วิธีดูแลปอด ให้ปอดแข็งแรง

วิธีดูแลปอด ให้ปอดแข็งแรง

วิธีดูแลปอด ให้ปอดแข็งแรง

  • หลีกเลี่ยงการสูดดมควัน

ไม่ว่าจะเป็นควันบุหรี่ ควันรถ ควันจากการเผาไหม้ และควันอื่นๆทุกชนิดเราควรหลีกเลี่ยงการสูดดม โดยเฉพาะควันบุหรี่เพราะผู้ที่สูดดมควันบุหรี่มีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายมากกว่าผู้สูบเสียอีก เพราะในบุหรี่ยังมีก้นกรองสารต่างๆ แต่ควันที่ปล่อยออกมาคือควันพิษล้วนๆ ทำให้เสียส่งผลกระทบต่อปอดเต็มๆ

  • หยุดสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่จะทำให้ปอดอ่อนแอจากการได้รับสารเคมีอันตราย เช่น นิโคติน เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปทำลายปอดผ่านการรับควันติดต่อกันเป็นเวลานาน อีกทั้งการสูบบุหรี่ก็ยังทำให้น้ำมันดินไปเคลือบปอด ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพปอดอีกด้วยออกกำลังกาย

  • ออกกำลังกายเป็นประจำ

การออกกำลังกายจะทำให้ระบบทางเดินหายใจแข็งแรงและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะออกกำลังกายจะมีการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์เต็มที่ซึ่งเป็นการบริหารปอดอย่างหนึ่ง เมื่อระบบทางเดินหายใจแข็งแรง จะส่งผลให้ปอดไม่ต้องทำงานหนักเกินความจำเป็น และไม่เกิดอาการเหนื่อยง่ายอีกด้วย

  • ฝึกหายใจเข้า-ออกลึกๆ

วิธีการหายใจลึกๆ ให้นอนหงายราบ แล้วใช้หมอนไว้ใต้เข่าและคอเพื่อให้สบายตัว จากนั้นคว่ำฝ่ามือทั้งสองข้างลงบนท้อง ด้านขวาใต้ซี่โครง และทำนิ้วให้ติดกัน จากนั้นหายใจเข้า-ออกลึกๆ ช้าๆด้วยการขยายหน้าท้อง เมื่อหายใจเข้า-ออกลึกๆก็จะรู้สึกว่านิ้วแยกกัน การฝึกแบบนี้จะทำให้ใช้กะบังลมไม่ใช่ซี่โครง ซึ่งกะบังลมนั้นจะดึงอากาศเข้าสู่ปอดให้มากขึ้นมากกว่าที่จะเป็นการขยายซี่โครง

  • ปกป้องตัวเองจากมลภาวะ

ควรใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่มีมลภาวะทางอากาศในระดับสูง ถ้าจะให้ดีควรเลือกหน้ากากอนามัยที่มีคาร์บอนหรือถ่านเพื่อป้องกันจากการหายใจที่มีสารก่อภูมิแพ้ มลพิษ ควัน โดยเฉพาะในช่วงที่เราไม่สบายร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลงยิ่งควรใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้านนะคะ นอกจากนี้อาจจะใช้ตัวช่วยเป็นเครื่องกรองอากาศในบ้าน ก็จะช่วยป้องกันมลพิษในบ้านได้ด้วยวิธีดูแลปอด

  • ทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น

ควรพยายามเพิ่มสัดส่วนของผักและผลไม้ในมื้ออาหารของแต่ละวันให้มากขึ้น โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่มีสีส้มและเหลือง ซึ่งผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยลดความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคปอด โดยเฉพาะหอบหืด หลอดลมอักเสบ และมะเร็ง ผักผลไม้ที่แนะนำ คือ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ แอปเปิล ลูกพลัม ส้ม ฟักทอง แครอท และพริกหวานอผักใบเขียว เช่น บล็อกโคลี่ กะหล่ำดอก กวางตุ้ง เป็นต้น

  • ป้องกันสารเคมีจากการทำงาน

ผู้ที่มีอาชีพอย่างช่างก่อสร้างหรือช่างทำผมที่ต้องสูดดมฝุ่นละอองและสารเคมีตลอดเวลา ควรสวมถุงมือหรือหน้ากากระหว่างทำงานทุกครั้ง

5 สัญญาณเตือน หรือว่าเราจะเป็นโรคซึมเศร้า

5 สัญญาณเตือน หรือว่าเราจะเป็นโรคซึมเศร้า

5 สัญญาณเตือน หรือว่าเราจะเป็นโรคซึมเศร้า

จริงๆ แล้ว “ความเศร้า” เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ทุกคน สามารถถูกกระตุ้นด้วยปัจจัยหลายอย่าง แต่ “โรคซึมเศร้า” มีสาเหตุหลักมาจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง กรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม และสถานการณ์ที่เจอในแต่ละวัน จัดเป็นโรคจิตเวชประเภทหนึ่ง ซึ่งส่งผลต่อร่างกาย ความคิด รวมถึงการดำเนินชีวิตประจำวัน เมื่อดูจากภายนอกแล้ว อาการที่เห็นใกล้เคียงกับอาการเศร้าทั่วไป แต่ผลกระทบนั้นรุนแรงกว่ามาก

