ดารานักแสดง.. ที่ตายแล้วมีสิทธิ์ตกนรก

ตัวเองยังมีกิเลสอยู่ยังไปเอากิเลสที่มีออกมาแสดง  ทั้งพูดความจริงบ้าง  ความเท็จบ้าง  เพื่อให้เขาร้องไห้บ้าง  หัวเราะบ้าง  คล้ายๆ กับไปอยู่ยวนยุให้เกิดกิเลสในหัวใจนั้นเอง จึงเป็นบาป

อาชีพดารานักแสดง  หากเลิกอาชีพนี้ไปแล้วจะทำอะไรกินสำหรับผู้หญิง  และจะทำอะไรเลี้ยงชีพสำหรับผู้ชาย  หลายคนอาจพอทราบคำตอบเลาๆ เพราะอาชีพนี้คืออาชีพของคนบาป  ดิฉันเขียนไม่ผิดและยืนยันตามนี้ทุกประการ  อาชีพอื่นๆ สุจริตแต่ยังไม่ได้โดยตรงและแน่ชัดเหมือนอาชีพดารานักแสดงที่ต้องตกนรกแน่นอน  เรื่องนี้ดิฉันไม่ได้คิดเอาค่ะ แต่อ่านสร้างพระไตรปิฎกมาหรือว่าคุณท่านนักแสดงดาราทั้งหลายจะเถียงพระไตรปิฎก ถ้าคิดเช่นนั้นคงจะต้องใส่หัวไปเข้ารีตอย่างอื่นกระมัง

นี้เอาแค่ยังไม่ตาย… ดูชีวิตส่วนมากของคนอาชีพนี้ว่าเป็นอย่างไรเดี๋ยวเดี๋ยวก็เลิกเตียงหักเดี๋ยวเดี๋ยวก็ป่วยฉับพลันสารพัดทำไมจึงเป็นเช่นนั้นมาฟังคำตอบกันว่าอาชีพนี้เมื่อตายแล้วมีนรกชื่อ ปหาส เป็นที่พึ่งมีอะไรเป็นเหตุในพระไตรปิฎกกล่าวว่า นายตาลปุฎะ หัวหน้านักแสดงได้ถามพระพุทธเจ้าว่าการที่เขาเป็นนักแสดงนี้เมื่อตายไปแล้วเค้าจะได้ขึ้นสวรรค์ใช่หรือไม่เพราะว่าเขาได้ทำให้คนมีความสุขหัวเราะสนุกสนานจากการแสดงของเขาพระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบคำถามนี้

ซึ่งในตาลปุฎะ ได้ถามถึงสามครั้งที่สุดพระพุทธเจ้าก็ส่งตอบ… ดีละเมื่อตถาคตห้ามท่านแล้วถึงสามครั้งแต่ท่านยังปรารถนาที่จะต้องการรู้ตถาคตก็จะตอบปัญหาแก่ท่าน

ดูก่อนหัวหน้านักแสดงสัตว์ทั้งหลายยังไม่ปราศจากราคะถูกราคาผูกมัดไว้ยังไม่ปราศจากโทสะถูกโทรศัพท์ผูกมัดไว้ยังไม่ปราศจากโมหะถูกโมหะผูกมัดไว้อยู่ก่อนแล้วนักแสดงหญิงนำเข้ามาซึ่งทำอันส่งเสริมราคะส่งเสริมโทสะส่งเสริมโมหะมากยิ่งขึ้นบุคคลนั้นตนเองก็ประมาทมัวเมาอยู่แล้วยังทำให้คนอื่นประมาทมัวเมาอีกเบื้องหน้าแต่ตายเพราะแตกทำลายย่อมเกิดในนรกชื่อ ปหาส

ประเด็นนี้ก็คือตัวเองยังมีกิเลสอยู่ยังไม่เอาขี้เหร่ที่มีออกมาแสดงทางพูดความจริงบ้างความเท็จบ้างเพื่อให้เขาร้องไห้บ้างหัวเราะบ้างคล้ายๆ กับไปยวนยุให้เกิดกิเลสในหัวใจนั่นเองจึงเป็นบาปบางคนอาจจะมองว่าคนสมัยพระพุทธเจ้าแยกแยะไม่ออกเลยหรือไรว่าอะไรเป็นอะไรสิ่งในการแสดงสิ่งไหนเรื่องจริง

ขอเรียนว่าจิตของคนในสมัยพุทธกาลนั้นเลิศโดยแท้มีสติปัญญาแยกแยะอะไรต่อมิอะไรได้ออกหมดเพราะยุคนั้นเป็นยุคจิตนิยม มิใช่ยุควัตถุนิยมเหมือนคนยุคนี้ไม่แน่คนยุคมีตังกลับแยกแยะอะไรไม่ออกด้วยซ้ำไปบางทีดูดาราเขาแสดงบทร้ายๆ ใส่นางเอก พอผู้ที่แสดงเป็นนางร้ายไปเดินซื้อของในตลาดโดนแม่ค้าเอาส้มเอากล้วยปาใส่หัวด้วยซ้ำไป การแสดงในยุคพุทธกาลนั้นเป็นการแสดงกลางแจ้งบ้าง โรงมหรสพบ้าง แม้ว่ายังไม่มีจอแก้วจอเงินก็ถือว่าเป็นการแสดงทั้งสิ้น

อาชีพใดใดก็ตามที่กระทำแล้วเสี่ยงต่อการให้คุณให้โทษทางด้านภาวะจิตใจไม่ว่าจะในเชิงกิเลสในเชิงเสียความรู้สึกนับว่าเป็นอาชีพที่ไม่ควรกระทำทั้งสิ้นแต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่ที่เจตนาด้วยบางครั้งมีแนวคิดที่กล่าวว่าการเป็นนักแสดงมีเจตนาเพียงแค่ความบันเทิงต่อผู้ชมไม่ได้ต้องการให้นำเอาไปเกิดภาวะอะไรในใจไม่น่าจะบาป

การคิดอย่างนี้เข้าข้างตัวเอง แม้ว่าเจตนาเดิมไม่ได้เจตนาทำให้เกิดความรู้สึกนั้นนั้นก็จริงแต่เมื่อแสดงไปแล้ว เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าต้องแสดงให้ดีตีบทแตกทำให้ผู้ชมเข้าถึงความรู้สึกของบทบาทการแสดงให้ได้นี่แหละเจตนาตัวใหม่ ทราบแล้วเปลี่ยน….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *