อย่าใช้ความเพียรพยายามเพื่อยืนระยะ

อย่าใช้ความเพียรพยายามเพื่อยืนระยะ

อย่าใช้ความเพียรพยายามเพื่อยืนระยะ

อย่าใช้ความเพียรพยายามเพื่อยืนระยะ

           ในญี่ปุ่นมีคำกล่าวแต่โบราณบอกว่ายืนระยะได้จะกลายเป็นพลังก็จริงอยู่หรอกครับที่การยืนระยะจะทำให้เกิดพลังยิ่งใหญ่ดังนั้นถ้ายืนระยะไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนหรือการลดน้ำหนักก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ

            แต่ยังมีความเข้าใจผิดๆแฝงอยู่ในประเด็นนี้เรื่องหนึ่งครับสมมติว่าคุณตั้งใจจะเริ่มเรียนภาษาอังกฤษอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้เราคิดว่าคำว่ายืนระยะได้จะกลายเป็นพลังใช้ได้กับทุกเรื่องจากนั้นคุณก็คิดว่าลองเรียนให้ต่อเนื่องซักหนึ่งปีดูก่อนแล้วกันว่าแล้วก็ทุ่มเทพลังไปกับการยืนระยะผมว่านี้เป็นทัศนคติที่แย่มากนะครับแต่ก็ต้องบอกไว้เลยว่าคิดแบบนี้โอกาสล้มเหลวกลางคันมากทีเดียวสาเหตุที่ล้มเหลวก็ง่ายนิดเดียวปัญหาอยู่จุดหมายที่เราทุ่มเทพลังให้นั่นเอง. ที่มีคนเข้าใจผิดกันมากมายนะครับเราไม่จำเป็นต้องทุ่มเทพลังพระยืนระยะไปเสียกับทุกเรื่องคนที่มีแรงผักดันให้ยืนระยะได้แบบนั้นก็มีแต่พวกคนขยันที่มุ่งมั่นพยายามคนขี้เกียจอย่างเราทำไม่ได้แน่นอน

             เรื่องที่คนขี้เกียจอย่างเราคนทุ่มเทก็คือการทำให้เป็นกิจวัตรอย่างตอนผมเริ่มวิ่งช่วงแรกก็มีแต่ความทรมาณครับแต่พอผ่านไปช่วง 10 วันแรกก็สนุกขึ้นคือร่างกายสัมผัสได้ถึงประโยชน์ทำเวลาได้เร็วขึ้นแถมยังไม่ทรมานแล้วด้วยผลก็คือผมรู้สึกว่าถ้าไม่วิ่งจะรู้สึกแย่หมายความว่ามันจะกลายเป็นกิจวัตรไป แล้วนั่นเองและเมื่อกาศเป็นกิจวัตรแล้วจากนั้นก็สบายครับไม่ต้องใช้ทั้งพลังใจและความมุ่งมานะแถมยังรู้สึกขี้เกียจต่อไปได้ไม่อั้นด้วย

             การตั้งเป้าหมายที่การยืนระยะคุณจะต้องพึ่งพาความแข็งแกร่งทั้งใจต่อไปไม่ สิ้นสุดคนที่ขี้เกียจจะทำกิจกรรมต่างๆให้ต่อเนื่องได้สำคัญก็คือต้องทำให้เป็นกิจวัตรครับ

อย่าตีกรอบตัวเอง

อย่าตีกรอบตัวเอง

อย่าตีกรอบตัวเอง

อย่าตีกรอบตัวเอง

              ช่วงตอนเล่มผมแนะนำไปแล้วว่ายอมรับว่าตัวตนเป็นคนขี้เกียจต่อให้คุณเป็นคนขี้เกียจแค่ไหนก็ห้ามใช้เป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธตัวเองนะครับรู้สึกว่าขี้เกียจนี่แหละจึงจะประสบความสำเร็จก็จะเกิดความพลิกแพลงที่จะช่วยให้ก้าวหน้าไปข้างหน้าได้แล้วไม่ว่าใครก็ต้องสังเกตุเห็นจุดอ่อนของตัวเองทั้งนั้นคนใช่ไหมกูจ่ายหนี้จุดอ่อนของตัวเองก็ยังจะหายากกว่าเสียอีกแต่ถ้าคุณปฏิเสธตัวเองไปเสียก่อนว่ายังไงฉันก็ทำไม่ได้อยู่ดีหรือทำได้หรอกทุกอย่างก็จะจบลงที่คำพูดสั้นสั้นนั้นก็จะขยับออกจากจุดดังกล่าวไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียวเรียกว่าการปฏิเสธตัวเองก็คือสวิตช์ปิดความคิดนั่นเอง

              ซ้ำร้ายคุณอาจจะเอาแต่โทษตัวเองอยู่. ทีไรหาทางหนีจึงมีแต่ยิ่งเครียดผมไม่ได้จะสนับสนุนให้คิดบวกเอาแบบมากมายหรอกนะครับแต่ขออย่างเดียวก็คือเลิกปฏิเสธตัวเองด้วยความคิดทำนองว่ายังไงฉันก็ทำไม่ได้อยู่ดีเสียตั้งแต่ตอนนี้สำหรับประเด็นนี้ขอให้การเลี้ยงเด็กดูเวลาเลี้ยงเด็กปฏิเสธตัวเด็กว่าเรื่องนี้แกมันไม่เข้าใจเรื่องนี้แกไม่เอาไหนเด็กคนนั้นก็จะไม่พัฒนาก็ต้องหาข้อดีของเด็กเรารู้จักชมเชยเด็กจะเก่งขึ้นได้ตามธรรมชาติพระตัวเราเองก็เหมือนกันคนรู้สึกเหมือนกำลังเลี้ยงดูเด็กที่ เชื่อว่าตัวฉันที่อยู่ข้างในตัวเองอยากใช้คำพูดปฏิเสธแต่ควรยอมรับที่ตัวเองเป็นคนขี้เกียจนะพยายามชื่นชมบ้างมาหลีกเลี่ยงสวิกความคิดซึ่งเกิดจากการปฏิเสธตัวเองกันเถอะครับ

ใส่ความรู้สึกแบบเล่นเกม

ใส่ความรู้สึกแบบเล่นเกม

ใส่ความรู้สึกแบบเล่นเกม
ใส่ความรู้สึกแบบเล่นเกม

เมื่อได้อ่านหนังสือหรือบทความพิเศษเกี่ยวกับนักกีฬาผมพบ ว่ามีคนเข้มงวดการเล่นกีฬาอยู่มากจนน่าปลัดใจยิ่งกว่านั้นในยุคสมัยหนึ่งยังเคยมีคำพูดที่ใช้กันทั่วไปในสโมสรกีฬาของญี่ปุ่นด้วยนะครับนั่นก็คือระหว่างซ้อมทำให้เห็นฟันจริงอยู่นะครับว่าต่างจังหวัดไว้ไปได้ถึงจุดสูงสุดบนเส้นทางของตัวเองถือเป็นเรื่องยอดเยี่ยมและเป็นทัศนคติที่ดีงามอย่างน่ายกย่องแต่ถึงอย่างนั้นผมก็ทำไม่ได้อยู่ดีผมเป็นคนขี้เกียจจริงปรับตัวให้เข้ากับค่านิยมแบบนั้นหรืออยากแถมยังคิดไว้ว่าไม่จำเป็นต้องฝืนปรับเพราะถ้าไม่สนใจพื้นนิสัยของตัวเองต่อให้เลียนแบบคนเก่งก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จดังนั้นผมจึงพยายามนำกลวิธีแบบเกมการเล่นเข้ามาปรับใช้ในการฝึกซ้อมให้มากที่สุด

อย่างเรื่องการลดน้ำหนักก็เหมือนกันครับผมจับคู่กับหุ้นส่วนธุรกิจของผมตั้งกติกากันว่าทำให้ผอมลงกี่กิโลภายในสามเดือนจะต้องถูกลงโทษเราส่งอีเมลรายงานน้ำหนักตัวและอาหารการกินหรือรายละเอียดการฝึกฝนต่างๆให้กับทุกเช้าผมเรียกวิธีนี้ว่า อย่างเรื่องการลดน้ำหนักก็เหมือนกันครับผมจับคู่กับหุ้นส่วนธุรกิจของผมตั้งกติกากันว่าทำให้ผอมลงกี่กิโลภายในสามเดือนจะต้องถูกลงโทษเราส่งอีเมลรายงานน้ำหนักตัวและอาหารการกินหรือรายละเอียดการฝึกฝนต่างๆให้กับทุกเช้าผมเรียกวิธีนี้ว่า reporting diet โดยบิดคำจาก Recording การไดเอ็ดวิธีลดความอ้วนที่ได้ใช้แล้วแนะนำไว้ในหนังสือวิธีนี้นอกจากจะให้ความรู้สึกถึงเล่นเกมแล้วยังมีแรงบีบบังคับจากภายนอกทำให้ยืนระยะได้อย่างราบรื่นและแน่นอนครับไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่าเราทำสำเร็จกันทั้งคู่องค์ประกอบพื้นฐานของเกมก็คือการแข่งขันรางวัลและบทลงโทษพอเป็นพิธีพบว่าเราควรผสมผสานองค์ประกอบเหล่านี้ให้ลงตัวไม่ต้องเพลงคับจนเกินไปแล้วทำให้สม่ำเสมอด้วยความสนุกจะดีกว่าครับ

คิดจินตนาการว่า“ถ้าเป็นแบบนี้ต้องสนุกแน่”

คิดจินตนาการว่า“ถ้าเป็นแบบนี้ต้องสนุกแน่”

คิดจินตนาการว่าถ้าเป็นแบบนี้ต้องสนุกแน่

คิดจินตนาการว่า“ถ้าเป็นแบบนี้ต้องสนุกแน่”

ผมว่าคุณเองก็คงจะคุ้นหูคำพูดทำนองว่าฝันให้ใหญ่เข้าไว้หรือจงวาดภาพตัวเองต้องประสบความสำเร็จแต่ถ้าเราวาดฝันที่ยิ่งใหญ่เกินไปไว้แบบเลื่อนลอยก็ไม่ค่อยเกิดประโยชน์หรอกครับเพราะว่าคนก็ยังจะมองไม่เห็นหนทางที่จะเชื่อมโยงความฝันเข้ากันกับความจริงเลยเพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเราควรวาดภาพอนาคตให้ไกลตัวมากขึ้นระดับที่รู้สึกได้ว่าถ้าเป็นแบบนี้ต้องสนุกแน่ ตัวอย่างเช่นผมเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกตอนเรียนมหาวิทยาลัยตอนนั้นผมออมเงินแล้วไปอยู่ที่ฮาวายหนึ่งเดือนแน่นอนว่าชีวิตที่ฮาวายเต็มไปด้วยเรื่องสนุกเราใจแต่ดึกแล้วผมไม่ได้พอใจสักเท่าไหร่ตอนนั้นผมแทบไม่ได้ภาษาอังกฤษจึงสนุกน้อยลงในหลายสถานการณ์เช่นร่วมวงสนทนากับคนที่ดูน่าสนใจไม่ได้ค่อนข้างลำบากเวลาต้องพูดคุยในชีวิตประจำวันเพราะถึงเวลาเดินทางกลับญี่ปุ่นระหว่างอยู่บนเครื่องบินผมก็คิดขึ้นมาว่าชีวิตที่ฮาวายจะสนุกจริงๆในอนาคตเราอยากลองไปอยู่ที่นั่นแต่ถ้าได้ภาษาอังกฤษคงต้องสนุกกว่านี้แน่แน่แล้วนั่นหมายความว่าผมไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้เลื่อนลอยแค่อยากจะพูดภาษาอังกฤษได้แต่สามารถนึกภาพจนเห็นเป็นรูปธรรมว่าตัวเองอาศัยอยู่ที่ฮาวายแล้วใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นเรื่องเป็นราวต่างหากแม่มันจะเหมือนกันขวัญแครอทไว้รอบหมาแต่ถ้าผมไม่มีประสบการณ์นี้ก็คงจะเหนื่อยกับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษยิ่งกว่านี้ก่อนจะวัตฟอร์ดการตั้งเป้าหมายเราก็ความคิดจินตนาการถึงอนาคตให้ใกล้ตัวมากขึ้นระดับที่รู้สึกแต่ว่าถ้าเป็นแบบนี้ต้องสนุกแน่นอน

กระตุ้นตัวเองไม่ให้ติดนิสัยรักสบาย

กระตุ้นตัวเองไม่ให้ติดนิสัยรักสบาย

กระตุ้นตัวเอง ไม่ให้ติดนิสัยรักสบาย

กระตุ้นตัวเองไม่ให้ติดนิสัยรักสบาย

อย่างที่ผมบอกไปแล้วครับไม่ว่าจะทำอะไรสำคัญก็คือทำให้เป็นกิจวัตรถ้าทำให้เป็นกิจวัตรได้คุณก็จะสบายแถมยืนระยะได้โดยที่ไม่เครียดด้วยการทำให้เป็นกิจวัตรจึงถือเป็นเรื่องสำคัญมากอย่างไรก็ตามถ้าทำพฤติกรรมหนึ่งต่อเนื่องยาวนานเกินก็จะมีปัญหาอีกประเภทตามมาเช่นกันสมมุติว่าคุณไปทำผมที่ร้านเดิมเป็นประจำประมาณ 10 ปีจนรู้ใจคุณเคยตั้งแต่เจ้าของร้านไปจนพนักงานบางทีคุณอาจตกอยู่ในสภาพที่ว่าแค่นั่งเฉยเฉยพลังงานก็ตัดผมทรงที่ชอบให้แบบนี้สบายก็จริงนะครับแต่เมื่อมีพฤติกรรมเป็นรูปแบบตายตัวเกินไปคราวนี้ก็จะปรับสมุดแรงกระตุ้นให้เริ่มต้นสิ่งใหม่หรือหมดความสนใจใคร่รู้ไปเลย

ถ้าถึงขั้นที่ว่าจะทำผมต้องร้านนี้อาหารจีนต้องร้านนี้อาหารอิตาลีต้องร้านนี้ไปทำงานต้องขึ้นรถไฟเที่ยวนี้เค้าอบรมต้องขจนี้สถานที่สั่งซื้อต้องบริษัทนี้คนรับผิดชอบต้องคนนี้จะกลายเป็นคนที่มีความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันมากกว่าจะเป็นแค่กิจวัตรทำให้ความสามารถในการคิดพลิกแพลงได้ลงไปอีกเพราะแบบนี้เองเราจึงควรทบทวนรูปแบบพฤติกรรมของตัวเองเป็นระยะอาจจะกำหนดรอบเวลาไว้เป็นสามปีห้าปีหรือ 10 ปีก็ยังได้ครับและพฤติกรรมใดเปลี่ยนแล้วไม่เกิดปัญหาขอให้กระตือรือร้นที่จะปรับเปลี่ยนดีกว่า วิธีนี้จะเป็นการกระตุ้นไม่ให้เราเกิดพฤติกรรมที่กลายเป็นความเคยตัวจนสบายเกินไปค่อยควายวิธีรักษาด้วยการทำให้ช็อคนั่นแหละครับแค่คิดจะหาร้านประจำเจ้าใหม่คุณก็ต้องหาข้อมูลหลายอย่างต้องสนใจใคร่รู้ได้อีกว่าในขณะที่สร้างกิจวัตรใหม่ใหม่ขึ้นมาคุณจะพบว่ามีสิ่งต่างๆรออยู่มากมายเลยนะครับ

เหนื่อยนักก็พักแบบกระฉับกระเฉง

สมัยนี้จะมีคนสอนวิธีการทำงานหรือวิธีฝ่าฟันไปถึงจุดหมายกันมากแต่น่าแปลกที่ไม่มีใครสอนวิธีพักผ่อนเลยจนผมรู้สึกว่ามีคนพักผ่อนไม่เป็นอยู่เยอะทีเดียวสมมุติว่าคุณทำโอทีจนเหนื่อยลาแล้วขึ้นรถไฟเที่ยวสุดท้ายกลับบ้านจากนั้นก็นั่งพักโซฟาสักครู่เราเปิดโทรทัศน์ในขณะที่ดูรายการรอบดึกไปเรื่อยเปื่อยปากก็พูดไปด้วยว่าเห้อวันนี้เหนื่อยจังเลย

ทำแบบนั้นจะไม่ได้มีทางหายเหนื่อยหรอกครับสมองของเราก็จะตื่นตัวตลอดเวลาในช่วงที่เราตื่นยิ่งทำโอทีจนถึงเวลารถไฟเที่ยวสุดท้ายก็น่าจะเครียดมากพอดูส่วนร่างกายก็ต้องเหนื่อยล้าด้วยแน่นอนถ้าเป็นแบบนี้ก็ต้องนอนเท่านั้นและการนอนหลับเพื่อให้สมองได้ขายความตื่นตัวและร่างกายก็จะได้ฟื้นฟูขึ้นจากความเหนื่อยล้าถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด

คนที่พักผ่อนไม่เป็นเวลาเหนื่อยล้าก็จะทำตัวเอ่ยชื่อเหนื่อยแต่ความจริงแล้วสิ่งที่จำเป็นเวลาเน็ตเหนื่อยไม่ใช่การเออระเหยแต่คือการนอนหลับต่างหากครับนอกจากนั้นในวงการกีฬาก็ยังจะมีแนวคิดที่เรียกว่า Active Rest

การหยุดพักด้วยการยืดเส้นยืดสายเวลาเหนื่อยล้าถ้าเราหยุดพักเต็มที่จะไม่มีทางหายเหนื่อยสู้ออกกำลังกายเบาเบาอย่างกระฉับกระเฉงก็จะฟื้นฟูร่างกายได้ผลมากกว่าเพราะฉะนั้นช่วงที่หาจังหวะนอนพักได้ยากอย่างช่วงกลางวันแทนที่จะอ้างว่าเหนื่อยแล้ว ทำตัวเฉยแฉะถ้าเรากระตือรือร้นขยับร่างกายเช่นออกไปเดินข้างนอกจะช่วยคลายความเหนื่อยล้าได้มากกว่ากันเยอะเลยครับ

มาฟื้นฟูร่างกายที่เหนื่อยล้าด้วยการขยับแข้งขยับขาในช่วงเวลากลางวันแล้วก็เข้านอนแต่หัวค่ำในช่วงเวลากลางคืนกันเถอะ

ชวนเพื่อน

เวลาอยากทำอะไรให้ต่อเนื่องการพึ่งพาและความตั้งใจของตัวเองจะไม่ใช่วิธีที่แยบยลครับยิ่งถ้าคุณรู้ตัวอยู่แล้วว่าเป็นคนที่ขี้เกียจยิ่งไปกันใหญ่

สิ่งที่จำเป็นสำหรับการอยู่ระยะคือแรงบีบบังคับและถ้าไม่ใช่แรงบีบบังคับที่มาจากภายนอกก็จะไม่ค่อยเห็นผลเช่นกันวิธีสร้างแรงบีบบังคับจากภายนอกที่มีประสิทธิภาพที่สุดก็คือการชวนเพื่อนนั่นเองตัวผมเองก็ที่ตกลงใจว่าจะลงแข่งไตรกีฬาให้เป็นเรื่องเป็นราวก็คิดนะว่าลำพังตัวเองคนเดียวก็คงจะไปไม่รอดแน่ผมรู้ตัวว่าเป็นคนที่ขี้เกียจที่ขาดความตั้งใจจริงภาพออกว่าไม่ทันไรก็คงจะยอมแพ้

เพราะแบบนี้เองผมจึงตัดสินใจชวนเพื่อนที่สนใจเรื่องไตรกีฬาหรือเรื่องสุขภาพมาตั้งทีมเล่นแต่กีฬากันอย่างจริงจังแล้วก็ออกวิ่งด้วยกันตั้งแต่เช้าสัปดาห์ละสามครั้งไม่ว่าจะเป็นวันลมแรงหรือเช้าที่อากาศหนาวสุดสุดแค่คิดว่ามีเพื่อนผมก็ไปวิ่งได้แล้วแหละที่ยืนระยะได้ก็เพราะมีเพื่อนเป็นแรงบีบบังคับจากภายนอกนี่เอง

นอกจากนั้นการมีเพื่อนยังมีประโยชน์ตรงที่ช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้เราด้วยหลายคนก็คงจะรู้จักทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ โดยอับราฮัม มาสโลว์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันนะครับขอแบ่งความต้องการของมนุษย์ไว้เป็นห้าข้อดังนี้

1. ความต้องการด้านร่างกาย
2. ความต้องการด้านความปลอดภัย
3. ความต้องการความรักและการเป็นเจ้าของ
4. ความต้องการการยกย่องนับถือ
5. ความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง

การเมืองมาทำกิจกรรมที่มีเป้าหมายเดียวกันกับกลุ่มเพื่อนนั้นจะตรงกับทฤษฎีข้อความต้องการความรักและการเป็นเจ้าของกับความต้องการการยกย่องนับถือพอดี

ส่วนการยืนระยะได้หรือไม่นั้นปัญหาจะไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจแต่จะอยู่ที่แรงบีบบังคับต่างหากถ้าเป็นคนเพียรพยายามซึ่งมีความตั้งใจแรงกล้าก็ว่าไปแต่ถ้าคนที่ขี้เกียจอย่างเราไม่ควรจะพึ่งพาพลังความตั้งใจหรอกครับที่จะทำแบบนั้นหรอกคนมุ่งมั่นหาวิธีสร้างและใช้แรงบังคับจากภายนอกให้เกิดประโยชน์จะดีกว่าความจริงแล้วในทีมที่ผมตั้งขึ้นมาเพื่อที่ลดน้ำหนักได้สำเร็จทั้งที่เป็นคนที่ขี้เกียจน้ำหนักล้มเหลวมาแล้วหลายครั้งแน่นอนว่าพวกเขาทำไปสนามจึงไม่เครียดด้วยคุณก็เหมือนกันครับมาสร้างแรงบีบบังคับด้วยการชวนเพื่อนกันเถอะ

วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ไม่ทรมาน

ต่อให้คุณเป็นคนที่ขี้เกียจขนาดหนักแค่ไหนก็ต้องมีเรื่องที่รู้สึกว่ามีแต่เรื่องนี้แหละที่ทำเท่าไหร่ก็ไม่ทรมานอาจจะเป็นเพราะตีกอล์ฟหรือเล่นเกมก็ได้คงต้องมีสักเรื่องที่คุณทำได้ต่อเนื่อง ใช่ไหมล่ะครับ ไม่จำเป็นต้องเป็นความสามารถพิเศษก็ได้ว่าแต่ว่าทั้งที่ถ้าเป็นการตีกอล์ฟหรือเล่นเกม คุณยืนระยะได้แล้วทำไมเรื่องเรียนหรือออกกำลังกายกลับทำไม่ได้กันล่ะคำถามง่ายง่ายนี้ไม่ค่อยมีคนครุ่นคิดกันจังเลย

ในความคิดของผมสาเหตุที่ทำให้เราทำสิ่งใดสีหนึ่งได้ต่อเนื่องโดยไม่ทรมานแบ่งกว้างกว้างได้เป็นหัวข้อต่อไปนี้

1. ใจรักตรงกับความสนใจของตัวเอง
2. ทำแล้วสนุกถูกจริต
3. รู้สึกดีรู้สึกสุขกายสบายใจ
4. ได้ประโยชน์มีแรงจูงใจในแง่บวก
5. มีปัจจัยในแง่การแข่งขันกระตุ้นให้อยากทำ
6. ถ้าไม่ทำจะลำบากเข้าใจดีว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

ในหัวข้อเหล่านี้ข้อหนึ่งถึงข้อสี่ถือเป็นแรงจูงใจภายในส่วนค่ากับพวกนั้นก็คือแรงบีบบังคับจากภายนอก

ดังนั้นต่อไปคุณเป็นคนชอบเกมสมมุติว่าชอบเกมต่อสู้เป็นพิเศษก็น่าจะมีนิสัยชอบกระตุ้นตัวเองด้วยการแข่งขันในข้อที่ห้านะครับถ้าอย่างนั้นคุณก็แค่นำปัจจัยต่างๆที่มีในการแข่งขันเข้ามาใช้กับการเรียนแล้วก็ออกกำลังกายด้วยก็น่าจะเป็นประโยชน์สูงสุดและการวิเคราะห์สิ่งที่ตัวเองถนัดแบบนี้จะช่วยให้คุณมองเห็นหนทางพัฒนาสิ่งที่คุณไม่ถนัดได้ด้วย

อย่าเป็นคนขยันที่ไร้ความสามารถ

ระหว่างที่คุณทุ่มเทในช่วงเวลา 10 วันแรกสิ่งที่ผมอยากให้ระวังไว้มากๆก็คืออยากกลายเป็นคนขยันที่ไร้ความสามารถครับถ้ามองผิวเผินเรามักจะหลงคิดผิดว่าทุ่มเทให้ช่วงเวลา 10 วันแรกเป็นทฤษฎีจิตนิยมซึ่งพลังใจและความมุ่งมานะจริงอยู่ว่าวิธีนี้ต้องใช้ความพยายามกันบ้างแต่ไม่ได้หมายความว่าพยายามแล้วทุกอย่างจะดีไปหมดไหนควรจะทุ่มเทเวลาผมว่าควรใช้ชีวิตช่วง 10 วันนี้อย่างชาญฉลาดให้เกิดประโยชน์สูงสุดเท่าที่จะทำได้ดีกว่า

อย่างกรณีของผมนับจากวินาทีที่ตัดสินใจจะลงแข่งไตรกีฬาผมซื้อหนังสือเฉพาะทำมาถึง 100 เล่มราคาเล่มที่มีเนื้อหาดีดีไว้โดยแบ่งประเภทเป็นหนังสือวิ่งมาราธอนไว้นามและความจักรยานอย่างละห้าเล่มแล้วจากนั้นก็ยังหานิตยสารที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้อง ย้อนหลังสองปีมาครบทุกฉบับเพื่อแบ่งปันข้อมูลกับเพื่อนฝูงในทีมพอรวบรวมข้อมูลแบบนี้ไปเรื่อยเรื่อยผมก็ได้รู้ว่าถ้าเรื่องจริงเรื่องเดียวเค้าจะมีวิธีทั้งวิธีวิ่งที่ไม่ได้ผลแล้วก็วิธีวิ่งที่ได้ผลและแน่นอนครับว่าต่อให้เราพยายามวิ่งให้ได้ 10 วันแต่ถ้าวิ่งวิ่งไปแบบสะเปะสะปะลงท้ายก็อาจจะไม่ได้สัมผัสถึงประโยชน์เลยก็ได้

เรื่องงานกับเรื่องเรียนก็เหมือนกันครับสมมุติว่าถ้าคุณตั้งใจว่าเดือนนี้จะอ่านหนังสือสาม 10 เล่มลองคิดดูว่าสิถ้าระหว่างอ่านหนังสือ 30 เล่มที่เลือกมาส่งตรงกับการอ่านหนังสือ 30 เล่มที่ดีอย่างไหนจะได้ประโยชน์กว่ากันถ้าจะอ่านหนังสือทั้งทีอ่านเล่มที่น่าสนใจดีกว่าแถมถ้าได้เจอหนังสือดีดีจนสัมผัสได้ถึงความสุขของการอ่านคุณก็น่าจะชอบหนังสือยิ่งขึ้นอีกอย่างที่ไร้ความสามารถก็มักจะหมดจดจ่อแต่เรื่องปริมาณสนใจแค่ว่าการอ่านแล้วไปกี่เล่มกี่โลแต่ไม่ค่อยคำนึงถึงรายละเอียดและถ้าคุณอยากสัมผัสถึงประโยชน์ก็ต้องคำนึงถึงคุณภาพและให้มากขึ้นครับ

ทุ่มเทให้ช่วงเวลา 10 วันแรก

เวลาคุณจะเริ่มต้นทำอะไรไม่ว่าเรื่องเรียนหรือเรื่องการออกกำลังกายสิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าคุณรู้สึกสนุกกับมันได้หรือเปล่าถ้ารู้สึกสนุกไม่ได้ต่อให้ตั้งเป้าหมายดีเลิศแค่ไหนสุดท้ายก็จะเครียดอยู่ดี

ช่วงหนึ่งผมเองก็เคยเกรดการวิ่งมาราธอนที่สุดเลยครับเพราะผมรู้สึกว่ามีความทนทรมานไม่เห็นสนุกตรงไหนเลยดังนั้นต่อให้ตั้งกฏไว้ว่าจะวิ่งสัปดาห์ละครั้งก็ยืนระยะได้อยากถอนใจไปแล้วครึ่งหนึ่งเพราะคิดว่าตัวเองก็ไม่ได้ถูกกับโรคหรือกับมาราธอนแหมเมื่อตั้งสติคิดก้อรู้ว่าที่ผมชอบการวิ่งมาราธอนไม่ลงเกิดจากเหตุผลง่ายง่ายนิดเดียวนั่นก็เพราะร่างกายที่ไม่รู้สึกว่าได้ประโยชน์นั่นเอง

ผมไม่ได้ความรู้สึกทุกข์ทรมานหนึ่งครั้งแล้วหยุดไปหนึ่งสัปดาห์ก่อนจะเริ่มวิ่งใหม่ถ้าทำแบบนี้ซ้ำๆร่างกายจะไม่ได้สัมผัสถึงประโยชน์หรอกครับการวิ่งแค่ครั้งเดียวจะไม่ทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงแผนหยุดไปอีกหนึ่งสัปดาห์ร่างกายเลยกลับคืนสู่สภาพเดิมดังนั้นในสัปดาห์ที่สองซึ่งทรมานพอๆกันกับครั้งแรกแบบนี้ต่อให้ทำสามหรือสี่สัปดาห์ความจริงแล้วก็จะมีค่าเท่ากันสุดท้ายเมื่อผ่านไปหนึ่งเดือนคุณก็จะล้มเลิกความตั้งใจเพราะคิดว่าฉันทำไม่ได้

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือการทุ่มเทให้ช่วงเวลา 10 วันแรกครับเฉพาะ 10 วันแรกคุณก็จะต้องทำให้มันต่อเนื่องทุกวันห้ามหยุดเด็ดขาดแค่ 10 วันเท่านั้นต่อให้งานยุ่งแสนยุ่งหรือเจ็บกล้ามเนื้อขนาดไหนก็ขอให้ลองทำดูก่อนผลก็คือจากที่ตอนแรกวิ่งได้แค่สามกิโลก็เหนื่อยแทบขาดใจอาการเหนื่อยหอบก็จะบรรเทาลงทีละน้อยแล้วเริ่มรู้สึกว่าตัวเบาแทบน้ำหนักตัวก็จะอยากเปลี่ยนแปลงด้วยและแน่นอนว่าสภาพจิตใจก็จะดีขึ้นเช่นกันเมื่อรางกายได้สัมผัสถึงประโยชน์แล้วหลังจากนั้นคุณก็จะลดเหลือแค่สัปดาห์ละครั้งหรือไม่กี่ครั้งก็ยังได้สุธานีถ้าลองพยายามยืนระยะให้ได้ 10 วัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนหรือเรื่องการออกกำลังกายคุณก็จะได้สัมผัสถึงประโยชน์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งแล้วการสร้างความรู้สึกที่ดีแบบนั้นลงในสมองและร่างกายก็จะทำให้คุณสบายใจขึ้นในภายหลัง