1.อารมณ์เปลี่ยนแปลงไป

บางคนที่ป่วยโรคซึมเศร้า เมื่ออยู่กับเพื่อน หรืออยู่กับครอบครัวก็จะปกติ ไม่มีอาการบ่งบอกว่าเป็นผู้ป่วย แต่เมื่ออยู่
คนเดียว มักจะมีความคิดและความรู้สึกที่ดิ่งลง ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอารมณ์เศร้าที่หนักและยาวนานกว่าปกติ ซึ่งอาจเกิดจากการถูกกระตุ้นด้วยเหตุการณ์ที่กระทบจิตใจมากๆ เช่น การสูญเสียคนรัก การสูญเสียสิ่งที่เป็นความหมายของชีวิต และความผิดหวัง อาจทำให้มีอารมณ์หดหู่ ร้องไห้บ่อย มีความวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา หงุดหงิดง่าย โกรธง่าย สะเทือนใจง่าย ถ้าอารมณ์เหล่านั้นเป็นอยู่นานโดยไม่ดีขึ้น หรือรุนแรงขึ้น ก็อาจจะเข้าข่ายป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้

2.ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

การที่ประสิทธิภาพในการทำงานจะลดลงนั้นขึ้นอยู่กับหลายสาเหตุ เช่น ไม่มีสมาธิ ทำงานร่วมกับผู้อื่นไม่ได้ และร่างกายอ่อนเพลีย ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะมีจิตใจเหม่อลอยไม่อยู่กับตัวเอง สมาธิสั้น ทำกิจกรรมอะไรได้ไม่นาน อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง ยิ่งอ่านเยอะยิ่งจำไม่ได้ ทำงานที่ละเอียดไม่ได้ มีความรับผิดชอบน้อยลง ทำงานผิดๆ ถูกๆ ขาดงานบ่อย ชอบแยกตัวออกมาอยู่คนเดียว ไม่อยากพูดจากับใคร ไม่มีพลังในการทำงาน ไร้มนุษยสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกับคนอื่น และขาดความสามารถในการแก้ปัญหาและตัดสินใจ เช่น ไม่กล้าแก้ปัญหา ไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร ไม่กล้านำปัญหาที่มีไปปรึกษาใคร เพราะคิดไปเองว่าไม่มีใครรับฟัง กลัวคนรอบข้างมองว่าการที่ตัวเองแก้ปัญหาไม่ได้นั้น เป็นเรื่องที่แย่ โรคนี้ส่งผลกระทบกับหน้าที่การงานอย่างมาก ทำให้บางคนอาจถึงขั้นถูกไล่ออกจากงานได้

3.พฤติกรรมการนอนเปลี่ยนไป

ในขณะที่เรานอนหลับสมองจะผลิตฮอร์โมนที่มีชื่อว่า เมลาโทนิน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้เราง่วงนอนตามเวลาที่เราควรจะนอน ฮอร์โมนตัวนี้เป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประสาทชื่อ ซีโรโทนิน ทำหน้าที่ควบคุมการแสดงออกทางอารมณ์ ถ้าเกิดภาวะเครียดซีโรโทนินก็จะลดลงส่งผลให้รู้สึกหงุดหงิด และนอนไม่หลับ ส่วนใหญ่คนที่มีภาวะนอนไม่หลับเรื้อรังมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าคนนอนหลับได้ปกติถึง 4 เท่า

4.ไม่มีความสุขกับปัจจุบัน

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะมีความรู้สึกเบื่อหน่ายไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งที่เคยทำแล้วมีความสุข หรือสบายใจก็ไม่อยากทำ ไม่สนใจงานอดิเรกที่เคยทำ และกลัวการทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ รวมไปถึงไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว บางคนหมกมุ่นอยู่ในจินตนาการ เพราะคิดว่าการได้อยู่ในโลกที่ตัวเองจินตนาการขึ้น ทำให้มีความสุขมากกว่าการอยู่ในโลกของความจริง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุขในการใช้ชีวิตปัจจุบัน บางคนคิดถึงแต่อดีตที่ผ่านมา โหยหาช่วงเวลาที่เคยเกิดขึ้นและไม่มีทางเกิดขึ้นได้อีก ทำให้เกิดความคิดด้านลบต่างๆ ตามมาอีกมากมาย

5.หมกมุ่นคิดแต่ด้านลบ

ความคิดที่มองทุกอย่างในด้านลบตลอดเวลา นับว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เพราะเป็นพฤติกรรมที่สามารถส่งผลต่อชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างรุนแรง ผู้ป่วยมักมองโลกในแง่ร้าย มีความรู้สึกสิ้นหวังต่อการใช้ชีวิต คิดว่า
ตัวเองไม่มีค่า ไม่มีแรงบันดาลใจในชีวิต มองไม่เห็นอนาคต ตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่าตัวเองเกิดมาทำไม ทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร และมองความล้มเหลวของตัวเองเป็นความผิดพลาดของชีวิต ที่ผ่านมาเห็นได้ว่ามีเหล่าคนดังในวงการบันเทิงเป็นโรคซึมเศร้ากันเยอะมาก  พวกเค้ามีความกลัวที่ว่า การมีชื่อเสียงโด่งดังทำให้ไม่มีใครรักในตัวตนที่แท้จริงของพวกเค้า และความคิดในด้านลบทั้งหมดนี้ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความคิดที่จะทำร้ายตัวเอง และอาจถึงขั้นฆ่าตัวตายได้

5 ภาษากายที่คุณไม่ควรทำตอนสัมภาษณ์งาน

5 ภาษากายที่คุณไม่ควรทำตอนสัมภาษณ์งาน

5 ภาษากายที่คุณไม่ควรทำตอนสัมภาษณ์งาน

1. อย่าหลบตาผู้สัมภาษณ์

คริสตัล บาร์เนตต์ (Crystal Barnett) ผู้ชำนาญการด้านทรัพยากรมนุษย์แห่ง Insperity เปิดเผยว่า 2 ใน 3 ของฝ่ายบุคคลของบริษัทต่างๆ จะคิดทันทีว่าผู้ถูกสัมภาษณ์ขาดความมั่นใจหากไม่สบตาคนสัมภาษณ์ และเมื่อผู้สัมภาษณ์มีทัศนคติเช่นนั้นแล้ว มันจะทำลายโอกาสที่คุณจะได้งานไปในทันที

2. อย่าหน้าบึ้งจนเกินไป

อย่ามัวแต่เคร่งเครียดกับการสัมภาษณ์งานจนลืมยิ้ม! เพราะเกือบ 40% ของฝ่ายบุคคลกล่าวว่า คุณอาจถูกหมายหัวได้เลยเพียงแค่ไม่ยิ้ม ชาร์ล็อตต์ เวสเตอร์เฮาส์-เรนโฟรว์ (Charlotte Westerhaus-Renfrow) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการจัดการและกฎหมายธุรกิจของโรงเรียนธุรกิจเคลลี มหาวิทยาลัยอินเดียนา กล่าวว่า

“ถ้าพูดถึงการยิ้ม การที่คุณแสร้งยิ้มจนยิ้มออกมาได้จริงๆ ถือเป็นข้อห้ามเด็ดขาด การเสแสร้งแกล้งยิ้มเป็นสิ่งที่ไม่น่าชื่นชมเท่าไรนัก ไม่ว่าคุณจะรักษาการสบตามากแค่ไหนก็ตาม” เรนโฟรว์เสริมอีกว่า หากคุณสามารถสบตาผู้สัมภาษณ์ควบคู่ไปกับการยิ้มแบบจริงจังจะสามารถสร้างความประทับใจได้ไม่รู้ลืม!

3. กระวนกระวาย อยู่ไม่สุข คือหายนะ

เมื่อไรที่คุณกังวล คุณก็อาจจะเผลอแสดงอาการอะไรโดยไม่รู้ตัว เช่น พูดไปพร้อมกับขยับเก้าอี้ไปมา ซึ่งอากัปกิริยาเหล่านี้จะสะท้อนว่าคุณกังวลอย่างชัดเจน! ไมเคิล พลัมเมอร์ (Michael Plummer) ผู้บริหารของบริษัทด้านการตลาดอย่าง Our Town America เปิดเผยว่า นอกจากตอบคำถามได้ดีแล้ว เขามองหาผู้สมัครที่มีภาษากายดีด้วย

ในกรณีที่คุณถูกจัดอยู่ในประเภทคนที่อยู่ไม่นิ่ง คุณสามารถควบคุมตัวเองได้ด้วยการนั่งวางเท้าเรียบไปกับพื้น และเอามือวางไว้บนตักขณะสัมภาษณ์

4. การนั่งกอดอกอาจทำให้คุณดูเป็นคนปิดกั้นตัวเอง

ประมาณ 2 ใน 3 ของฝ่ายบุคคลระบุว่า การนั่งกอดอกขณะสัมภาษณ์เป็นภาษากายที่ไม่ดี ไมเคิล แลนเดอร์ (Michael​ Landers) นักเขียนหนังสือ Culture Crossing: Discover the Key to Making Successful Connections in the New Global Era บอกว่า การกอดอกอาจทำให้ผู้สัมภาษณ์เข้าใจผิดได้ว่า ผู้ถูกสัมภาษณ์เป็นคนขี้เบื่อ ขาดการมีส่วนร่วม หรือมักต่อต้านคนอื่น

5. สบายๆ เกินไปก็อาจทำให้คุณดูไม่เตรียมพร้อม

31% ของฝ่ายบุคคลเห็นตรงกันว่า บุคลิกและอาการท่าทางที่ไม่เหมาะสมจะส่งผลต่อการสมัครงานของผู้สมัครอย่างมาก มาร์ก โบลล์แมน (Mark Bollman) ประธานบริษัทซ่อมเครื่องหนัง Creative Colors International บอกว่า

