รู้ทันเวลาที่ตัวเองมี

รู้ทันเวลาที่ตัวเองมี

รู้ทันเวลาที่ตัวเองมี

รู้ทันเวลาที่ตัวเองมี

เมื่อทำตารางบริหารเวลาก่อนอื่นเราควรเข้าใจเวลาที่ตัวเองมีอยู่ให้ถูกต้องเสียก่อนตัวอย่างเช่นสมมุติว่าเดือนหน้ามีวันหยุดติดกันสามวันรวมวันหยุดชดเชยคุณต้องไม่คิดแค่ว่าได้หยุดเพิ่มแต่คิดว่าเวลาที่มีอยู่คือ 72 ชั่วโมงจากนั้นก็หาเวลานอนวันละ 8 ชั่วโมงออกไปจะมีเวลาจริงๆคือ 48 ชั่วโมงระหว่างการคิดว่ามีเวลา 48 ชั่วโมงแบบนี้กับการคิดลอยๆว่าวันนี้มีวันหยุดติดกันสามวันน่าจะทำให้เราบริหารเวลาต่างกันมากซึ่งจะให้ผลลัพธ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิงเวลาไปท่องเที่ยวหรือทำงานนอกสถานที่

ในตารางบริหารเวลาเราจะให้ความสำคัญกับเรื่องที่ต้องทำตอนนี้เท่านั้นเป็นอันดับแรกอย่างตัวผมถ้าไปฮาวายก็มีเรื่องที่ทำได้ที่ฮาวายเท่านั้นอยู่เยอะเลยทีเดียวฉันอยากเล่นกระดานตรคืนอยากไปร้านอาหารร้านนั้นร้านนี้หรืออยากจะเจอคนนั้นคนนี้ให้เขียนสิ่งเรานี้ลงในตารางบริหารเวลาไว้ล่วงหน้าแล้วหักลบออกจากเวลาที่ตัวเองมีอยู่แค่นี้คุณก็จะไม่เหลือเวลาทำตัวเฉยแฉะแล้วจะจัดการเรื่องที่ทำได้เฉพาะเวลานี้เท่านั้นได้เป็นอย่างดีและนี่ก็คือการ พลิกแพลงเล็กๆในน้อยที่ช่วยคุณไม่ใช้เวลาที่มีจำกัดไปอย่างสูญเปล่านั่นเอง

หาวันที่ขี้เกียจสุดสุดไปเลย

หาวันที่ขี้เกียจสุดสุดไปเลย

หาวันที่ขี้เกียจสุดสุดไปเลย

หาวันที่ขี้เกียจสุดสุดไปเลย

บางทีคุณอาจจะนึกไม่ถึงนะครับแต่มีคนขี้เกียจอยู่มากทีเดียวที่เราควรเรียกว่าผู้นิยมความสมบูรณ์แบบชนิดแสงมากกว่าคนประเภทนี้ แสวงหาความสมบูรณ์แบบมากเกินไปถึงคิดเยอะว่านี่นี่ก็ไม่ดีนี่ก็ไม่ใช่ถึงเริ่มต้นไม่ได้สักทีแล้วต่อให้อุตส่าห์เริ่มต้นได้แล้วก็กลับเบื่อกลางคันเสียอีกโดยเฉพาะคนประเภทที่ชอบกังวลสายตาคนอื่นจะคิดว่าต้องไม่ให้ใครว่าเอา ได้ รามาจะกลายเป็นพวกนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่สมบูรณ์ไปโดยปริยาย

แต่ผู้นิยมความสมบูรณ์แบบที่เป็นแบบนี้สักวันก็จะหมดไฟบางทีอาจจะล้มป่วยทั้งกาย และจ่ายไปเลยก็ได้ส่วนจะแนะนำว่าไม่ต้องใส่ใจสายตาคนอื่นก็คงยังอีกไกลอย่างน้อยก็ต้องพยายามแก้ไขความเป็นผู้นิยมความสมบูรณ์แบบที่ผิดเพี้ยนนี้เสียเพราะฉะนั้นผมขอแนะนำให้ กำหนดวันที่ขี้เกียจสุดสุดเอาไว้เป็นประจำครับ

มันก็คือขอให้คุณจงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะขี้เกียจโดนไม่อยู่ใกล้คอมพิวเตอร์ไม่ใช่อีเมลหรือเผาเรื่องงานและเรื่องเรียนไปให้หมดคุณจะออกไปข้างนอกหรือไปเที่ยวก็ได้แต่วัตถุประสงค์ต้องไม่ใช่เพื่อพบเจออะไรใหม่ใหม่ขอให้จดจ่อกับการทำตัวขี้เกียจเรื่อยเปื่อยเท่านั้น

มาสร้างวันที่ขี้เกียจให้สุดสุดไปเลยด้วยความรู้สึกที่ว่าการที่ขี้เกียจเป็นงานหนึ่งของเรา

ไม่ลงโทษตัวเอง

ไม่ลงโทษตัวเอง

ไม่ลงโทษตัวเอง

ไม่ลงโทษตัวเอง

ถึงตรงนี้ผมขออธิบายเกี่ยวกับแรงบีบบังคับเพิ่มเติมอีกหน่อยถ้าคิดกันทั่วๆไปตัวแรงบีบบังคับที่เห็นได้ชัดก็น่าจะเป็นการลงโทษครับตัวอย่างการลงทุนก็เช่นถ้าขายไม่ได้ตามเป้าหมายก็จะถูกตัดโบนัสหรือถ้าเด็กลืมทำการบ้านก็จะให้เขียนไปสำนึกผิดและก็เป็นความจริงได้ว่าที่เราสามารถพยายามรักษากฎก็เพราะมีบทลงโทษนี้เองทีนี้ถามว่าถ้าเรานำการลงโทษมาประยุกต์ใช้กับตัวเองเช่นถ้าไม่ไปฟิตเนสสามครั้งในหนึ่งสัปดาห์สัปดาห์ถัดไปห้ามดื่มเหล้าจะได้ผลหรือไม่ตอบเลยครับว่าไม่มีทางคนที่ขี้เกียจที่กระทั่งเรื่องฟิตเน็ทก็ยังรักษากฎไว้ไม่ได้ไม่มีทางลงโทษตัวเองตามที่ตั้งไว้หรอกการลงโทษจะกลายเป็นแรงบีบบังคับก็ต่อเมื่อเป็นการลงโทษที่ภายนอกตั้งให้เพราะเราลงโทษตัวเองด้วยกฎที่ตั้งขึ้นเองไม่ได้เพราะแบบนี้นี่เองในหนังสือเล่มนี้ผมจึงไม่แนะนำแรงบีบบังคับประเภทที่มาจากการลงโทษไว้ไงล่ะผมเองก็เคยสงสาร เกี่ยวกับการเล่นเกมลงโทษกับเพื่อนเพื่อนแต่ก็เพื่อหาความสนุกสนานจากการเล่นเกมมากกว่าจะมาผลประโยชน์จากการลงโทษ

นอกจากนี้แม้จะมองในแง่ของแรงจูงใจประเภทที่ว่าทำเพื่อไม่อยากถูกลงโทษผมก็ยังไม่ค่อยอยากแนะนำอยู่ดีการจูงใจแง่ลบแบบนี้จะทำไปก็ไม่สนุกครับนำซ้ำยังมีแต่เรื่องที่จะเครียดกว่าเดิมด้วยเหตุผลเดียวกันนี้การตั้งเป้าหมายให้ตัวเองก็คงจะไม่ดีเหมือนกันแหละในเมื่อปกติเรามีความมุ่งมั่นน้อยอยู่แล้วต่อให้ใช่ป่าวมากแล้วนะมากดดันตัวเองก็มีแต่จะเหนื่อยหรือเปล่า

หาเพื่อนที่ช่วยสร้างแรงจูงใจ

หาเพื่อนที่ช่วยสร้างแรงจูงใจ

หาเพื่อนที่ช่วยสร้างแรงจูงใจ

หาเพื่อนที่ช่วยสร้างแรงจูงใจ

อย่างที่ผมอธิบายไปแล้วในหัวข้อชวนเพื่อนนั่นแหละครับการมีเพื่อนทำให้เกิดแรงบีบบังคับจากภายนอกจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เราทำสิ่งต่างๆได้ต่อเนื่อง

แล้วในเมื่อหาเพื่อนทั้งทีก็ควรสร้างทีมร่วมกับเพื่อนที่ตื่นตัวจะดีกว่าวิธีนี้ก็ใช้ได้กับหลายสาขาอาชีพไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนหรือทีมกีฬาประเภทต่างๆ

นักฟุตบอลซึ่งไปเล่นอยู่ที่อิตาลีได้ให้สัมภาษณ์ไว้น่าสนใจว่าเค้าเล่นให้กับสโมสรเปรูจาซึ่งเป็นสโมสรระดับล่างเมื่อผลงานโดดเด่นเข้าตาจนย้ายสังกัดสโมสรดังอย่างโรมาแต่กลับไม่ค่อยได้โอกาสลงสนามจนมีเสียงวิจารณ์ว่าทำพลาดแล้วที่ย้ายสังกัดอย่างไรก็ตามก็มีการพัฒนาขึ้นจากสมัยที่อยู่เปรูจาหลายเท่าตัวโดยอธิบายเหตุผลไว้แบบนี้ครับ

เค้าได้ลงแข่งน้อยลงก็จริงแต่ก็ได้ลองซ้อมกับเพื่อนฝูงที่มี ทักษะสูงทุกวันต่อให้เทียบกันแค่เรื่องความเร็วในการผ่านบอลหรือเลี้ยงลูกที่มีก็สั่งฉันแล้วไม่ได้ฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงเค้าก็พัฒนาขึ้นอย่างแท้จริงแม้จะเทียบกับเจ้าของบริษัทแต่ผมก็สั่งกับทีมไตรกีฬาอยู่สองทีมก็คือที่ฮาวายกับญี่ปุ่นครับไม่ได้สอบให้ทีมระดับสูงสูงก็ทำเวลาได้ต่างจากเดิมมาก

นอกจากนี้ในหนังสือเรียนอย่างไรให้สมองตื่นตัวนะประสาทวิทยาศาสตร์ก็บอกว่าอีกว่าสมองคนเรามีเซลล์ประสาทที่เรียกว่าเซลล์กระจกเงาอยู่ซึ่งทำให้เราเกิดความรู้สึกจำพวกความรู้สึกร่วมหรือ แรงจูงใจเวลาฝึกมาแข่งก็เหมือนกันว่ากันว่าถ้าปล่อย ฝีเท้าเร็ววิ่งด้วยกันกับม้าฝีเท้าดีม้าฝีเท้าเร็วจะทำเวลาได้ดีขึ้น

ส่วนแรงจูงใจที่คนทำงานอย่างเราสัมผัสได้ใกล้ตัวที่สุดก็คือน่าจะเป็นวัฒนธรรมขององค์กรบริษัทไหนมีฝ่ายบริหารที่ตื่นตัวพลังงานก็จะได้รับพลังงานและสร้างบรรยากาศแบบเดียวกันออกมาด้วย

จงรักงานที่ทำแต่ไม่เปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นงาน

จงรักงานที่ทำแต่ไม่เปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นงาน

จงรักงานที่ทำแต่ไม่เปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นงาน

จงรักงานที่ทำแต่ไม่เปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นงาน

เวลาอ่านหนังสือสำหรับวัยรุ่นผมมักจะเจอคำพูดที่ว่ามาเปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นงานกันเถอะคำพูดนี้ก็ฟังดูดีและเป็นอุดมคติจริงๆนะครับแต่ผมไม่ค่อยอยากแนะนำเท่าไหร่

