของพุทธศาสนาเข้าดังนั้นหากท่านปรารถนาเข้ามาศึกษาธรรมควรจะศึกษากับพระสงฆ์ที่เป็นพระแท้มีความคนงามในวัตรปฏิบัติมากกว่าการที่จะเข้าหาพระที่กระทำด้วยสีลัพพตปรามาส

ทำมาเป็นสิ่งที่หอบพาดวงจิตของเราท่านทั้งหลายกลับคืนสู่ภาวะแห่งธรรมชาติ คือความงามของจิตประภัสสร

ตลอดทางให้เราเข้าใจในตัวเองมากขึ้นเมื่อเราเข้าใจตัวเองและเห็นสภาพแห่งความจริงเท่าไหร่แล้วการที่เราได้รู้ได้เห็นอาการของผู้อื่นในลักษณะอื่นๆนั้นย่อมไม่แตกต่างถึงความเป็นธรรมดาสามัญแห่งสัตว์โลก

ไม่ลอง ไม่เห็นธรรม

ประสบการณ์การบวชในครั้งนี้ ช่วยขัดเกลาจิตใจของผมและเปลี่ยนแปลงชีวิตผมให้ดีขึ้นจริงๆ และทำดีอย่างมีสติ รอบคอบ

ธรรมะเป็นสิ่งที่สูงที่สุดก็ได้

เป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติก็ได้อีก และก็เป็นธรรมดาอีกเช่นกัน แต่สิ่งที่แปลกและแตกต่างสำหรับธรรมะ คือ หากใครไม่เคยได้ลอง หรือได้สัมผัสมาก่อน ย่อมจะไม่รู้ว่าอมตะธรรมนั้นมีจริง

ปีก่อนดิฉันได้รู้จักกับ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ

อดีตผู้พิพากษา และรองเลขานุการศาลฎิกาในช่วงที่ผมได้รู้จักนั้น ท่านดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ปัจจุบันท่านได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการ กสทช. ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คุณสุทธิพลเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อไม่ลองไม่เห็นธรรม ประสบการณ์จริงของ เลขาฯ กกต.

ฯพณฯ ชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี อดีตประธานศาลฎีกา

เมตตาเขียนคำนิยมให้ ซึ่งหนังสือเล่มนี้ ผมเป็นบรรณาธิการ เนื้อหาในเล่มถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆ และสิ่งที่ได้รับที่เรียกว่า ธรรมะ จากการที่ได้อุปสมบท เหตุผลหลักที่คุณสุทธิพล ออกบวชในคราวนั้น คือ ทดแทนคุณของบุพการี

ท่านเขียนในหนังสือเอาตอนหนึ่งว่า….. “การบวชครั้งนี้ เปลี่ยนแปลงชีวิตของผมดีขึ้นทั้งด้านวิธีคิด การดำรงชีวิต การทำงาน และการปฏิบัติต่อผู้อื่น” ทั้งยังก่ออานิสงส์ให้ผมได้รับสิ่งดีดี มากมาย ประสบการณ์บวชในครั้งนี้ช่วยขัดเกลาและเปลี่ยนแปลงชีวิตผมให้ดีขึ้นจริงๆ และทำดีอย่างมีสติ รอบคอบ อดทน ไม่ว่าจะทำงานอะไร อยู่ที่ไหน ตำแหน่งใดใดผมก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ จะช่วยเผยแพร่พุทธศาสนา รวมทั้งจะมั่งมั่นทำความดี และตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชาติบ้านเมือง

เมื่อคราวไปอินเดีย

ได้พบกับคนพื้นเมืองที่นับถืออินดู ถามถึงข้อวัตรปฏิบัติ สืบมาแต่โบราณของฮินดูหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องของอาหารปรากฏว่าคนนับถือฮินดูหรือพราหมณ์นิยมทานอาหารไร้เนื้อสัตว์แล้วก็ทานกันมาเป็น พันๆ ปีแล้ว ได้ยินอย่างนี้ทำให้ใจชื้นขึ้นมาว่าเราคงได้คำตอบอย่างแท้จริงเสียทีว่าพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ฉันอาหารอะไรกันแน่

ด้วยที่เป็นลูกอีช่างคิด เลยทำให้คิดเอาด้วยหลักธรรมชาติๆ ธรรมดาว่า การเปลี่ยนศาสนาของคนยุคพุทธกาลคงเปลี่ยน แต่วิธีการนับถือเคารพในธรรมแต่คงไม่ได้เปลี่ยนไปถึงอย่างอื่น อาทิ การแต่งกาย การแต่งหน้า หรือพิธีกรรมการแต่งงาน และอาจจะรวมไปถึงวิธีการปรุงอาหารด้วย

เราจึงศึกษากันได้เห็นว่า เหล่านักพรต เหล่าพราหมณ์ เหล่าวรรณะ สูงๆ อย่างกษัตริย์หันมานับถือพระพุทธศาสนามากขึ้นอย่างที่กล่าวมาเปลี่ยนศาสนาแต่อย่างอื่นไม่ได้เปลี่ยนแม้แต่เรื่องของการกิน แต่เดิมเป็นฮินดูทานอาหารไทยเนื้อสัตว์มา ดังนั้นแม้เปลี่ยนศาสนาแล้วแต่การบริโภคไม่เปลี่ยนก็ต้องงดทานเนื้อสัตว์เหมือนเดิมเพราะเป็นความเคยชินปากชินท้อง พระพุทธศาสนาไม่ได้มีการบังคับให้เปลี่ยนการกินการอยู่เสียใหม่แต่ประการใด แน่ล่ะเคยทานอาหารอย่างใดก็ปรุงอย่างนั้นตามเดิม

เมื่อเขาชินกับอาหารไร้เนื้อสัตว์ เค้าก็ต้องทานอาหารที่อร่อย เนื้อสัตว์เหมือนเดิมแล้วเมื่อปรุงแล้วก่อนทานก็แบ่งมาใส่บาตรก่อน พระสงฆ์องค์เณรในยุคนั้นจึงได้ฉันอาหารไร้เนื้อสัตว์ไปด้วยโดยปริยายเพราะศาสนาพุทธไม่ได้แบ่งนี้ว่าพระฉันอาหารอีกประเภท โยมทานอีกประเภท เมื่อโยมทานอาหารไรเนื้อสัตว์ซึ่งท่านมาแต่เด็กๆ เค้าก็ปรุงเพิ่มแล้วนำเอาถวายพระก่อนจากนั้นจึงนำเอามาทานกันจะได้ไม่ต้องแยกกลุ่มว่ามีอาหารมีเนื้อสำหรับพระอันนี้อาหารไร้เนื้อสำหรับคนทั่วไปมันจะทำให้สิ้นเปลืองยุ่งยาก  อีกอย่างพระสงฆ์ต้องเป็นผู้เลี้ยงง่ายเพราะชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น

ดังนั้นเมื่อโยมส่วนมากทานอาหารไร้เนื้อสัตว์ แล้วทำอาหารชนิดนั้นใส่บาตรพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ ดังนั้นถ้าในพระพุทธศาสนาครั้งพุทธการจึงฉันอาหารไรเนื้อสัตว์ด้วยเหตุนี้ แต่สมมุติว่าหากบ้านใครทานเนื้อสัตว์แล้วนำเอามาถวายพระสงฆ์พระก็ต้องรับด้วยเช่นกัน