“ท่าทางสบายๆ บ่งบอกว่า พวกเขาไม่เตรียมพร้อม รู้สึกสบายเกินไป ขี้เกียจหรือไม่ใส่ใจ ซึ่งพวกเขาจะไม่ใช่คนที่ทำให้ธุรกิจของเราประสบความสำเร็จ พวกเราชอบคนที่นั่งตัวตรงและสบตา เพราะมันแสดงให้เห็นว่าพวกเขากระตือรือร้น พร้อมที่จะเรียนรู้ และตื่นเต้นกับโอกาสดีๆ”

3 อันดับประเทศที่คุณภาพชีวิต “หลังเกษียณ” ดีที่สุดในโลก

3 อันดับประเทศที่คุณภาพชีวิต “หลังเกษียณ” ดีที่สุดในโลก

3 อันดับประเทศที่คุณภาพชีวิต “หลังเกษียณ” ดีที่สุดในโลก

ในบทความนี้ พี่ทุยจะพาไปพบกับประเทศทั้ง 3 ที่ว่ากันว่า มีระบบเงินบำนาญที่ “ยั่งยืน” (Sustainable) ที่สุดในโลก ซึ่งส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ “หลังเกษียณ” นั้น น่าอิจฉาไม่น้อยเลยทีเดียว

1. ประเทศออสเตรเลีย (Australia)

ระบบเงินบำนาญหลังเกษียณของออสเตรเลีย ถือเป็นระบบที่โด่งดังที่สุดในโลกเลยทีเดียว กับเงินบำนาญถึง 3 ระดับ ซึ่งไม่ต่างจากโชค 3 ชั้น

2. ประเทศแคนาดา (Canada)

แคนาดามี “แผนเงินบำนาญแคนาดา” หรือ Canada Pension Plan ที่เลื่องชื่อ ซึ่งให้เงินดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป (โดยเฉพาะผู้มีรายได้ต่ำ) เป็นอย่างดี

3. ประเทศเดนมาร์ก (Denmark)

ประเทศที่มักได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสุขสูงสุดอันดับต้นๆแห่งนี้ มีระบบสวัสดิการสำหรับประชาชนที่ดีเยี่ยม

5 วิธีนอนหลับสนิทอย่างมีประสิทธิภาพ

5 วิธีนอนหลับสนิทอย่างมีประสิทธิภาพ

5 วิธีนอนหลับสนิทอย่างมีประสิทธิภาพ

การนอนหลับนั้นคือการพักผ่อนที่ดีสุดสำหรับร่างกายของเรา เมื่อร่างกายเรานอนหลับสนิท ร่างกายจะถูกซ่อมแซม สมองในส่วนของความจำจะทำงานได้ดี และยังส่งผลดีอีกมากมายต่อร่างกายของเรา ในทางตรงกันข้ามหากเรานอนหลับไม่สนิท หรือนอนไม่หลับนั้น ก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายเราเช่นกัน ในระยะสั้นก็เช่นอาการอ่อนเพลีย ไม่สดชื่นในวันถัดไป และจะส่งผลเสียอย่างมากในระยะยาว เช่นทำให้ดูแกเร็ว เป็นต้น แต่สำหรับผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับ หลับไม่สนิท หรือนอนหลับยาก  ก็มีเคล็ดลับดีที่ทำได้ไม่ยาก ในการช่วยแก้ปัญหาการนอนหลับไม่สนิท

ออกกำลังกายเบาๆในช่วงเย็นหรือหัวค่ำ

การออกกำลังกายในช่วงเวลานี้จะใช่ให้ร่างกายผ่อนคลายจากความเครียดที่มีมาทั้งวัน ช่วยให้เรานอนหลับได้ดีขึ้น แต่มีข้อควรระวังคือไม่ควรออกกำลังกายหนักในตอนเย็น เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายทำงาน และตื่นตัว ทำให้นอนไม่หลับ ที่สำคัญคือควรออกกำลังกายให้เสร็จก่อนถึงเวลาเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง

เคลียปัญหาให้เสร็จก่อนนอน

หากมีเรื่องที่ต้องจัดการ หรือค้างคาใจ จะส่งผลให้เรานอนหลับได้ไม่สนิท ที่คำแนะนำให้ลิสต์ปัญหาลงในกระดาษ พร้อมเขียนวิธีแก้ลงไป จะช่วยให้เราไม่กังวลเรื่องนั้นๆ และนอนหลับได้อย่างสนิท มีการทดลองในเรื่องนี้แล้วว่า กลุ่มผู้ทดสอบที่ทำเช็คลิสต์และแก้ปัญหา สามารถนอนหลับได้ดีขึ้น

อาบน้ำอุ่นก่อนนอน

จะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดความเครียดลงได้อีกด้วยอย่าจ้องจอที่มีแสงก่อนนอน

การจ้องแสงสีฟ้าจากจอภาพ เช่นคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ จะทำให้เรานั้นรู้สึกตื่น เพราะการผลิตเมลาโทนินนั้นถูกระงับลง  หากอยากนอนหลับสนิท ควรห่างจากจอที่มีแสงอย่างน้อง 2 ชั่วโมง

สาเหตุของการเกิดสิวผด

สาเหตุของการเกิดสิวผด

สาเหตุของการเกิดสิวผด

ลักษณะของสิวผด ที่เราสามารถสังเกตุได้ หลาย ๆคนเข้าใจผิดว่าสิวผดกับสิวหัวขาวลึกคือสิวแบบเดียวกัน จริง ๆ แล้วไม่ใช่สิวแบบเดียวกับ ข้อแตกต่างคือ สิวผดจะเป็นลักษณะหัวสิวสีแดง แต่ว่าสิวหัวขาวลึกจะเกิดมาจากการอุดตันทำให้มีสีเดียวกับผิวเรา สามารถทดสอบอาการสิวของคุณได้ที่นี่ โปรแกรมทดสอบอาการ

วิธีสังเกตุอาการของสิวผด

สำหรับเพื่อน ๆ ที่ไม่สะดวกใช้โปรแกรมทดสอบว่าเราเป็นสิวแบบไหน เรามีข้อมูลการทดสอบว่าเราได้เป็นสิวผดจริง ๆ หรือไม่มาให้เพื่อน ๆ ได้ ทดสอบกันนะครับ โดยมีวิธีสังเกตุดังนี้คือ

1.สิวผด จะเป็นเม็ดเล็ก ๆ สีแดง ๆ ไม่ใช่สีเดียวกับผิวเรา ภาพด้านล่างจะเป็นการเปรียบเทียบนะครับ ข้อแตกต่างระหว่างสองสิว

2.อาจจะมีอาการคันมาด้วยหรือว่าไม่มีก็ได้ (irritate)  หลาย ๆ คนเข้าใจว่าจะต้องมีอาการคัน  จริ งๆ แล้วไม่ต้องมีอาการเหล่านี้ก็ได้

3.อาการจะเกิดได้เร็วมาก อาการผดจะใช้เวลาในการเกิดเร็วมากกว่าสิวอื่น ๆ ไม่กี่ชั่วโมงก็แสดงอาการได้

สาเหตุของการเกิดสิวผด

1.เกิดจากอาการแพ้ สาเหตุหลัก ๆ ของสิวผดจะเกิดมาจากอาการแพ้ จริง ๆ อาการไม่น่าจะเป็นห่วงมาก เพราะเป็นอาการที่ผิวเราแสดงให้เห็นว่าผิวเรากำลังเจออะไรอยู่ อาการแพ้เกิดได้หลาย ๆ อย่าง เช่นอาการแพ้อากาศ  ฝุ่น เครื่องสำอาง หรือว่าแม่แต่นํ้า ก็สามารถเกิดเป็นสิวผดได้

2.การแพ้อากาศ หรือว่ามลภาวะ ตัวนี้จะเพิ่มเติมจากข้อแรกนะครับ บางครั้งเราโดนฝุ่นก็สามารถจะแพ้ได้ครับ สังเกตุง่าย ๆคือ จะมีผื่นแดง ๆ ขึ้น นั้นหละครับอาการของสิวผด

2.แพ้เหงื่อ เหงื่อของเราเมื่อโดนมลภาวะอาจจะทำให้ผิวของเกิดอาการระคายเคืองได้อย่างง่าย

3.การใช้นํ้าอุ่นในการล้างหน้า เป็นอีกสาเหตุที่เกิดขึ้นโดยหลาย ๆ คนไม่ทราบ โดยการใช้นํ้าอุ่นในการล้างหน้าจะทำให้ผิวเราขาดนํ้า ทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้อย่างง่ายดาย

4.สภาวะที่ผิวเราเกิดความอ่อนแอ

วิธีรักษาสิวผด ให้หายขาดด้วยตัวเอง

สำหรับอาการของสิวผดนั้น เพื่อน ๆ คงได้ทราบแล้วว่าเกิดมาจากอาการระคายเคือง ฉะนั้นวิธีที่เราจะรักษาให้หายนั้น เราจะต้องเริ่มรักษาที่ต้นเหตุ สิวจึงจะหายได้ ซึ่งวิธีนี้ใ้ชได้กับอาการผื่นแดง  ๆ ที่เกิดขึ้นกับหน้าของเราได้ด้วยนะครับ

3 วิธีวางแผนออมเงินอย่างฉลาด

3 วิธีวางแผนออมเงินอย่างฉลาด

3 วิธีวางแผนออมเงินอย่างฉลาด

  ราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุด สินค้าอุปโภคบริโภคก็พากันขึ้นราคา ภาวะแบบนี้ไม่ว่ามนุษย์เงินเดือน พ่อค้า-แม่ขาย หรือนักธุรกิจรายใหญ่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางแผนการเงินให้รอบคอบ ทั้งการใช้เงินในชีวิตประจำวัน การลงทุน และการเก็บออม ซึ่งในฐานะที่บริษัท จีอี มันนี่ ประเทศไทย เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค จึงแนะนำ “12 วิธีสู่การวางแผนรวยตลอดปี” เพื่อให้คนไทยได้นำไปใช้และปฏิบัติ เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่พอเพียง …

1.การวางแผนการเงิน

การวางแผนการเงิน ถือเป็นข้อพึงปฏิบัติแรกที่ทุกคนจะต้องทำ ทั้งวางแผนการเงินของตัวเองและครอบครัวให้เหมาะสม ซึ่งเชื่อมโยงถึงรายได้ รายจ่าย การออม การลงทุน ภาษี การจัดการ หนี้สิน และการเตรียมตัวป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยขั้นตอนการวางแผน ประกอบด้วย

 1) การสำรวจตัวเอง เพื่อให้รู้จักอุปนิสัยทางการเงิน รู้เงื่อนไขข้อจำกัดของตนเอง เพื่อจะได้นำมาปรับใช้ในการวางแผนทางการเงิน

 2) กำหนดเป้าหมาย หรือสิ่งที่ต้องการ และระยะเวลาโดยแบ่งเป็นเป้าหมายระยะยาว (5, 15, 20 ปี) และเป้าหมายระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี)

 3) จัดสัดส่วนการใช้เงินให้เหมาะสม ควรกันเงินสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นก่อน แล้วนำเงินที่เหลือมาออมหรือลงทุนด้วยวิธีต่างๆ โดยคะเนว่า จะได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับเงินที่ต้องการ

 4) ลองนำแผนมาปฏิบัติ ถ้าตัวเลขที่วางไว้ยังห่างไกล ให้ปรับแผนเสียใหม่ เช่น ตัดค่าใช้จ่าย หรือลดเงินเป้าหมาย

2.จัดงบดุลคุมค่าใช้จ่ายส่วนตัว

แผนการเงินจะสำเร็จไปไม่ได้ หากขาดการจัดงบประมาณหรืองบดุล ซึ่งเป็นตัวช่วยควบคุมการใช้เงินไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง เริ่มจาก

 1) รวมตัวเลขรายได้ ของคุณทั้งหมด เช่น เงินเดือน ค่าจ้างพิเศษ ค่าเช่า ค่าโอที ฯลฯ

 2) รวบรวมและจดบันทึกรายจ่าย โดยหมั่นรวบรวมและจดบันทึกรายจ่ายว่าแต่ละเดือนคุณจ่ายเงินไปกับเรื่องใดบ้าง

 3) คาดคะเนรายจ่ายในอนาคต โดยปกติจะดูจากรายจ่ายปัจจุบันที่เรารวบรวมมาเป็นพื้นฐาน แล้วบวกอัตราเงินเฟ้อเข้าไป

 4) ทำสรุปงบประมาณ แล้วตั้งงบดุลเงินสด โดยทำตารางแบ่งช่องรายรับ-รายจ่าย แล้วแบ่งระยะเวลาเป็นช่วงๆ เช่น ต่อสัปดาห์ ต่อเดือน ต่อปี รวมยอดของทั้งรายรับและรายจ่าย แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน หากผลรายรับมากกว่า แสดงว่า ควบคุมค่าใช้จ่ายสำเร็จ ถ้าติดลบ ให้กลับมาดูที่รายจ่ายว่าจะตัดส่วนใดออกไปได้

 5) ติดตามการใช้จ่ายและปรับปรุงงบประมาณ

3.ออมเพลิน เมินจน

การเก็บออมควรแยกบัญชีเงินฝากเป็น 3 บัญชี ได้แก่ บัญชีใช้จ่ายเผื่อฉุกเฉิน บัญชีเงินออม และบัญชีเพื่อการลงทุน ซึ่งเคล็ดลับการออมนั้น มี 2 วิธี ได้แก่ ออมแบบลบสิบ โดยหักเงิน 10% ของรายได้ทุกเดือนมาเป็นเงินออม วิธีเหมาะกับคนที่มีวินัยในการออม ส่วนวิธีที่ 2 คือ ออมแบบเพิ่มสิบ สำหรับคนที่ชอบซื้อ เมื่อซื้อของสิ่งใดก็ตามให้เพิ่มเงินอีก 10% ของมูลค่ามาเป็นเงินออม

พฤติกรรมของเด็กที่มีผลต่อ ทักษะการเข้าสังคม ที่พ่อแม่ควรรู้

พฤติกรรมของเด็กที่มีผลต่อ ทักษะการเข้าสังคม ที่พ่อแม่ควรรู้

พฤติกรรมของเด็กที่มีผลต่อ ทักษะการเข้าสังคม ที่พ่อแม่ควรรู้

พัฒนาการเด็ก การเข้าสังคม การเลี้ยงลูกการส่งเสริมทักษะการเข้าสังคม สามารถสังเกตุจากบุคลิกภาพของลูก ว่าพร้อมในการเข้าระดับใด วิธีสังเกตุว่า ทักษะการเข้าสังคม ของลูกน้อยอยู่ในระดับใด

เด็กๆนั้นถึงแม้ว่าจะเป็น ผ้าขาว ที่พร้อมจะรับสิ่งต่างๆจาก สิ่งแวดล้อม แต่ บุคลิกภาพของลูก จะถูกถอดแบบมาจาก พฤติกรรมของพ่อและแม่ เนื่องจาก พ่อและแม่ เป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับลูกมากที่สุด การเลียนแบบคนรอบข้าง และ สิ่งที่เด็กได้พบและเห็น มี ผลต่อบุคลิกภาพของเด็ก อย่างชัดเจน  การช่วย ส่งเสริมบุคลิกภาพ ที่มีอยู่แล้วของลูกนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ซึ่งจะเป็น ตัวช่วยผลักดัน ให้เด็กมีพฤติกรรมใน การเข้าสังคม ที่แตกต่างกันออกไป สิ่งนี้สามารถสังเกตุได้จาก การสังเกตุพฤติกรรมของลูก

การสังเกตุพฤติกรรมของลูก นั้น สามารถ สังเกตุ ได้ตลอดเวลา ว่า ลูกชอบทำ และ ไม่ชอบทำสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นขณะอาบน้ำ เล่น รับประทานอาหาร การนอน การตื่น ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นส่วนของการปรับแผนการใน การเลี้ยงลูก ให้ลูกมีพฤติกรรม และ บุคลิกภาพที่ดี ใน การเข้าสังคม

1. อารมณ์ปานกลางถึงปกติ
ลูกมี พฤติกรรมการชอบเล่น และ ปฏิสัมพันธ์ กันเพื่อนๆ มีความสนใจและพอใจสิ่งรอบข้างรวมถึงสิ่งใหม่ๆรอบตัว ชอบที่จะเล่น และ เข้าหาเพื่อน แต่มีการเล่นสนุก งอแง และดื้อรันบ้างตามสถานการณ์ ซึ่งการจัดการสถานการณ์แบบนี้ต้องให้พ่อแม่ ช่วยระงับความเครียด นั้น

2. อารมณ์ดีและติดเล่น
เด็กยิ้มเก่ง หัวเราะง่าย ซน และ ให้ความสนใจ กับ สิ่งแวดล้อมต่างๆ เด็ก ลักษณะนี้จะอดทนต่อการรอคอยได้น้อย เด็ก ลักษณะนี้เลี้ยงง่าย ไม่ดื้อรั้น

3. มีอารมณ์เงียบขรึม
เด็กไม่ซน ชอบอยู่เงียบๆ เด็กจะ มีความสามารถในการจำ สิ่งต่างๆได้ดี สามารถ มีสมาธิ อยู่กับสิ่งที่ตนเองสนใจได้เวลานาน หาก พ่อแม่ สามารถ ส่งเสริม ลูก ให้สนใจใน สิ่งที่มีประโยชน์ เช่น การอ่านหนังสือ เล่นกีฬา การทำกิจกรรมพิเศษ เด็ก จะ ไม่ดื้อรั้น แต่อาจจะ ดื้อเงียบๆ ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอน ง่ายๆ เด็ก จะมีความเป็น โลกส่วนตัวสูง อาจทำให้ ทักษะการเข้าสังคม ต่ำ พ่อแม่ ควรหา กิจกรรม ที่ลูกได้มีส่วนร่วม ทำงานร่วมกับคนอื่น ร่วม จะ ช่วยให้ลูกเป็นเด็กที่มีความสามารถใน การเข้าสังคม มากขึ้น

4. ดื้อรั้น 
จะมีลักษณะในการ ไม่ชอบให้ใครขัดใจ ซึ่งมี พฤติกรรมการแสดงออกที่รุนแรง สิ่งนี้เกิดจาก การเลี้ยงดู ที่มี การเอาใจเด็กมากเกินไป พฤติกรรม นี้เป็น พฤติกรรมที่มีปัญหาต่อการเข้าสังคม มาก ซึ่งหากปล่อยไว้นาน ลูก จะ แสดงออกทางอารมณ์ คำพูด และ การกระทำที่รุนแรง หากเด็กโตขึ้นไปจะกลาย เป็นเด็กเกเร  ไม่มีเพื่อนคบ เป็นการผลักดันให้เด็กอยู่ในสภาพสังคมที่ไม่ดี กลายเป็น ปัญหาสังคม ที่ยากในการแก้ไข

สร้างรายได้เสริมจากความชอบ เพิ่มเงินในกระเป๋าได้

สร้างรายได้เสริมจากความชอบ เพิ่มเงินในกระเป๋าได้

สร้างรายได้เสริมจากความชอบ เพิ่มเงินในกระเป๋าได้

รายได้เสริมเป็นสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนใฝ่หา เพราะลำพังเงินเดือนอย่างเดียวก็แทบจะหมดไปกับภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตประจำวันหมดแล้ว ทั้งค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร เหลือไว้ใช้และออมเงินแค่ไม่เท่าไหร่ ถ้ามีรายได้เสริมจากตรงอื่นก็คงดีสินะ

แต่ทักษะก็ไม่มี วาดรูปก็ไม่เป็น ถ่ายรูปก็ไม่ได้ เล่นดนตรีนี่ก็ยากเลยแถมต้องลงทุนเยอะอีกต่างหาก ถึงแม้จะไม่มีทักษะอะไรเลย แต่พี่ทุยเชื่อว่าทุกคนก็ต้องมีงานอดิเรกอยู่แล้ว ซึ่งงานอดิเรกทุกอย่างสามารถหารายได้ให้เราได้จริงๆนะ ยิ่งเป็นยุคนี้ละก็ยิ่งง่ายเลยแหละ

บางคนสามารถหารายได้จากงานอดิเรกตรงนี้จนมากพอที่จะไม่ต้องทำงานประจำเลยก็มีมากมาย ลองไปดูกันเลยดีกว่าว่า การหารายได้เสริมในยุคปัจจุบันเนี่ย มันง่ายจริงมั้ย

