เมื่อคราวไปอินเดีย

ได้พบกับคนพื้นเมืองที่นับถืออินดู ถามถึงข้อวัตรปฏิบัติ สืบมาแต่โบราณของฮินดูหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องของอาหารปรากฏว่าคนนับถือฮินดูหรือพราหมณ์นิยมทานอาหารไร้เนื้อสัตว์แล้วก็ทานกันมาเป็น พันๆ ปีแล้ว ได้ยินอย่างนี้ทำให้ใจชื้นขึ้นมาว่าเราคงได้คำตอบอย่างแท้จริงเสียทีว่าพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ฉันอาหารอะไรกันแน่

ด้วยที่เป็นลูกอีช่างคิด เลยทำให้คิดเอาด้วยหลักธรรมชาติๆ ธรรมดาว่า การเปลี่ยนศาสนาของคนยุคพุทธกาลคงเปลี่ยน แต่วิธีการนับถือเคารพในธรรมแต่คงไม่ได้เปลี่ยนไปถึงอย่างอื่น อาทิ การแต่งกาย การแต่งหน้า หรือพิธีกรรมการแต่งงาน และอาจจะรวมไปถึงวิธีการปรุงอาหารด้วย

เราจึงศึกษากันได้เห็นว่า เหล่านักพรต เหล่าพราหมณ์ เหล่าวรรณะ สูงๆ อย่างกษัตริย์หันมานับถือพระพุทธศาสนามากขึ้นอย่างที่กล่าวมาเปลี่ยนศาสนาแต่อย่างอื่นไม่ได้เปลี่ยนแม้แต่เรื่องของการกิน แต่เดิมเป็นฮินดูทานอาหารไทยเนื้อสัตว์มา ดังนั้นแม้เปลี่ยนศาสนาแล้วแต่การบริโภคไม่เปลี่ยนก็ต้องงดทานเนื้อสัตว์เหมือนเดิมเพราะเป็นความเคยชินปากชินท้อง พระพุทธศาสนาไม่ได้มีการบังคับให้เปลี่ยนการกินการอยู่เสียใหม่แต่ประการใด แน่ล่ะเคยทานอาหารอย่างใดก็ปรุงอย่างนั้นตามเดิม

เมื่อเขาชินกับอาหารไร้เนื้อสัตว์ เค้าก็ต้องทานอาหารที่อร่อย เนื้อสัตว์เหมือนเดิมแล้วเมื่อปรุงแล้วก่อนทานก็แบ่งมาใส่บาตรก่อน พระสงฆ์องค์เณรในยุคนั้นจึงได้ฉันอาหารไร้เนื้อสัตว์ไปด้วยโดยปริยายเพราะศาสนาพุทธไม่ได้แบ่งนี้ว่าพระฉันอาหารอีกประเภท โยมทานอีกประเภท เมื่อโยมทานอาหารไรเนื้อสัตว์ซึ่งท่านมาแต่เด็กๆ เค้าก็ปรุงเพิ่มแล้วนำเอาถวายพระก่อนจากนั้นจึงนำเอามาทานกันจะได้ไม่ต้องแยกกลุ่มว่ามีอาหารมีเนื้อสำหรับพระอันนี้อาหารไร้เนื้อสำหรับคนทั่วไปมันจะทำให้สิ้นเปลืองยุ่งยาก  อีกอย่างพระสงฆ์ต้องเป็นผู้เลี้ยงง่ายเพราะชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น

ดังนั้นเมื่อโยมส่วนมากทานอาหารไร้เนื้อสัตว์ แล้วทำอาหารชนิดนั้นใส่บาตรพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ ดังนั้นถ้าในพระพุทธศาสนาครั้งพุทธการจึงฉันอาหารไรเนื้อสัตว์ด้วยเหตุนี้ แต่สมมุติว่าหากบ้านใครทานเนื้อสัตว์แล้วนำเอามาถวายพระสงฆ์พระก็ต้องรับด้วยเช่นกัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *