เลิกกิจวัตรแย่ๆ ด้วยสองขั้นตอน

เลิกกิจวัตรแย่ๆ ด้วยสองขั้นตอน

เลิกกิจวัตรแย่ๆ ด้วยสองขั้นตอน

เลิกกิจวัตรแย่ๆ ด้วยสองขั้นตอน

สำหรับคนที่ขี้เกียจการเลิกกิจวัตรแย่แย่ที่ทำต่อเนื่องมาตลอดเป็นเรื่องค่อนข้างยากเหมือนที่เริ่มต้นทำสิ่งใหม่ใหม่ได้ยากนั่นแหละครับกิจวัตรที่ไม่ดีมีหลายอย่างเช่นการดื่มเหล้าหนักสูบบุหรี่หรือการเล่นการพนันแต่แค่รู้จักคิดเทคแพลงนิดหน่อยก็สามารถเลิกได้ง่ายดายเกินคาดเหมือนกัน

ผมเองก็เคยสูบบุหรี่มาก่อนและพยายามเลิกมาหลายครั้งเพราะคิดว่าไม่ดีต่อสุขภาพแต่เนื่องจากอาศัยแค่พลังความตั้งใจจึงไม่สามารถสำเร็จตามคาดได้ดังนั้นผมจึงเปลี่ยนวิธีคิดและพยายามเลิกบุหรี่โดยใช้ขั้นตอนต่อไปนี้อันดับแรกผมเขียนผลเสียของการสูบบุหรี่ลงในกระดาษไว้เป็นข้อๆซึ่งรวมถึงข้อเสียนอกเหนือจากเรื่องสุขภาพด้วยเช่นทำให้เขามีกลิ่นเหม็นเปลี่ยนเสื้อผ้าที่มีกลิ่นติดมาฟ้าเพดานแล้ววอลล์เปเปอร์เป็นคาบเหลืองปากผมกินข้าวไม่อร่อยหรือเงินหมดตอนนั้นผมก็ยังจะหนุ่มและไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องสุขภาพมากเท่าไหร่เนี่ยอื่นใดคือเวลานั้นผมกำลังเตรียมตัวเดินทางไปเรียนที่สารัทธ์อเมริกาด้วยเรื่องเงินจึงเป็นปัญหาสำหรับผมและสำคัญกว่าเรื่องสุขภาพหลายเท่าขั้นต่อไปคือต้องควบคุมตัวเองให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีบุหรี่เช่นเวลาไปทำงานนอกสถานที่จะต้องไม่นำบุหรี่กับไฟแช็กติดตัวไปด้วย

เมื่อทำได้แล้วก็กำจัดบุหรี่ไฟแช็กและที่เขียนบุหรี่ในบ้านทิ้งเสียเลยนี่คือการจัดการสภาพแวดล้อมเพื่อให้ห้องของตัวเองเป็นสถานที่ที่ปราศจากสิ่งล่อใจเหมือนกับการไม่ทำงานที่บ้านเพื่อตัดสิ่งรใจนั่นเองครับและการทำแบบนี้จะเป็นแรงบีบบังคับจากภายนอกเราจึงทำได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องอาศัยความมุ่งมั่นตั้งใจและเกิดประโยชน์แบบที่สัมผัสได้จริงด้วยเช่นห้องอากาศดีขึ้นเท่ากับว่าการเลิกกิจวัตรที่ไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับการคิดพลิกแพลงนั่นเอง

ไม่อ่านหนังสือเรียนที่บ้าน

ไม่อ่านหนังสือเรียนที่บ้าน

ไม่อ่านหนังสือเรียนที่บ้าน

เวลาอยากที่จะมีสมาธิทำงานหรืออ่านหนังสือเรียนสิ่งที่สำคัญที่ผมทำก็คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดสมาธิครับ อย่างการเขียนต้นฉบับเป็นงานที่ต้องใช้สมาธิค่อนข้างมากผมจึงไม่เคยที่จะทำที่สำนักงานของตัวเองเลยเรายังไม่เคยเขียนงานที่บ้านตัวเองด้วยเวลาต้องคิดงานก็เหมือนกันผมรู้จะออกนอกสำนักงานมากกว่าเหตุผลก็ง่ายง่ายเลยเพราะถ้าอยู่บ้านหรือสำนักงานตัวเองคงจะขี้เกียจแล้วก็นอนเอกเขนกอยู่บนโซฟาหรือนอนกลางวันเลยก็ไม่มีใครว่าบอกให้นั่งโต๊ะทำงานแล้วก็ยังจะมีสิ่งล่อใจไม่หยุดหย่อนอยู่ดีนำซ้ำยังมีเหตุปัจจัยทำลายสมาธิเรามากมายไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์หรือคนส่งของ

ดังนั้นเวลาที่เราต้องการสมาธิผมจึงออกไปข้างนอกโดยเล็งหาร้านกาแฟที่ถูกใจใกล้ใกล้บ้านหรือสำนักงานไว้ใช้เป็นที่ทำงานแบบนี้ต่อให้ขี้เกียจสักแค่ไหนเราก็จะไม่นอนเอกเขนกหรือนอนกลางวันแน่นอนและการฝึกฝนจิตใจเข้มแข็งไม่แพ้พ่ายต่อสิ่งเร้าใจก็สำคัญนะครับแต่คนที่ขี้เกียจอย่างเราหลีกไกลจากสิ่งล่อใจเข้าไว้เป็นวิธีที่รอบคอบกว่าเพราะเป็นการเพิ่มแรงบีบบังคับภายนอกให้ตัวเอง

กินข้าวด้วยร้านกาแฟที่มีระเบียงจะยิ่งช่วยให้สบายใจจนงานไหลลื่นอย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียวครับแม้แต่เรื่องนี้ถ้าทำจนเป็นกิจวัตรต่อให้ไปแค่ร้านกาแฟเราเปิดคอมพิวเตอร์หรือคลี่เอกสารออกก็เข้าสู่โหมดสมาธิได้ง่ายแล้ว

จับคู่รางวัลให้เหมาะสมกับกิจกรรม

จับคู่รางวัลให้เหมาะสมกับกิจกรรม

จับคู่รางวัลให้เหมาะสมกับกิจกรรม

เวลาอ่านหนังสือเกี่ยวกับวิธีการอ่านหนังสือสอบบางครั้งเราจะคำแนะนำให้เตรียมรางวัลให้กับตัวเองเช่นผ่านหนังสือครบ 1 ชั่วโมงให้กินเค้กหรือถ้าพยายามอ่านหนังสือสอบจนครบหนึ่งสัปดาห์สุดสัปดาห์ให้กินดินเนอร์รู้ได้อย่างไรก็ตามแม้ว่าในกรณีของสัตว์เราอาจจะ ให้มันทำตามคำสั่งเพื่อแลกรางวัลแต่มนุษย์อย่างเราจะลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างเพียงเพราะต้องการรางวัลเท่านั้นหรอไม่มีทางแน่นอนครับอย่างไรคนขี้เกียจอย่างเราเรียกว่าเป็นไปไม่ได้เลยจะดีกว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเตรียมรางวัลให้กับตัวเองหรอกแต่ปัญหาอยู่ที่ตัวรางวัลต่างหาก

ตัวอย่างเช่นสมมุติว่าถ้าหนังสือเรียนภาษาอังกฤษครบ 1 ชั่วโมงจะกินเค้กแต่เค้กกับภาษาอังกฤษไม่สัมพันธ์กันเลยสักนิดดังนั้นต่อให้รู้ว่ามีเค้กรออยู่ก็ไม่ได้ทำให้การอ่านหนังสือสนุกขึ้นอยู่ดีและยังคงเป็นเรื่องทรมานอยู่นั่นเองในทางกลับกันถ้ารางวัลคือการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษครบสามเดือนแล้วจะได้ไปเที่ยวต่างประเทศจะเป็นคนละเรื่องกันเลยครับภาษาอังกฤษกับการไปเที่ยวต่างประเทศมีความเชื่อมโยงกันทำให้อ่านหนังสือได้สนุกขึ้นนั่นเอง

ถ้าเราจับคู่รางวัลให้สัมพันธ์กับกิจกรรมเช่นวิ่งเสร็จแล้วจะเข้าซาวน่าและแช่บ่อน้ำเย็นให้ชื่นใจการวิ่งก็จะสนุกมากขึ้นและถ้ายิ่งเพิ่มความสนุกเข้าไปด้วยการวิ่งกับเพื่อนก็น่าจะได้ผลดียิ่งขึ้นอีกคุณเองก็อย่าดูถูกระดับความขี้เกียจของตัวเองเชียวครับมาคิดสักครู่รางวัลให้เหมาะกับกิจกรรมเพื่อผลลัพธ์ที่ดีกันเถอะ

ท่องเที่ยวเพื่อย้อนกลับมามองชีวิตประจำวัน

ท่องเที่ยวเพื่อย้อนกลับมามองชีวิตประจำวัน

ท่องเที่ยวเพื่อย้อนกลับมามองชีวิตประจำวัน

ท่องเที่ยวเพื่อย้อนกลับมามองชีวิตประจำวัน

สาเหตุที่คนขี้เกียจเอ้อระเหยอยู่บ้านในวันหยุดไม่ใช่เพราะเห็นเป็นเรื่องสนุกหรอกนะครับแต่เพราะไม่มีอย่างอื่นให้ทำและไม่ได้อืดอัดใจที่จะทำตัวเฉยแฉะต่างหาก

ว่าแต่ว่าทำไมถึงไม่อุดอัดใจล่ะคำตอบก็ง่ายนิดเดียวนะเพราะไม่มีสิ่งเปรียบเทียบนั่นเองเมื่อไม่เห็นเป็นรูปธรรมว่าวันหยุดนี้ช่างสนุกหรือมีคุณค่าจึงไม่รู้สึกอึดอัดกับสภาพที่เป็นอยู่ดังนั้นผมอยากแนะนำให้ท่องเที่ยวครับคุณจะท่องเที่ยวต่างประเทศหรือในประเทศก็ได้เพราะบางคนก็คงสบายใจที่จะได้ท่องเที่ยวเพื่อนเพื่อนในประเทศมากกว่าใช่ไหมไม่ได้เที่ยวไปแล้วไม่ว่าจะเป็นคนที่ขี้เกียจแค่ไหนก็คงสัมผัสถึงความเบิกบานใจได้อย่างแท้จริงคุณจะสัมผัสประสบการณ์หลากหลายอาจจะเป็นทัศนียภาพงดงามบ้านเมืองต่างแดนอาหารอร่อยหรือบ่อน้ำร้อนแสนสบาย แล้วคุณก็จะรู้สึกได้จากใจเลยว่าคิดถูกแล้วที่มาสิ่งที่สำคัญก็คือเสียงในใจที่คุณคิดว่าคิดถูกแล้วนี้เองที่จะเป็นการคิดมุมกลับและนั่นหมายถึงคิดถูกแล้วที่ไม่ทำตัวไร้สาระอยู่บ้านนั่นเองแน่นอนว่าคุณคงไม่ได้พูดออกมาแต่เธอรู้สึกแบบนั้นโดยที่ไม่รู้ตัว

และเมื่อกลับมาคุณจะอยากไปเที่ยวอีกอยากจะเรียนภาษาอังกฤษเพื่อให้พูดคล่องขึ้นหรืออย่างน้อยก็จะเข้าใจว่าการเอ้อระเหยอยู่บ้านมันช่างน่าเสียดายยิ่งคุณเป็นคนที่ขี้เกียจที่คิดว่าการท่องเที่ยวเป็นเรื่องยุ่งยากแล้วยิ่งควรไปเที่ยวครับ

ยกระดับจิตใจด้วยหนังสือ

ยกระดับจิตใจด้วยหนังสือ

ยกระดับจิตใจด้วยหนังสือ

ยกระดับจิตใจด้วยหนังสือ

ผมเคยบอกไว้ในหนังสือ leverage reading

ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปีค.. 2006 ว่าผมอ่านหนังสือธุรกิจเป็นหลักอย่างน้อยวันละหนึ่งเล่มรวมแล้วมากกว่าปีละ 400 เล่ม ผมอธิบายเกี่ยวกับการอ่านหนังสือในฐานะการลงทุนให้ตัวเองไว้อย่างละเอียดในหนังสือเล่มดังกล่าวแล้วแต่ที่ผมอ่านหนังสือก็ไม่ใช่เพื่อเก็บข้อมูลเพียงอย่างเดียวนะครับหนังสือที่ผมอ่านเพื่อสร้างแรงบันดาลใจก็มีอยู่มากเช่นกันและหนังสือมีส่วนคล้ายดนตรีหนังสือที่อ่านสนุกจะช่วยยกระดับจิตใจเราอย่างกรณีเกี่ยวกับการกีฬาแค่ได้อ่านหนังสือหรือตยสารเฉพาะทางที่รวบรวมไว้ที่ฝึกซ้อมหรือประสบการณ์ความสำเร็จไว้เยอะเยอะก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นแล้ว จุดนี้จะมีเรื่องที่ควรระวังอยู่สองข้อครับ