อันดับแรกคนที่คิดจะเปลี่ยนสิ่งที่รักที่เป็นงานจำนวนมากกว่าครึ่งต้องเจอหนทางที่แสนคับแคบถ้าคิดจะทะลุผ่านออกไปโลดแล่นในฐานะมืออาชีพเต็มคันก็ต้องมานะบากบันจนแทบหมดแรงต้องอาศัยโชคชะตาด้วยผมคิดว่าคนที่เปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นอยากได้จริงๆอาจจะมีอยู่แค่หนึ่งในหลาย 10,000 คนด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ต่อให้เป็นสิ่งที่เราเป็นงานได้ก็ยังมีปัญหาที่ใหญ่ยิ่งกว่ารออยู่ข้างหน้าอีกตัวอย่างเช่นอดิเรกของผมก็คือเล่นกระดานตรคืนหรือผมชอบมากถึงขั้นที่สุดสนุกกับมันได้ทุกวันตอนอยู่ฮาวายแต่ถ้าวันหนึ่งการเล่นกระดานโต้คลื่นกลายเป็นงานขึ้นมาผมจะต้องเบื่อแน่นอนผมกล้าพูดเลยว่าที่รักการเล่นกระดานโต้คลื่นก็เพราะมันอยู่ในขอบข่ายที่เป็นงานอดิเรกนั่นเอง

ต่อให้รักมากแค่ไหนถ้ากลายเป็นงานขึ้นมาเราก็สนุกกับมันจากใจจิงได้ยากการเสียสิ่งที่ใจรักที่เราอุตส่าห์ค้นพบอย่างการเล่นกระดานโต้คลื่นถึงความสูญเสียใหญ่หลวงสำหรับผมดังนั้นแทนที่จะพยายามเปลี่ยนสิ่งที่ชอบให้เป็นงานผมขอปล่อยมันไว้แบบนั้นจะมีความสุขมากกว่าหลายเท่าเลยครับ

สิ่งที่ง่ายกว่านั้นมากก็คือการรักงานที่ทำอยู่ครั้งหนึ่งผมเคยเขียนงานการวิ่งมาราธอนเข้าไซแต่เมื่อลองนำเรื่องสนุกสนุกมาผสมผสานกันตอนนี้ก็กลายเป็นว่าถ้าไม่ได้วิ่งก็จะรู้สึกแย่การทำใจให้รักงานที่ทำอยู่ก็เหมือนกันครับไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยอย่างน้อยก็คงง่ายกว่ากันเปลี่ยนเรื่องที่ชอบให้เป็นงาน

สร้างความรู้สึกว่าได้กำไร

สร้างความรู้สึกว่าได้กำไร

สร้างความรู้สึกว่าได้กำไร

สร้างความรู้สึกว่าได้กำไร

เวลาคนที่ขี้เกียจจะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ใหม่กำแพงขนาดใหญ่ที่คอยขวางกั้นก็คือปัญหาเรื่องเวลาครับ

ยกตัวอย่างเช่นคุณตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะอ่านหนังสือวันละ 1 ชั่วโมงคุณก็ต้องจัดเวลา 1 ชั่วโมงจากที่มีอยู่ 24 ชั่วโมงเพื่ออ่านหนังสือและแน่นอนว่าคุณต้องไปเบียดบังเวลาอื่นทำให้เกิดความรู้สึกมันขาดทุน การจะได้สิ่งใหม่มาเราจะต้องเสียอีกสิ่งหนึ่งไปเสมอครับ นี่เป็นกฎธรรมดาแต่คนขี้เกียจที่รู้จักคิดพลิกแพลงจะไม่ต้องเสียทั้งเรื่องบันเทิงและการพักผ่อน

อยากอ่านหนังสือ จะอ่านบนรถไฟระหว่างไปทำงานหรืออ่านตอนแช่น้ำอุ่นก็ยังได้เลยครับแค่แทรกลงไปในกิจวัตรที่ทำอยู่เดิมก็ไม่ต้องทิ้งอะไรเลย

คุณจะเลือกใช้เวลา 1 ชั่วโมงเพื่อเดินทางไปทำงานอย่างเดียวหรือถ้ากิจกรรมอย่างอื่นทำรวมด้วยล่ะพลาซ่าเวลาอ่านหนังสือ 1 ชั่วโมงไว้ตรงนี้ได้ก็เท่ากับว่าจะมีเวลาสำหรับความบันเทิงหรือการพักผ่อนเพิ่มเท่าๆกัน

ปกติผมเรียกวิธีนี้ว่าสองเด้งแต่ไม่ได้ทำเพื่อให้ใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือบริหารเวลาให้เหมาะสมนะครับขอให้คิดยังไงว่าเป็นการทำเพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าได้กำไรจะดีกว่า

มีหลายเรื่องเลยนะครับที่เราทำไปพร้อมพร้อมกันได้เช่นกินอาหารกลางวันไปพร้อมประชุมออกกำลังกายในฟิตเนสพลางฟังเทปสนทนาภาษาอังกฤษไปด้วยหรือสรุปเอกสารรายงานบนรถไฟชินคันเซ็น

คนขี้เกียจจำเป็นจะต้องมีเวลาพักผ่อนครับและจะรักษาเวลาพักผ่อนไม่ได้ก็ต้องมีกำไรจากการทำกิจกรรมสองอย่างในเวลาเดียวกันเงื่อนไขบังคับสำหรับการเป็นคนขี้เกียจก็คือต้องทำทุกอย่างให้ได้กำไรครับ

ฝากตัวไว้กับองค์กรที่มีแรงบีบบังคับ

ฝากตัวไว้กับองค์กรที่มีแรงบีบบังคับ

ฝากตัวไว้กับองค์กรที่มีแรงบีบบังคับ

ฝากตัวไว้กับองค์กรที่มีแรงบีบบังคับ

คนที่ขี้เกียจไม่ใช่พวกกระตือรือร้นอยากจะไปบริษัทหรือโรงเรียนเองอยู่แล้วถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากจะไปถ้าไม่ชอบยืนโอนเงินบนรถไฟฟ้าคนแน่นและจริงก็อยากจะนอนอยู่บ้านตลอดไปมากกว่าเลยใช่ไหมล่ะครับ

แต่ในเมื่อคนอื่นต่างก็ต้องไปบริษัทกันทั้งนั้นจะชอบหรือไม่ก็ยังไปทำงานตรงตามเวลาทุกวันขนาดที่ว่าบางคนไข้ขึ้นสูงก็ยังจะหอบสังขารไปบริษัทให้ได้ผมไม่มีทางเลียนแบบได้เลยราคาแบบนี้ทั้งที่แค่หยุดงานซักหนึ่งวันก็ไม่ได้ทำให้ถูกไล่ออกอยู่แล้วดังนั้นที่พวกเขายังพยายามไม่หยุดแม้แต่วันเดียวก็คงจะพอบริษัทมีแรงบีบบังคับรุนแรงถึงขั้นนั้นเลยทีเดียวดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนหรือการออกกำลังกายผมจึงขอแนะนำให้ใช้ประโยชน์จากองค์กรที่มีระเบียบบังคับหรือการสมาคมที่มีแรงบีบบังคับในลักษณะเดียวกันกับบริษัทตัวอย่างง่ายง่ายเช่นเวลาเรียนจะต้องไปโรงเรียนหยุดเรียนหรือบทเรียนได้ยากและมีการสอบเป็นระยะช่วยสร้างสถานการณ์บังคับให้ยิ่งต้องไปเรียนมากขึ้น

หรือยังคุณคิดว่าจะเข้าฟิตเนสแต่แค่สมาชิคในการสมัครไม่ทำให้คุณขยันหรอกครับแต่ถ้าโทรไปจองเทรนเนอร์ประจำตัวไว้ก็น่าจะทำให้อู้ยากขึ้นแน่แน่

นอกจากนี้ถ้าเราฝากตัวไว้กับสถาบันที่มีแรงบีบบังคับในทำนองเดียวกันกับบริษัทหรือโรงเรียนคุณก็จะเกิดจิตใต้สำนึกว่าเป็นเรื่องปกติที่จะต้องไปถ้าเป็นแบบนั้นเราก็จะทำจนเป็นกิจวัตรจึงไม่ถอดใจไปก่อนอย่ามัวตังค์นะพยายามเองคนเดียวนะครับมาหยิบยืมพลังจากองค์กรกันเถอะ

เข้าร่วม เวิร์คช็อป

เข้าร่วม เวิร์คช็อป

เข้าร่วม เวิร์คช็อป

เข้าร่วม เวิร์คช็อป

ผมขอเข้าคำถามเลยนะครับสมมติมีหนังสือ ธุรกิจซักเล่มเขียนไว้ว่าให้กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนแล้วเขียนลงไปในกระดาษหรือให้เขียนข้อดีของตัวเอง 100 ข้อแล้วคุณก็คอยตามอย่างยิ่งว่าอย่างนี้เองจริงอย่างที่เขาว่า

แต่ถามว่าเราควรจะเขียนเป้าหมายของตัวเองลงในกระดาษหรือสมุดจดบันทึกกันจริงๆหรือเปล่าคุณจะใช้ชีวิตโดยจดจ่อกับเป้าหมายนั้นตลอดเวลาหรือเปล่าเสียใจด้วยครับคนส่วนใหญ่ขี้เกียจต้องหยุดอยู่ตรงกลางคล้อยตามว่าอย่างนี้นี่เองจริงอย่างที่เขาว่าแน่นอน

เพราะแบบนี้ผมถึงพยายามจัดเวิร์คช็อปหรือสัมมนาเชิงปฏิบัติการเท่าที่จะทำได้ไม่ใช่แค่เขียนหนังสือออกมาอย่างเดียวอย่าหัวข้อให้เขียนข้อดีของตัวเอง 100 ครับผมจะให้พูดว่าหมวกชอบลงมือเขียนเดี๋ยวนั้นเลยเราแบ่งเป็นทีมทีมละสี่ถึงห้าคนนำเสนอสิ่งที่เขียนภายในทีมของตัวเองเนื่องจากมีวิธีการเขียนบังคับดังนั้นยังไงก็ต้องทำแล้วเมื่อไหร่ที่ได้ลองทำจริงๆคุณก็จะได้สัมผัสประโยชน์ของมันทำให้อยากเวิร์คช็อปอีกผมเป็นคนที่ขี้เกียจขั้นรุนแรงจึงเข้าใจเรื่องนี้ดีครับว่าคนที่ขี้เกียจทำไม่มีแรงบีบบังคับถึงขั้นนี้ก็จะไม่ค่อยลุกขึ้นมาลงมือทำอะไรเองหรอก

และแน่นอนว่าการอ่านหนังสือนั้นสำคัญรายการร่วมสัมมนาแบบฟังบรรยายก็เป็นเรื่องที่ดีแต่ถ้าหนังสือและการสัมมนามีโอกาสจบลงตรงกันคิดว่าอย่างนี้นี่เองถ้าคุณรู้ตัวว่าเป็นคนที่ขี้เกียจก็ขอให้พยายามหาโอกาสเข้าร่วมเวิร์คช็อปเท่าที่จะทำได้เราจะเห็นผลที่น่าพอใจแน่นอน

เข้าร่วมเวิร์คช็อป

เข้าร่วมเวิร์คช็อป

เข้าร่วมเวิร์คช็อป

เข้าร่วมเวิร์คช็อป

ผมขอเข้าคำถามเลยนะครับสมุดมีหนังสือธุรกิจซักเล่มเขียนไว้ว่าให้กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนแล้วเขียนลงในกระดาษหรือให้เขียนข้อดีของตัวเอง 100 ข้อแล้วคุณก็คอยตามอย่างยิ่งว่าอย่างนี้เองจริงอย่างที่เขาว่าจะถามว่าแล้วคุณจะเขียนเป้าหมายของตัวเองลงในกระดาษหรือสมุดจดบันทึกกันจริงๆหรือเปล่าคุณจะใช้ชีวิตโดยจดจ่อกับเป้าหมายนั้นตลอดเวลาหรือเปล่าเสียใจด้วยครับคนขี้เกียจส่วนใหญ่ต้องหยุดอยู่ตรงการคล้อยตามอย่างนี้นี่เองจริงอย่างที่เขาว่าแหละแน่นอนเพราะแบบนี้ผมจึงพยายามจัดเวิร์คช็อปสัมมนาเชิงปฏิบัติการเท่าที่จะทำได้ไม่ใช่แค่เขียนหนังสือออกมาอย่างเดียวอย่าหัวข้อให้เขียนข้อดีของตัวเอง 100 ข้อผมใช้พูดลง + ชอบลงมือเขียนเดี๋ยวนั้นเลยเราแบ่งเป็นทีมทีมละสี่ถึงห้าคนนำเสนอสิ่งที่เขียนภายในทีมของตัวเองเนื่องจากวิธีนี้จะเป็นการบังคับดังนั้นยังไงก็ได้ก็ต้องทำแล้วเมื่อได้ลองทำจริงๆคุณจะได้สัมผัสประโยชน์ของมันทำให้อยากเข้าเวิร์คช็อปอีก

ผมเป็นคนที่ขี้เกียจคันรุนแรงจึงเข้าใจเรื่องนี้ดีครับคนขี้เกียจถ้าไม่มีแรงบีบบังคับถึงขั้นนี้ก็จะไม่ค่อยจะลุกขึ้นมาทำอะไรเลยและแน่นอนว่าการอ่านหนังสือนั้นสำคัญการร่วมสัมมนาแบบฟังบรรยายก็เป็นเรื่องดีแต่ทั้งหนังสือและสัมมนาก็มีโอกาสจบลงตรงแค่การคิดว่าอย่างนี้นี่เองถ้าคุณรู้ตัวว่าเป็นคนที่ขี้เกียจการให้พยายามหาโอกาสเข้าร่วมเวิร์คช็อปเท่าที่ทำได้เราจะเห็นผลที่น่าตกใจแน่นอน

ไปในที่ที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต

ไปในที่ที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต

ไปในที่ที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต

ไปในที่ที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต

ตอนผมไปเล่นที่สหรัฐอเมริกาที่ตั้งของวิทยาลัย ธุรกิจอยู่ในเมืองฟีนิกซ์รัฐแอริโซนาครับเนื่องจากเมืองนี้ไม่จัดเป็นเมืองใหญ่ซ้ำยังเป็นเขตดอนสักมีทะเลทรายหลายแห่งผมจึงไม่มีอารมไปเที่ยวเล่นข้างนอกแถมเงินก็ไม่ค่อยจะมีสิ่งเดียวที่ทำได้จะมีแค่อ่านหนังสือเรียนเท่านั้นเหนืออื่นใดก็คือผมได้ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้นก็เป็นแค่เรื่องบังเอิญแต่มาถึงตอนนี้เมื่อมองย้อนกลับไปผมว่าตัวเองใช้เวลาได้เป็นประโยชน์มากๆถ้าตอนนั้นได้ไปเรียนที่ฮาวายซึ่งมีสิ่งล่อใจมากมายผมคงลำบากแน่แน่ประสบการณ์แบบนั้นบอกผมว่าเวลาต้องการสมาธิคิดงานหรืออยากจะอ่านหนังสือหาความรู้การตัดสินใจไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีอินเตอร์เน็ตก็เป็นหนทางหนึ่งจริงอยู่ว่าปัจจุบันเราทำงานไม่ได้ถ้าอินเตอร์เน็ตแต่การไปอยู่ในที่ที่ไม่มีอินเตอร์เน็ตซักหนึ่งวันก็ไม่ได้ลำบากมากมายแถมถ้าอยู่ในที่ที่มีอินเตอร์เน็ตยังทำให้เรารวบรวมสมาธิไม่ได้เพราะจะเสียสมาธิทุกครั้งที่มีอีเมลเข้ามา

ดังนั้นหมาเวลาแห่งสมาธิในสถานที่ปลอดอินเตอร์เน็ตการเถอะครับจะเป็นที่ร้านกาแฟหรือเลาจ์ของโรงแรมก็ได้

และแน่นอนครับคุณจะไปออนเซ็นหรือรีสอร์ทก็ได้ไม่มีปัญหาขอแค่ห่างจากอินเตอร์เน็ตสักพักจะได้มีเวลาคุยกับตัวเองบ้างครับและถ้าอยากจะเฟ้นหาไอเดียดีดีแค่นี้กระดาษกับปากกาก็เพียงพอแล้วรทิ้งความคิดยึดติดว่าถ้าขับคอมพิวเตอร์ทำงานไม่ได้หรือถ้าขาดอินเตอร์เน็ตก็จะทำอะไรไม่ได้เลยแล้วคุณจะได้ไอเดียดีดีอย่างไม่คาดคิด