ใช้คำพูดว่าน่าสนุกกันเถอะเพื่อปลุกความกระตือรือร้น

หญิงสาวที่ทำงานในบริษัทเครื่องกีฬาแห่งหนึ่งไม่ถนัดการเล่นกีฬาเอาเสียเลยแต่ด้วยความที่คนไม่พอทำให้เธอต้องลงแข่งขันบาสเกตบอลของบริษัท

ตอนที่ผลออกมาว่าต้องลงแข่งเธอรู้สึกหดหู่ว่าถ้าทำท่าในการแข่งขันจะต้องโดนโกรธแน่นอนแต่ได้ความที่ปฎิเสธไม่ได้ลงท้ายเลยปล่อยเลยตามเลยไปจนถึงวันแข่งขันแต่ก่อนลงแข่งขันเธอกลับเปลี่ยนความคิด

“ถ้าอย่างไรก็ต้องลงแข่งจะมามัวแต่พิรี้พิไรก็ไม่สนุกกสิถ้าอย่างนั้นก็พยายามสนุกเท่าที่จะทำได้ดีกว่า”

แล้วพ่อเธอคิดแบบนั้นได้เธอจึงลงแข่งด้วยอารมณ์แจ่มใสแน่นอนว่าวันนั้นเธอเองก็จะใช่จะทำได้ดีเหมือนพวกคนที่เก่งกีฬาแต่ก็สามารถสนุกสนานขณะที่พยายามเล่นอย่างเต็มที่ไหนแล้วทำให้วันนั้นเธอสามารถอยู่ในสนามได้ด้วยอารมณ์สดใสตั้งแต่ต้นยันจบและสนุกได้อย่างที่ตนเองก็ไม่คาดคิด

หลังจากจบการแข่งขันเธอก็ยังได้รับคำชม จากกัปตันทีมว่าเล่นได้ดีมากเลยนะอีกด้วย

เพียงแค่ในใจนึกว่าสนุกกันเถอะเพียงเท่านี้ก็ทำให้เธอใช้ชีวิตวันนั้นทั้งวันได้อย่างมีความสุขแล้ว

จะใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกหดหู่หรือสนุกสนานทั้งหมดนั้นจริงๆแล้วขึ้นอยู่กับวิธีคิดนั่นเองเวลาที่ต้องพบเจอกับเรื่องอะไรที่ไม่อยากทำขอให้ลองนึกถึงว่ามาสนุกกันเถอะเพียงแค่นั้นเองก็ทำให้เราเปลี่ยนใจมารู้สึกสนุกกับเรื่องที่ไม่สบอารมณ์ขึ้นมาได้แน่

แม้เป็นเรื่องที่ไม่อยากทำหัดตั้งใจว่าจะสนุกกับมันก็จะสนุกขึ้นได้

ใช้คำพูดว่าชั่งมันเถอะเพื่อบอกตัวเองว่าโอเค

Image result for ใช้คำพูดว่าชั่งมันเถอะเพื่อบอกตัวเองว่าโอเค

นี่เป็นเรื่องราวของผู้หญิงสาวที่ทำงานในบริษัทชั้นนำ

ครั้งหนึ่งหญิงสาวได้รวบรวมความกล้าไปสารภาพรักกับคนที่ชอบแต่กลับโดนปฏิเสธหลังจากที่อกหักหรือเธอผิดหวังหนักเธอเสียความมั่นใจเพราะคนที่ชอบไม่ยอมเลี้ยวแลรู้สึกเหมือนตนเองช่างไร้ค่าแต่แล้วเธอก็กลับลูกยืนหยัดขึ้นใหม่ได้เพราะคำพูดคำเดียวจากเพื่อนสนิทของเธอตอนที่เราเรื่องที่อกหักให้เพื่อนสนิทฟัง เพื่อนของเธอเพียงแค่บอกมาประโยคเดียวว่า

“อกหักนิเจ็บปวดเนอะแต่ก็น่าชั่งมันเถอะ”

พอได้ยินคำให้กำลังใจกับเพื่อนว่าชั่งมันเถอะทำให้เธอสงบใจลงได้นั่นสินะถึงจะอกหักแต่ฉันก็เป็นแบบฉัน ในตอนนั้นเวลาที่นึกถึงคนที่ปฏิเสธความรักของเธอเธอจะใช้กำลังใจตนเองถึงจะทุกข์แต่ก็ชั่งมันเถอะและทำเธอค่อยๆค่อยๆฟื้นตัวจากความเจ็บปวดที่อกหักได้ทีละน้อยตอนที่เราได้รับความบัตรแผลลึกจากอะไรบางอย่างเช่นการอกหักคนเรามักจะสูญเสียความมั่นใจและบางครั้งจะกลับกลายเป็นคนที่กดดันตนเองว่าฉันมันไม่มีค่า

แต่เวลาที่เรายิ่งซ้ำเติมตัวเองเป็นแบบนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่เรายิ่งสมควรกล่าวคำว่าโอเคให้กับตนเองโดยรายงานไขและช่วยเหลือตนเองขึ้นมา

คำพูดว่าชั่งมันเถอะคือถ้อยคำง่ายง่ายที่สามารถใช้ได้เวลาต้องการยอมรับตนเองและมีประสิทธิภาพสูงเวลาที่นึกถึงเกลียดตนเองขึ้นมาเวลาที่อยากตำหนิตนเองให้เราพูดออกมาว่าเฮ้อชั่งมันเถอะ

ทายคำดังกล่าวนั้นจะทำให้เรารู้สึกโล่งใจและนำความสุขสงบกลับมาได้อย่างแน่นอน

ยอมรับตนเองโดยไม่มีเงื่อนไขด้วยใช้คำว่าเฮ้อชั่งมันเถอะ

ใช้คำพูดว่าไม่เป็นไรเพื่อทำให้ตนเองรู้สึกสบายใจ

Related image

ในเวลาที่รู้สึกกังวลจนแทบทนไม่ได้หรือในเวลาที่หดหู่เพราะเจอเรื่องเลวร้ายแล้วพอคนใกล้ตัวบอกว่าเราไม่เป็นไรจะทำให้เราสงบลงได้

ไม่ว่าใครก็คงเคยมีประสบการณ์เช่นนี้

ให้คำว่าไม่เป็นไรเป็นคำง่ายง่ายที่มี พลานุภาพเหลือเชื่อในการทำให้หัวใจของคนเราผ่อนคลายลง
ขณะที่ดำเนินชีวิตไปจะต้องมีบางครั้งที่พวกเรารู้สึกอ่อนแออาจจะเป็นความกังวลเกี่ยวกับเรื่องการงานหรืออาจจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์เรื่องความรักหรือสุขภาพของตนเองครอบครัวอนาคต ถ้าให้นึกถึงกังวลคงสาธยายได้ว่า ได้ไม่มีวันหมดแต่หากเราเอาแต่กังวลถึงเรื่องแบบนั้นถ้อยคำเหล่านั้นก็จะซื้อไปให้จิตใต้สำนึกที่อยู่ภายในใจรับรู้และสิ่งที่คิดกังวลเหล่านั้นก็จะผ่านเป็นจริงขึ้นมาฉะนั้นเวลาที่รู้สึกกังวลให้หายใจลึกลึกและให้นึกถึงคำพูดว่าไม่เป็นไรขึ้นมาในใจทันทีหรืออาจจะพึมพำคำนั้นออกมาก็ได้

เวลาที่เรากระซิบคำว่าไม่เป็นไรออกมาไม่จำเป็นจะต้องมีเหตุผลอะไรมารองรับเพียงแค่ทองย้ำคำว่าไม่เป็นไรอยู่ในใจเท่านั้นก็สามารถหยุดยั้งเราไม่ให้บ่ายหน้าไปทิศทางทางลบได้ คำพูดว่าไม่เป็นไรแม้เพียงแค่ใช้ก็เห็นผลแล้วสำหรับคนที่กังวลในเรื่องต่างๆมากมายอาจแก้ได้ด้วยการจดคำว่าไม่เป็นไรเอาไว้ในสมุดบันทึกหรืออะไรที่พกติดตัวแล้วในเวลาที่รู้สึกทุกข์ใจให้หยิบโน๊ตอ่านออกมาแล้วลองอ่านคำว่าไม่เป็นไรซ้ำได้หลายครั้งเพียงแค่นี้เองก็จะทำให้เราใจสงบและร่าเริงขึ้นได้เอง