  • ข้อแรกก็คือต้องอ่านหนังสือช่วงเช้าเพราะถ้าจิตใจของเราฮึกเหิมขึ้นมาช่วงก่อนนอนก็ไม่เกิดประโยชน์เพราะหลับแล้วก็มักจะลืมและหนังสือที่อ่านแล้วทำให้ฮึกเหิมได้จนถึงเช้าก็หาได้ไม่ง่าย
  • อีกข้อต่อไปหนังสือแนวเรื่องจริง ผมว่าหนังสือแนวเรื่องแต่งก็สนุกในแบบของมันและผมไม่ได้ห้ามอ่านนะครับแต่อยากให้พยายามอ่านหนังสือนะเรื่องจริงมากกว่าดูหนังสือเล่มเยี่ยมเยี่ยมแบบนี้จะมีแรงผักดันหรือแรงจูงใจเฉพาะตัวที่มาจากเรื่องจริงและมีพลังที่ช่วยสลายความทุกข์เล็กๆในน้อยของเราได้

นี่เป็นหนังสือในสาขาที่เราไม่ถนัดจะช่วยคนพบเรื่องที่ไม่เคยคิดมาก่อนหรือช่วยเปิดโลกทัศน์ให้เราด้วยลองค้นหาหนังสือตามแบบฉบับของตัวเองดูนะครับผมแนะนำเลย

ลงทุนกับร่างกายตัวเอง

ลงทุนกับร่างกายตัวเอง

ลงทุนกับร่างกายตัวเอง

ลงทุนกับร่างกายตัวเอง

ปกติคนเรามันมีเกณฑ์การคิดเรื่องร่างกายตัวเองก็คือป่วยหรือไม่ป่วยแต่ในที่นี้ผมขอพูดในระดับก่อนป่วยคือแข็งแรงหรือไม่แข็งแรงครับ

โดยทั่วไปยิ่งมีอายุและประสบการณ์เพิ่มขึ้นรายได้ก็จะยิ่งเพิ่มตามแถมเรายังรู้วิธีจัดการงานมากขึ้นด้วยเราจะใช้วิจารณญาณของตัวเองจัดการเรื่องต่างๆได้มากขึ้นทั้งเรื่องงานและชีวิตประจำวันทำให้มีอิสระมากขึ้น

แต่ร่างกายคนเราปรับย่ำแย่ลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้นนะครับ ดังนั้นถึงจะมีเวลาและเงินทองมากพอก็ใช้ชีวิตให้สนุกสุดไม่ได้คุณจะเริ่มเหนื่อยในการออกไปข้างนอกค่ะพลังที่จะริเริ่มสิ่งใหม่ใหม่หรือต่อให้ลองได้เริ่มลงมือทำก็ไม่ได้สนุกไปกับมันมากยิ่งเป็นคนที่มีพื้นนิสัยขี้เกียจแค่ร่างกายแย่ลงนิดหน่อยพลังใจก็จะหดหายไปเลยทำให้สุขภาพกายและใจอ่อนแอลงไปทั้งคู่

เพราะแบบนี้นี่เองผมจึงเลือกที่จะคิดว่าร่างกายของตัวเองคือโครงสร้างพื้นฐานคือร่างกายของตัวเองมีไว้เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานให้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์พูนสุข

ดังนั้นการทุ่มเทในการทำงานการเรียนหรืองานอดิเรกก็สำคัญแต่แค่นั้นยังไม่พอเราต้องลงทุนบำรุงร่างกายซึ่งเป็นรากฐานของชีวิตทั้งหมดให้ดีพอเสียก่อนเราดูแลร่างกายได้หลายวิธีเลยไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายให้พอเหมาะหรือปรับปรุงนิสัยการกินและการใช้ชีวิตแต่ก่อนอื่นควรเริ่มจากใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยตอนหนักว่าร่างกายก็คือโครงสร้างพื้นฐานคนที่ขี้เกียจส่วนมากจะใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันวันโดยไม่คิดถึงร่างกายของตัวเองอย่างจริงจัง เหมือนกับผมที่เป็นมาหลายปีก่อนหน้านี้ครับ

โละ ของที่คิดว่าเผื่อสักวันต้องใช้

โละ ของที่คิดว่าเผื่อสักวันต้องใช้

โละ ของที่คิดว่าเผื่อสักวันต้องใช้

โละ ของที่คิดว่าเผื่อสักวันต้องใช้

สิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยค่าห้องไม่รกรุงรังก็คือการไม่เพิ่มข้าวของถ้ามีของเพิ่มขึ้นห้องยอมรับเป็นธรรมดาผมถ้าไม่เห็นประโยชน์ของการมีข้าวของเพิ่มขึ้นได้ครับ

    นอกจากนี้พื้นที่ใช้ชีวิตจะขับแคบลงแล้วยังทำให้อารมณ์ซึมเศร้าแถมเวลาจะหาของจำเป็นจะต้องใช้เวลานานอีกต่างหากเพราะแบบนี้เองจึงพยายามทิ้งโดยไม่ลังเลไม่ว่าของสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตามผมจะไม่คิดเลยว่าสักวันอาจจะต้องใช้เพราะสักวันที่วันนั้นไม่มีวันมาถึงสิ่งที่ผมเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าของชิ้นไหนควรทิ้งชิ้นไหนควรเก็บก็คือเวลาครับเช่นถ้าไม่ได้ใช้มาหนึ่งปีแล้วก็ถือว่าเป็นของที่ไม่จำเป็นเสื้อผ้าก็เช่นกันชุดไหนไม่ได้ใส่เลยแม้แต่ครั้งเดียวในหนึ่งปีให้ทิ้งได้เลยไม่ต้องสนใจเรื่องราคาเพราะถึงอย่างไรปีหน้าก็จะไม่ได้ใส่และอยากใส่ชุดใหม่อยู่ดีคนที่ไม่รู้จริงๆว่าสิ่งไหนควรทิ้งและสิ่งไหนควรเก็บให้เราเก็บเสื้อผ้าหรือนิตยสารลงกล่องกระดาษไว้ครับถ้าในเวลาหนึ่งปีคุณไม่เคย แกะกล่องนั้นเลยหมายความว่าข้าวของเหล่านั้นเป็นของที่ไม่ใช้แล้วจริงไปทั้งอย่างนั้นเลยก็ไม่เป็นไรถ้าเปิดกล่องของคุณจะกลับมาคิดอีกว่าสักวันอาจจะต้องใช้ดังนั้นแนะนำให้ทิ้งไปเลยโดยที่ไม่ต้องเปิดกล่องซะดีกว่าครับเมื่อฝึกแล้วข้าวของจนเป็นนิสัยแล้วในบ้านก็จะเหลือแต่ของที่มีคุณค่าเราจะมีแต่เรื่องดีดีเกิดขึ้นนอกจากจะในเรื่องทำความสะอาดที่น้อยลงแล้วบางอย่างจะดูสะอาดตาขึ้นด้วย

         ผมเข้าใจนะครับว่าการกินข้าวของอาจจะขัดกับความรู้สึกแต่ขอให้คิดถึงผลเสียของการเก็บเอาไว้เรารู้จักทิ้งของโดยที่มองให้เป็นแง่บวกกันเถอะ

หาเสื้อผ้าแบบเดียวกันไว้หลายๆ ชุด

หาเสื้อผ้าแบบเดียวกันไว้หลายๆ ชุด

หาเสื้อผ้าแบบเดียวกันไว้หลายๆ ชุด

หาเสื้อผ้าแบบเดียวกันไว้หลายๆ ชุด

ผมคิดว่าสำหรับคนที่ขี้เกียจโดยเฉพาะผู้ชาย การเลือกเสื้อผ้าเป็นเรื่องยุ่งยากนะครับซึ่งเหตุผลก็ไม่ใช่เรื่องที่เราไม่สนใจเรื่องเสื้อผ้าหรือแฟชั่นแค่รู้สึกเหมือนว่าที่ต้องซื้อชุดใหม่กลุ้มใจเรื่องการจับคู่เสื้อผ้าไหนจะต้องทำตามเทรนด์อีก

ดังนั้นผมจึงพยายามเลือกเสื้อผ้าดีไซน์เพื่อนเพื่อนไว้ก่อนจะได้ไม่ต้องตามกระแสและเมื่อเจอชุดที่ถูกใจก็จะซื้อมาทีเดียวได้หลายชุด ผมมีเสื้อผ้าแบบเดียวกันเป๊ะอยู่เยอะเลยครับทั้งเสื้อยืดกางเกงยีนส์หรือถุงเท้าแถมผมยังหาเสื้อเชิ้ตหรือเสื้อสูทที่มีดีไซน์ไม่หนีกันมากมาไว้ด้วย

เมื่อใช้วิธีนี้เวลาจะใส่เสื้อผ้าก็ไม่ต้องมัวลังเลว่าจะใส่ตัวไหนแถมยังใส่ชุดที่ถูกใจได้หลายครั้งโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าชุดจะส่งอีกต่างหากและเมื่อเรามีแต่เสื้อผ้าดีไซน์เรียบจึงไม่ต้องคอยกังวลว่าคนอื่นจะคิดว่าใส่ชุดเดิมซ้ำกันเป็นประจำอีกด้วย

การได้พบเสื้อผ้าที่ถูกใจเป็นเรื่องยากพอดูครับขนาดแค่เสื้อยืดหรือถุงเท้าแต่ละคนยังรู้สึกสบายเวลาสวมใส่ไม่เหมือนกันเลยดังนั้นต่อให้ซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นไว้มากมายสุดท้ายคนส่วนใหญ่ก็คงต้องเลือกใส่แต่เสื้อผ้าตัวโปรดที่เหมาะกับตัวเองอยู่ดีใช่ไหมล่ะครับถ้าอย่างนั้นสู้หาเสื้อผ้าที่ชอบไว้หลายตัวตั้งแต่แรกจะดีกว่าไหมคุณอาจจะรู้สึกเสียดายเงินแต่ถ้านึกถึงจำนวนครั้งที่สวมใส่ผมว่าการซื้อชุดที่ไม่รู้ว่าจะถูกใจเราหรือเปล่าสิ้นเปลืองกว่าเยอะเลย

เปลี่ยนจากดูโทรทัศน์มาฟังวิทยุ

เปลี่ยนจากดูโทรทัศน์มาฟังวิทยุ

เปลี่ยนจากดูโทรทัศน์มาฟังวิทยุ

เปลี่ยนจากดูโทรทัศน์มาฟังวิทยุ

สถาปนิกคนสำคัญของยุคสมัยหนึ่งกล่าวไว้ว่าโทรทัศน์คือขยะของดวงตา

คำพูดนี้บอกลักษณะเฉพาะของโทรทัศน์ได้ตรงเป๊ะเลยนะครับถ้าเราได้ลองเริ่มดูโทรทัศน์สักครั้งแล้วเวลาก็จะผ่านไปอย่างไรจุดหมายอย่างเช่นถึงแม้จะไม่มีรายการที่น่าสนใจเราก็ยังจะคงดูพร้อมกับคิดว่าไม่เห็นสนุกเลยแหละนี่แหละความรักกลัวของโทรทัศน์ถ้าจะบอกว่ามันถูกจริตคนที่ขี้เกียจสุดสุดก็คงไม่ผิดเลยใช่ไหมล่ะครับ

ดังนั้นผมจึงตั้งกฎของตัวเองขึ้นมาว่าจะดูเฉพาะรายการที่บันทึกไว้เพราะเราควบคุมเวลาเองได้แถมยังคำโฆษณาได้ด้วยทำให้ไม่ต้องดูต่อเนื่องหยุดยาวแล้วถ้าเรามัวเอ้อระเหยดูโทรทัศน์จะกลายเป็นคนที่มีบุคลิกภาพเชิงรับแต่ถ้าบันทึกรายการไว้ดูจะมีบุคลิกภาพเชิงรุก

ส่วนเวลานอกเหนือจากนั้นปกติผมจะเปิดเพลงฟังอย่างเดียวที่สำนักงานผมไม่มีโทรทัศน์เลยซักเครื่องแต่เนี่ยอื่นใดคือเรื่องนี้เป็นความตั้งใจส่วนตัวของผมด้วยดังนั้นสำหรับคนที่บอกว่าถ้าไม่เปิดโทรทัศน์ไว้แล้วจะเหงาผมแนะนำให้ลองปิดแล้วเปิดวิทยุก่อน

เพราะวิทยุเราใช้แค่หูก็พอจึงไม่มีข้อมูลผูกมัดประเภทที่ว่าต้องล้างหน้าจอโทรทัศน์หรือจ้องจ้องหน้าจอตลอดเวลาเหมือนโทรทัศน์

วิทยุเป็นสื่อที่เอื้อให้ทำกิจกรรมสองอย่างได้ในเวลาเดียวกันเช่นเราสามารถฟังเพลงไปพร้อมกับอ่านหนังสือออกกำลังกายหรือแม้แต่แปรงฟันก็ยังได้ในขณะที่คุณเริ่มติดใจวิทยุก็ขอให้ตั้งเป้าหมายไว้ด้วยว่าจะออกห่างจากโทรทัศน์ทีละน้อยผมว่าไม่ใช่เรื่องยากเลย

หาแหล่งที่ตัวเองเป็นเจ้าถิ่นเอาไว้

หาแหล่งที่ตัวเองเป็นเจ้าถิ่นเอาไว้

หาแหล่งที่ตัวเองเป็นเจ้าถิ่นเอาไว้

ไม่ว่าใครก็ต้องมีร้านประจำหรือร้านที่ถูกใจกันทั้งนั้น

ไม่ว่าใครก็ต้องมีร้านประจำหรือร้านที่ถูกใจกันทั้งนั้นคุณเองก็ต้องมีร้านโปรดอยู่บ้านใช่ไหมล่ะครับประเภทที่ว่าถ้าเป็นย่านใจกลางโตเกียวที่ชิบูย่าจะต้องร้านนี้จริงอยู่ว่าถ้ารู้จักร้านดีดีใกล้สถานีรถไฟหลักทุกแห่งก็คงจะสะดวกต่อการค้นหาร้านโปรดให้ได้ครบทุกสถานีหลักของต้องใช้ระยะเวลาและความพยายามน่าดูไหนจะต้องใช้เงินด้วยดังนั้นถ้าจะให้ดีตีกรอบพื้นที่ไว้ดีกว่าครับ

อย่างเช่นฟันธงไปเลยว่าฉันต้องรู้จักเอะบิสุให้ได้ทุกซอกทุกมุมเราพยายามเลือกเที่ยวเฉพาะร้านในละแวกสถานีมีเท่านั้นส่วนประเภทของร้านก็ต้องตีกรอบให้จำกัดลงไปด้วยเช่นถ้าเป็นอาหารอิตาลีที่นี่จะต้องร้านนี้ถ้าเป็นอาหารจีนที่นี่จะต้องร้านนี้หรือถ้าเป็นบาร์ไวน์ก็ต้องอีกร้านนี้ มาทำแบบนี้แล้วเวลาไปเที่ยวกับเพื่อนแค่คุณชวนไปเอะบิสุไม่ว่าเพื่อนอยากไปร้านแบบไหนคุณก็จัดให้ได้หมดแถมยังไม่มีปัญหาเรื่องหลงทางอีกด้วยและนอกจากนั้นระหว่างที่ตระเวนสำรวจย่านที่ตีกรอบไว้คุณยังได้กำไรหลายอย่างเช่นลูกค้าประจำหรือพนักงานร้านที่คุณหน้าคุณตาเราอาจจะได้ข้อมูลร้านหรือนำบุคคลที่น่าสนใจให้รู้จักได้

ตัวผมเองเวลากินข้าวอาหารกับใครมันจะไปแถวอะโอะยะมะซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานแต่โชคดีที่หาข้อมูลต่างๆได้แถมยังได้ประโยชน์จาก การพบเจอผู้คนอีกด้วยคุณเองก็ลองเล็งย่านที่น่าสนใจแล้วทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นนั้นดูบ้างดิครับ