1. ชอบเที่ยว

สำหรับคนที่ชอบเที่ยว ก็สามารถหารายได้ด้วยการเป็น นักรีวิว หรือ ไกด์พาเที่ยวแบบออนไลน์ ตามที่เคยเห็นกันใน Facebook หรือ Youtube มากมาย ซึ่งคนที่ทำวีดีโอเหล่านี้ ก็จะมีรายได้จากการโฆษณาหรือรายได้จาก Youtube โดยตรง ซึ่งพี่ทุยบอกเลยว่า เราสามารถมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำได้เลยแหละ

หลายคนที่มีอาชีพเป็นบล็อกเกอร์ท่องเที่ยว ก็เริ่มต้นมาจากไปเที่ยวเล่นๆแล้วก็นำภาพมาทำเป็นวีดีโอเผยแพร่จนดัง มีรายได้เข้ามามากมาย ซึ่งสิ่งที่สำคัญในการทำวีดีโอคอนเทนต์ให้มีชื่อเสียง ก็คือการทำให้มีเอกลักษณ์ แตกต่างและน่าสนใจกว่าคนอื่นๆนั่นเอง

รู้อย่างงี้แล้ว จะไปไหนมาไหนทั้งที อย่าลืมถ่ายบรรยากาศเก็บกลับมาด้วย ถ้าใครที่ไม่มีทุนหรือใช้กล้องไม่เป็นจริงๆ ก็สามาถรใช้มือถือได้ เพราะสมัยนี้เป็นยุคที่มือถือสามารถ่ายรูปหรือวีดีโอได้ดีขึ้นมากจนพอจะใช้แทนกล้องตัวใหญ่ได้เลยล่ะ

2. ชอบดูหนัง

สำหรับคนที่ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ การดูหนังทุกเรื่องที่เข้าโรงมา แม้จะดูเหมือนเป็นงานอดิเรกที่แสนจะเปลืองเงิน แต่ถ้ารู้จักต่อยอดให้ถูกทาง ก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นรายได้เสริมได้ไม่ยากเลย

ในยุคปัจจุบัน คนที่จะเลือกหนังดูสักเรื่อง คงไม่ค่อยสนใจโฆษณาหรือตัวอย่างหนัง เท่ากับการรีวิวอีกแล้ว การรีวิวหนังเปรียบเหมือนการถามเพื่อนที่ไปดูมาแล้วว่าเรื่องนี้สนุกมั้ย แต่ที่ในเพจเฟสบุ๊กส่วนใหญ่ทำ จะเป็นการวิเคราะห์เชิงลึก ทำให้มีความน่าเชื่อถือและน่าสนใจกว่ามาก ซึ่งการที่จะทำอะไรแบบนี้ได้นั้น คนที่ดูหนังมากๆ ก็คงจะพอทำได้ไม่ยากเลยใช่มั้ยล่ะ

การพัฒนาอาชีพ (Career Development) ให้ก้าวหน้า

การพัฒนาอาชีพ (Career Development) ให้ก้าวหน้า

การพัฒนาอาชีพ (Career Development) ให้ก้าวหน้า

การพัฒนาอาชีพ (Career Development) หมายถึง ความก้าวหน้าหรือการเติบโตของพนักงานในการทำงานใดงานหนึ่ง การพัฒนาอาชีพที่ประสบความสำเร็จนั้นจะต้องมีปัจจัยสำคัญคือ การกำหนดเป้าหหมายของอาชีพ (Career Goal) ตลอดจนมีการวางแผนทางด้านอาชีพ (Career Planning) เพื่อให้ดำเนินไปตามเส้นทางอาชีพ (Career Path) ที่วางทิศทางไปสู่เป้าหมายไว้ การที่จะดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ได้ด้วยดีนั้นย่อมจะต้องมีการบริหารอาชีพ (Career Management) ที่ดีด้วย ซึ่งทุกกระบวนการควรใส่ใจอย่างเกี่ยวเนื่องกันด้วยดี เพื่อที่จะทำให้เส้นทางอาชีพของแต่ละคนก้าวสู่ความสำเร็จนั่นเอง

 วัตถุประสงค์ของการพัฒนาอาชีพ 

1.เพื่อให้พนักงานมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในทางเดินชีวิต และมุ่งมั่นพัฒนาให้เกิดความก้าวหน้า

2.เพื่อพัฒนาทักษะ เพิ่มศักยภาพของการทำงานให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ

3.เพื่อพัฒนาองค์กรให้มีความก้าวหน้าด้วยซึ่งมาจากพื้นฐานพนักงานที่เกิดการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

4.เพื่อปรับปรุงให้ผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ขององค์กรดีขึ้น

5.เพื่อเพิ่มฐานเงินเดือนของพนักงานแต่ละคนให้สูงขึ้นตามความสามารถที่เพิ่มขึ้น

6.เพื่อรักษาให้พนักงานอยากทำงานอยู่กับองค์กร เพราะได้พัฒนาตัวเองตลอดเวลา

7.เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับพนักงานและองค์กร