เวลาที่รู้สึกกังวลใจ ให้พึมพำคำว่าไม่เป็นไร

ใช้ถ้อยคำปลอบโยนตนเองเมื่ออกหัก

ไม่ว่าจะชอบอีกฝ่ายสักเพียงไหนคงมีบ้างที่ต้องอกหักอยู่ดีการผิดหวังในความรักเป็นสิ่งที่คมคืนเหลือทนยิ่งความรักที่มีต่ออีกฝ่ายมากน้อยเพียงไรความเศร้าก็จะยิ่งลึกล้ำมากขึ้นเท่านั้นและในบางกรณีการอกหักก็ทำให้เรานึกทำตำหนิตนเองหรือเกลียดตนเองขึ้นมาได้

แต่เรื่องแบบนั้นรังแต่จะเป็นการตอกตะปูปิดฝาโลงให้ตนเองที่บอบช้ำอยู่แล้วยิ่ง เกิดแผลลึกเข้าไปอีก

อันที่จริงในเวลาที่อกหักแล้วขมขื่น เกินจะทนไหวเรียกได้ว่าตอนนั้นล่ะที่สมควรต้องใช้คำพูดในเชิงบวก

“ อกหักนี้จะปวดจังเลยแต่ถ้าข้ามผ่านความทุกข์ทรมาณนี้ไปได้เราจะต้องเข้มแข็งขึ้นแน่แน่”
“ อกหักครั้งนี้คือการก้าวสู่ความรักครั้งต่อไปเค้านั่เราจะต้องได้เจอกับคนที่วิเศษกว่านี้”
“ ความรักครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากมายต่อไปเราจะต้องมีความรักที่ราบรื่นกว่านี้”
เราควรใช้คำพูดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักพูดอย่างกับตัวเองอะไรครั้งหลังการอกหักไม่ทันไรอาจจะเศร้ามากจนไม่มีแก่ใจนึกถึงคำพูดในเชิงบวกก็เป็นได้และแน่นอนว่าคุณไม่จำเป็นจะต้องทนฝืนเก็บความเศร้าแต่ให้เศร้าหรือร้องไห้ออกมาอย่างเต็มเปี่ยมไปเลย

จะหาว่าจะมัวทนทุกข์ระทมกับความเศร้าไปนวดนานแล้วเอาแต่มองด้านลบเราอาจจะมองข้ามโอกาสในการมีความรักครั้งต่อไปได้และเพื่อไม่ให้เป็นเช่นนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่เราจะต้องรู้จัก.ที่จะกักกันความเศร้าเอาไว้ให้ได้

ตอนที่เรากำลังจะผ่านพ้นกันไปถ้าเรายังไม่อาจขจัดความคมคืนออกได้เราควรจะ ใช้คำพูดอ่อนโยนทำกล่าวกับตัวเองไปเรื่อยเรื่อยจะดีกว่า

ตอนอกหักให้ใช้คำพูดที่อ่อนโยนเยียวยาตนเอง

ถ้อยคำแห่งความรักคือของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับคนที่เราชอบ

Image result for การรักใครสักคนก็คือการปรารถนาอยากเห็นเขามีความสุข

การรักใครสักคนก็คือการปรารถนาอยากเห็นเขามีความสุข

ตอนที่เรารู้สึกชอบใครสักคนคนเราต่างล้วนมีความปรารถนาอยากทำให้คนที่เราชอบมีความสุขกันทั้งนั้นและความรู้สึกนั้นก็คือพลังงานบวกที่แสนวิเศษถ้าอยากให้ความรักเป็นไปอย่างราบรื่นสิ่งที่สำคัญก็คือเราจะต้องไม่ลืมว่าความรู้สึกตอนที่เราชอบบุคคลนั้นและตั้งใจใช้คำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายมีความสุข

คำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายมีความสุขได้ก็คือถ้อยคำที่สื่อถึงความรักกันเองเลยว่าไม่มีอะไรที่จะเหนือไปกว่านี้อีกแล้ว

เมื่อเรามีแฟนแล้วคบกันมานานมีบางครั้งที่เราอาจจะละเลยการใช้คำพูดเพื่อสื่อสารอะไรบางอย่างเพราะมีคำพูดว่ารู้กันอยู่แก่ใจซึ่งอาจทำให้รู้สึกว่าก็อยู่ด้วยกันตลอดเวลาเรานี่ต่อให้ไม่ต้องบอกรักกันด้วยคำพูดอีกฝ่ายก็คงเข้าใจเองแหละแต่ที่บอกว่าไม่ต้องพูดก็เข้าใจน่าเสียดายที่ต้องบอกว่าส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นความคิดที่ผิดหากคำพูดที่มีต่อกันลดน้อยลงคนเราจะผ่อนไม่เข้าใจกันและกันไปตามคำพูดที่น้อยลงด้วย

หากละเลยที่จะถ่ายทอดความรักออกไปให้คนรักได้รับรู้ในไม่ช้าคงทำให้อีกฝ่ายรู้สึกกังวลขึ้นมาว่าเธอไม่บอกรักผมนานแล้วนะนี่ยังรักกันอยู่หรือเปล่า?

การได้รักใครสักคนแล้วคนคนนั้นรักตอบถือเป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรพิเศษไปกว่านี้อีกแล้วเราควรสำนึกในความสุขดังกล่าวและถ่ายทอดคำพูดแห่งรักให้คนรักได้รับรู้ถ้าเราอยู่โดยไม่หลงลืมความรู้สึกนั้นไปตลอดคงจะเป็นความรักที่ยอดเยี่ยมเหนือสิ่งอื่นใด

สื่อสารด้วยถ้อยคำแห่งความรักที่แฝงไปด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ได้รัก

ยิ่งต่อหน้าคนที่ชอบยิ่งต้องใช้คำพูดเชิงบวก

Related image

การที่คนเราจะสนิทสนมกันได้นั้นจำเป็นต้องมีการสั่งสมบทสนทนาที่ดีต่อกันไปเรื่อยๆ

หากสานต่อความสัมพันธ์กันไปนานนาน อาจมีบางครั้งที่ชะล่าใจว่า “ก็เป็นแฟนกันแล้วนิน่า ไม่เป็นไรหรอกมั้ง” และเผลอบ่นหรือว่าร้ายคนอื่นให้อีกฝ่ายฟัง

หากเป็นนานๆครั้ง ก็ไม่เท่าไหร่ หากเป็นไปนานนานครั้งก็ไม่เท่าไหร่ แต่หากถ้าเอาแต่พูดเรื่องแบบนั้นหัวใจคนเราก็จะยิ่งดิ่งลงไปสู่ทางลบ

ไม่ว่าใครก็ไม่อยากเข้าใกล้คนที่ปล่อยพลังงานลบออกมาทั้งนั้น คนที่เอาแต่บ่นโน่นนี่ต่อหน้าแฟน อาจทำให้แฟนรู้สึกว่า “คนนี้เอาแต่บ่น ฟังแล้วเหนื่อย” และไม่อยากอยู่ด้วยกันอีกต่อไป

เราไม่ควรคิดว่าเราเป็นแฟนกันแล้วจะสามารถพูดในแง่ลบใส่กันได้ สิ่งสำคัญคือควรตระหนักรู้ว่าเพราะเป็นต่อหน้าคนรักถึงต้องยิ่งใช้คำพูดในเชิงบวก

เวลาที่เจอแฟนอาจมีบางคนบอกว่า “นี่ๆ ฟังหน่อยสิ วันนี้เจอแต่เรื่องแย่ๆมา” แล้วสาธยายต่อเสียยืดยาว

หากเป็นนานๆ ทีที่หลุดออกไปบ้างก็คงจะไม่เป็นไร แต่ควรระวังไม่เอาคำพูดแบบนี้มาพูดบ่อยๆสมมุติคุณเผลอหลุดออกมาแล้วให้ใช้คำพูดเชิงบวกขึ้นมาใหม่เพื่อปรับวงโคจรสู่สภาพเดิมซึ่งอาจเป็นเพียงคำพูดเชิงบวกเล็กน้อยก็ได้ เช่น “วันนี้ดีใจที่ได้เจอกันนะ”

แต่ก็เป็นเรื่องบวกเล็กๆที่เจอในชีวิตประจำวัน แต่เราก็ควรสื่อออกไปให้คนที่รู้ชอบ เพราะทั้งสองฝ่ายสามารถแบ่งปันเรื่องราวที่มีความสุขด้วยกันแม้จะเป็นเวลาหลังจากที่เพิ่งบ่นกันเสร็จไปก็จะเป็นคู่ ที่มีความสุขได้อย่างแน่นอน

ถ้าใช้คำพูดเชิงบวกต่อหน้าคนที่ชอบ จะกลายเป็นคู่ที่มีความสุขได้

มีความรู้สึกร่วมไปกับคำพูดของคนที่ชอบ

Image result for พูดคุยแบบเห็นด้วย

เข้าใจความเห็นของคุณได้ดีทีเดียว

“ผมเองก็คิดเหมือนที่คุณพูดเลยครับ”
“ฉันคิดว่าคุณไม่ผิดนะคะฉันเองก็เห็นด้วยกับคุณ”

คิดว่าใครใครก็ล้วนแต่เคยมีประสบการณ์รู้สึกยินดีเวลามีคนพูดแบบนี้ด้วยใช่ไหมเพราะทุกคนล้วนอยากให้ผู้อื่นรู้สึกมีส่วนร่วมกับความเห็นหรือวิธีคิดของตนกันทั้งนั้นแหละเพราะอย่างนั้นล่ะหากได้ยินคำพูดที่กล่าวมาข้างต้นจะทำให้รู้สึกมีพลังและความมั่นใจเอ่อล้นขึ้นมาอีกทั้งยังรู้สึกอยากสนิทสนมกับคนที่ให้การยอมรับความคิดและค่านิยมของตนเอง

ดังนั้นเพื่อจะสานสัมพันธ์อันดีกับคนที่ชอบจึงจะต้องรู้จักถ่ายทอดถ้อยคำที่แสดงออกถึงการยอมรับความคิดค่านิยมของอีกฝ่ายตลอดจนแสดงความรู้สึกที่มีส่วนร่วม

แต่ที่ไม่อยากให้เข้าใจผิดก็คือไม่ได้หมายความว่าหากเป็นสิ่งที่คนที่ชอบพูดแล้วจะต้องเออออไปทุกเรื่องโดยไร้เงื่อนไขสิ่งสำคัญก็คือเราจะต้องเข้าใจอีกฝ่ายและแสดงถึงความรู้สึกว่ายกย่องค่านิยมของบุคคลนั้น

เพื่อการนั้นแล้วเราถึงต้องถ่ายทอดถ้อยคำที่แสดงถึงการมีความรู้สึกร่วมอย่างเข้าใจและนำเสนอให้คนที่ชอบฟังนั่นเองก่อนอื่นให้เริ่มจากการเงี่ยหูฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูดให้ดีดีหรือในเวลาที่ฝ่ายพูดถึงสิ่งที่ตนเองชอบแทนที่จะบอกปัดไปว่าฉันไม่สนใจนะแต่ให้ใช้ถ้อยคำที่สื่อว่าเรามีความเข้าอกเข้าใจ

“คุณชอบนักร้องคนนั้นมากเลยสินะฉันเองก็อยากลองฟังเหมือนกันถ้าช่วยแนะนำเพลงให้ฉันได้จะดีมากเลย”

ถ้าสามารถพูดออกไปแบบนี้อีกฝ่ายก็จะยอมยินดีเพราะรู้สึกว่าสิ่งที่ตนเองชอบได้รับการยอมรับไปด้วย

ไม่ปฏิเสธสิ่งที่อีกฝ่ายพูดและถ่ายทอดถ้อยคำแสดงความรู้สึกร่วม

ใช้คำพูดให้กำลังใจเพื่อเข้าใกล้อีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

Image result for พูดให้กำลังใจ

มีบางครั้งที่คนเราเกิดเผลอใจชอบหรือวันไว้กับใครไปบ้างโดยไม่ได้ตั้งใจ

ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยนั่นคือเวลาที่อ่อนแอนั้นเองเวลาที่ผิดหวังการประเมินคุณค่าตนเองของคนเรามักจะตกต่ำตามไปด้วย

ในเวลาแบบนั้นสมมุติว่ามีเพศตรงข้ามเข้ามาพูดจาด้วยถ้อยคำอ่อนโยนหรือแสดงการยอมรับในตัวเราย่อมทำให้รู้สึกขอบคุณถ้อยคำดังกล่าวและเกิดความรู้สึกเฉพาะมากขึ้นตามไปด้วยโดยปริยาย

เพราะฉะนั้นหากต้องการสนิทสนมกับเพศตรงข้ามที่ชอบเวลาที่อีกฝ่ายพูดหูดูไม่ร่าเริงควรหรือเปล่าให้กำลังใจเขาหรือเธอโดยไวมองผลเผินนั้นอาจจะเป็นการช่วยโอกาสจากจุดอ่อนของผู้อื่นแต่จริงๆแล้วไม่ใช่แบบนั้นเลย

ไม่ว่าใครๆก็ล้วนอยากให้คนที่ชอบร่าเริงแจ่มใสและต้องการมีความสุขตลอดเวลาทั้งนั้นแหละถ้าคนที่ชอบกำลังหดหู่ผิดหวังการคิดอยากจะพูดจะให้กำลังใจหรือช่วยเหลือสนับสนุนก็ถือเป็นเรื่องที่ธรรมดาสรุปคือแค่เราแสดงออกถึงความรักที่มีอยู่ในใจออกไปอย่างซื่อตรงก็พอแล้วถ้าเราเห็นคนที่ชอบดูไหมล่ะหรือแม้เป็นเพียงถ้อยคำเดียวเราก็ควรใช้คำพูดที่อ่อนโยน เมื่อได้ฟังถ้อยคำดังกล่าวถ้าทำให้อีกฝ่ายรู้สึกโล่งใจหรือได้รับการช่วยเหลือที่จะเท่ากลับได้ฝากความประทับใจไว้กับอีกฝ่ายว่าเราคือคนที่ให้การยอมรับเขาหรือเป็นคนที่ช่วยเหลือให้เขาร่าเริงนั่นเองอีกฝ่ายก็จะรู้สึกขอบคุณเราแถมยังมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ทั้งสองได้ใกล้ชิดกันอย่างรวดเร็ว

ใช้การให้กำลังใจที่แสงไปด้วยความรักเพื่อให้ได้เข้าใกล้ชิดคนที่ชอบ

สั่งสมคำพูดที่แสดงออกถึงความชอบพอไหว

มีคำกล่าวว่าถ้าคำนึงถึงก็จะถูกคำนึงถึงคนเรามีแนวโน้มที่จะรู้สึกชอบคนที่ชอบพอในตัวเราอยู่แล้ว

ตั้งแต่ชั่วขณะที่คิดขึ้นมาว่า “คนนั้นอาจจะชอบฉันก็ได้” คนเราจะตระหนักถึงอีกฝ่ายในฐานะเพศตรงข้ามและรู้สึกสนใจในตัวของอีกฝ่ายขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยบ่อยระหว่างชายหญิง

เพราะฉะนั้นการถ่ายทอดความรู้สึกชอบพอออกไปในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งก็อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในวิธีการเหมือนกัน

แต่หาเพิ่งเจอกันไม่นาน. จูจะให้บอกออกไปหรือว่าชอบนะแบบนี้ก็คงทำให้ใครหลายคนรู้สึกขลาดกลัวขึ้นมา

ฤหัสจุจุเอาไปพูดตรงตรงใส่แบบนั้นคงทำให้อีกฝ่ายตกใจไม่รู้จะทำอย่างไรจนต้องทิ้งระยะห่างออกไปก็มี

ในเวลาแบบนั้นแทนที่จะพูดออกไปตรงตรงว่าชอบรบกวนเปลี่ยนการแสดงออกให้นุ่มนวลขึ้นและเลือกใช้ถ้อยคำที่แสดงถึงความชอบพอโดยอ้อมอ้อมจะดีกว่า

“อยากคุยกับคุณมาตั้งนานแล้วค่ะ”
“วันนี้ได้คุยกับคุณสนุกมากถือว่าเป็นวันที่ดีอีกวันนึงเลยครับ”
“วันนี้โชคดีจังเลยที่ได้นั่งข้างคุณ”

หากเป็นถ้อยคำแบบนี้ให้พูดออกไปคงไม่ทำให้รู้สึกอายอะไรมากมายและอีกฝ่ายคงจะไม่รู้สึกลำบากใจด้วยแต่ถ้อยคำที่แสดงความชอบพอแบบนี้พูดไปเพียงครั้งเดียวอาจจะไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่เพราะอาจจะทำให้อีกฝ่ายนึกว่าเป็นเพียงการพูดตามมารยาทเฉพาะในสถานการณ์ ณ ตอนนั้น

ฉะนั้นเราจึงควรหมั่นพูดถ้อยคำแสดงความชอบพอเล็กๆน้อยๆเหล่านี้กับคนที่เราชอบในทุกๆครั้งที่เจอหน้า

ระหว่างที่สั่งสมไปเรื่อยเรื่อยความรู้สึกดีดีของเราก็จะสื่อไปถึงอีกฝ่ายได้เองอย่างเป็นธรรมชาติ

ใช้คำพูดแสดงความชอบพอเล็กๆน้อยๆ กับคนที่ชอบบ่อยๆ

พลิกแพลงคำพูดเล็กน้อยก็สื่อรักออกไปได้

ถ้อยคำที่ใช้ในการสื่อสารความรักต่อเพศตรงข้ามที่เราชอบไม่ได้จำเป็นต้องมีแต่คำพูดตรงตรงอย่างชอบหรือว่ารักนะเท่านั้น

เพียงแค่พลิกแพลงคำพูดในบทสนทนาเล็กๆในน้อยก็สามารถออกไปได้โดยง่ายดายเช่นกันนั่นก็คือคำพูดอย่างกับเธอเท่านั้นหรือเพราะเป็นคุณนั่นเองตัวอย่างเช่นเวลาที่ควรไปรับประทานอาหารให้ลองชวนดูว่าเพราะอยากให้คุณลองทานอาหารของร้านนี้ดูให้ได้

หรือขณะที่กำลังสนทนากันอย่างเพิร์ธเพลินให้ลองหาโอกาสยอดคำพูดประมาณว่าเพราะเป็นคุ้นนะเนี่ยเลยเผลอเล่าให้ฟังเพราะเพียงแค่ชวนคุยเฉยเฉยว่าไม่ลองไปร้านนี้ดูหรืออาจจะทำให้อีกฝ่ายไม่รับรู้ถึงความรู้สึกดีดีของเราได้โดยอาจมีคนที่คิดว่าเพราะฉันดูว่างว่างเลยชวนมั้งหรืออาจแค่อยากหาคนไปด้วยละมั้ง

แต่หากใช้คำพูดอย่างเป็นเพราะคุณลงไปก็จะต่างไปทันทีอีกฝ่ายจะรู้สึกยินดีขึ้นมาว่าที่ชวนนี่เพราะชอบฉันน่ะสิหรือเวลาที่ต้องขอร้องอะไรซักอย่างก็ขอให้ใช้คำพูดว่าขอลองได้เฉพาะคุณเท่านั้นล่ะเวลาที่ได้ยินถ้อยคำแบบนี้อีกฝ่ายจะรับรู้ว่าอุตส่าห์มาพึ่งพาเราแล้วนี่เชื่อใจเราสินะ

ยิ่งใช้ถ้อยคำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาถ้าอีกฝ่ายรู้สึกดีกับเราแม้เพียงเล็กน้อยความสัมพันธ์ของทั้งสองคนต้องพัฒนาไปได้ดีแน่แน่การศึกความชอบออกไปตรงตรงจำเป็นจะต้องใช้ความกล้าแต่หากใช้คำพูดอย่างแค่คุณเท่านั้นแล้วก็จะสามารถสื่อความรักออกไปให้อีกฝ่ายรับรู้ได้อย่างแนบเนียน

“แสดงออกว่าเป็นคนพิเศษด้วยคำว่าแค่คุณเท่านั้นเพราะเป็นคุณหรอกนะ”