คนที่มันนินทาว่าร้ายคนอื่นย่อมไม่เป็นที่รัก

ในนิทานชื่อดังเรื่อง King Midas and the donkey ears ช่างตัดผมที่ล่วงรู้ว่าอาการของพระราชามีลักษณะเหมือนโหราอยากจะป่าวประกาศเรื่องนี้ออกไปจนแทบทนไม่ได้

แรกเริ่มเดิมทีคนเรามีนิสัยชอบนินทาหรือพูดถึงเขารู้อยู่แล้วแต่การพูดเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับคนอื่นถือเป็นเรื่องไม่ดีอย่างมากคนที่เอาแต่ว่าร้ายในไม่ช้าจะกลายเป็นคนที่ไม่มีใครชอบ ทำไมหรือเพราะตอนที่พูดถึงสิ่งที่ไม่ดีหัวใจของคนคนนั้นจะเต็มไปด้วยองค์ประกอบด้านลบ

เนื่องจากคนเราที่มีนิสัยการซุบซิบนินทาอยู่เป็นทุนเดิมดังนั้นในตอนแรกผู้คนจะหารุมล้อมคนที่พูดจาว่าร้ายผู้อื่น

แต่หลังจากนั้นจากค่อยค่อยรับรู้ถึงพลังงานลบของคนที่เอาแต่พูดเรื่องไม่ดี

คนส่วนใหญ่จะเริ่มคิดว่าเอาแต่นินทาคนอื่นเนอะรู้สึกไม่ดีเลยพูดเรื่องไม่ดีของคนรอบข้างอยู่นั่นแหละถ้าอยู่ใกล้เดี๋ยวก็พลอยโดนไปด้วยหรอก และทิ้งระยะห่างออกไปในที่สุด

เช่นเดียวกับช่างตัดผมในเรื่อง King Midas and the donkey ears คนเรามักจะอยากพูดคุยเรื่องข่าวลือกับใครใครเสมอ

เพราะฉะนั้นเพราะมีการพูดนินทาว่าร้ายคนอื่นก็จะเอาไปพูดต่อๆกันว่าคุณคนนั้นพูดถึงคนนี้แบบนี้ด้วยนะทำให้เรื่องนั้นแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว

ดังคำกล่าวที่ว่าความทุกข์ของผู้อื่นมีรสหวานปานน้ำผึ้งการนินทาว่าร้ายสามารถทำให้หัวใจผู้คนรู้สึกเพลิดเพลินได้เพียงไม่นานและนั่นเป็นเพียงได้แค่ความสุขชั่วขณะเหมือนได้รับประทานอาหารรสอร่อยเท่านั้นคนที่ไม่มีความอ่อนโยนต่อผู้อื่นและเอาแต่เรื่องหาความเพลิดเพลินทางอารมณ์แบบนั้นไม่ช้าก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีใครชอบในที่สุด

คนที่เอาแต่นินทาว่าร้ายคนอื่นไม่นานตัวเองก็จะโดนมองในแง่ร้ายไปด้วย

กาพร่ำบ่นถึงสิ่งที่ไม่พอใจคือศัตรูตัวฉกาจของความสุข

คนอย่างฉันไม่ว่าทำอะไรก็คงไม่สำเร็จทั้งนั้นแหละ

ฉันเหมือนคนโชคร้ายไม่มีทางมีความสุขหรอก

อิจฉาคนนั้นจังเลยถ้าฉันมีพรสวรรค์แบบนั้นบ้าอะไรๆ ก็คงดีกว่านี้

บางคนมักจะคอยพร่ำบ่นถึงสิ่งที่ไม่พอใจเกี่ยวกับตนเองหรือสภาพแวดล้อมอยู่เสมอแต่ถ้ามัวพูดแต่คำพูดเชิงลบเรื่องดีดีจะไม่มีวันมาเยือนบุคคลนั้นอย่างแน่นอน

ดร. โจเซฟ เมอร์ฟี นักปรัชญาแห่งความสำเร็จเคยบรรยายไว้ว่าภายในใจของคนเรามีสิ่งที่เรียกว่าจิตใต้สำนึกอยู่

ดร. เมอร์ฟี กล่าวว่า”จิตใต้สำนึกมีพลังมหาศาลที่สามารถสัมผัสรู้ถึงความรู้สึกแรงกล้าของบุคคลและจะชักนำไปในทิศทางที่บุคคลนั้นปรารถนา”

ดังนั้นที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าคนที่เอาแต่คร่ำครวญถึงสิ่งที่ตนไม่พอใจการบ่นถึงเรื่องดังกล่าวจะเป็นการปลุกฝังรากลึกของคำพูดในเชิงลบว่าตัวเองโชคร้ายตัวเองทำอะไรก็ไม่ได้เรื่องลงไปในจิตใต้สำนึกของตนเอง

จึงมักไม่มีเรื่องดีดีเกิดขึ้น ไม่ว่าใครๆต่างก็คงเคยเผลอหลุดปากพูดสิ่งที่ไม่พอใจหรือบนออกไป

อย่างไรก็ดีการพูดแต่สิ่งที่ไม่พอใจจะทำให้จิตใต้สำนึกเต็มไปด้วยอารมณ์ลบ

และผลลัพธ์ก็คือ อาจทำให้กลายเป็นคนที่พอจะทำอะไรเค้าจริงก็ล้วนไม่ราบรื่นไปเสียหมด
การพร่ำบ่นถึงสิ่งที่ไม่พอใจจะขัดขวางเส้นทางไปสู่สิ่งที่ดีดีเรียกได้เป็นศัตรูตัวฉกาจของความสุขโดยแท้

คนที่เอาแตพร่ำบ่นถึงสิ่งที่ไม่พอใจจะส่งพลังลบไปสู่จิตใต้สำนึกของตนเอง

คุณกำลังกลั่นแกล้งตัวเองด้วยคำพูดอยู่หรือเปล่า

ถ้อยคำมีพลังเหนือกว่าที่เราคาดคิดไว้นัก

แต่คนจำนวนมากกลับไม่เข้าใจถึงพลังนั้นและใช้ถ้อยคำผิดวิธีอยู่เรื่อย

ยกตัวอย่างเช่นในชีวิตประจำวันยังมีบางคนที่กลั่นแกล้งตนเองด้วยคำพูดโดยไม่รู้ตัวยกตัวอย่างง่ายง่ายก็คือคนที่ชอบตำหนิตัวเองเวลาทำอะไรผิดพลาดนั่นเอง

“ โอ้ยทำไมเรื่องแค่นี้ต้องทำพลาดด้วยนะ”
“ เรื่องแค่นี้ยังทำพลาดฉันนี่มันไม่เอาไหนเลยจริงๆ”

ไม่ว่าใครก็คงเคยมีประสบการณ์บ่นตัวเองออกมาโดยอัตโนมัติแบบนี้ใช่ไหม แต่นี้ล่ะที่เรียกว่าพฤติกรรมกลั่นแกล้งตนเองด้วยคำพูด ลองนึกถึงตอนที่เราบ่นคนอื่นก็น่าจะเข้าใจได้ดีขึ้นในเวลาแบบนั้นคนเรามักมีอารมณ์หรือเกิดอารมณ์ด้านลบเช่นความโกรธหรือเกลียดชังขึ้นในใจ ต่อให้เป็นคนใจดีอ่อนโยนแค่ไหนก็คงเคยมีช่วงเวลาแบบนี้กันทั้งนั้น เช่นเดียวกับตอนตำหนิตนเอง พริบตาที่เรากล่าวถ้อยคำตำหนินั้นนานก็เหมือนส่งความโกรธเกลียดชังให้เผาผลาญตนเอง

สรุปคือ คนที่ชอบตำหนิตนเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็จะใช้คำพูดในเชิงลบกลั่นแกล้งตนเองอยู่เสมอและแน่นอนว่าการสำนึกผิดในยามที่ทำพลาดถือเป็นสิ่งสำคัญแต่เราไม่จำเป็นต้องตำหนิตนเองจนเกินควรก็ได้
บางครั้งคนเราก็ใช้คำพูดทำให้ตนเองบาดเจ็บโดยไม่รู้ตัว

คนที่ใช้คำพูดเชิงบวกตีความสิ่งต่างๆจะไม่มีวันหดหู่

เวลาเกิดเรื่องโชคร้ายมักจะเผลอบ่นทุกที ไม่ว่าใครก็คงเคยมีประสบการณ์แบบนี้กันทั้งนั้น

แต่หากทำแบบนั้นเราจะกลายเป็นผู้ปล่อยพลังลบมากมายออกไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวเราจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ได้ขึ้นอยู่กับวิธีการมองหรือการตีความ

ยกตัวอย่างเช่นตอนเป็นหวัดหากคิดว่าเป็นหวัด รู้สึกไม่สบายตัวไปทำงานหรือเที่ยวเล่นไม่ได้ทำไมฉันถึงโชคร้ายแบบนี้นะคงยิ่งทำให้รู้สึกหดหู่

และหากทำแบบนั้นพลังงานลบจะยิ่งสั่งสมในใจทุกสิ่งทุกเรื่องราวมีหลายด้านเสมอถ้าเปลี่ยนวิธีคิดสักเล็กน้อยก็จะมองเห็นด้านดีๆ ได้ “ถึงจะเป็นหวัดก็เถอะแต่ก็ทำให้ได้หยุดงานพักผ่อน” “เพราะเป็นหวัดและมีใครเลยทำให้เราได้ดีท๊อกซ์ ร่างกายตนเอง”

หากคิดได้แบบนี้การเป็นหวัดก็ถือเป็นเรื่องที่ดีได้เหมือนกันคนที่ใช้คำพูดเชิงบวกตีความสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวจะยิ่งเพิ่มพลังงานบวกในใจให้มากขึ้น

ผลที่ได้แม้จะเกิดเรื่องไรร้ายเราก็จะไม่ผิดหวังมากนักและช่วงเวลาที่หดหู่จะลดน้อยลงตามไปด้วย

เวลาเกิดอะไรขึ้นให้พยายามตีความด้วยคำพูดเชิงบวกให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เมื่อทำแบบนั้นแล้วจะยิ่งทำให้ช่วงเวลาแห่งความหดหู่ลดลงและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

แม้ในเวลาที่เกิดเรื่องเลยร้ายๆ ก็ให้พยายามตีความด้วยคำพูดในเชิงบวกเท่าที่จะทำได้

พลังของคำพูดที่เปลี่ยนโชคร้าย ให้กลายเป็นโชคดี

หากเกิดความผิดพลาดหรือปัญหาอย่างต่อเนื่องย่อมทำให้เกิดความรู้สึกสิ้นหวังจนต้องร้องอุทานว่า “ไม่ไหวแล้ว”

แต่พลังของถ้อยคำสามารถเปลี่ยนทุกข์ร้อนเหล่านั้นให้กลายเป็นบวกได้

ร้านบูติคที่พนักงานสาวคนหนึ่งทำอยู่เกิดปิดตัวลงทำให้เธอตกงานโดยไม่รู้ตัว ซึ่งแน่นอนว่าความจริงที่เกิดขึ้นทำให้เธอรู้สึกหดหู่แต่แล้วเธอกลับค่อยค่อยเปลี่ยนความรู้สึกนั้นไปทีละนิด

“ถึงแม้จะมีเรื่องที่ขมขื่นขนาดนี้แต่ฉันก็ยังอยู่ได้นี่นาเพราะงั้นไม่เป็นไรหรอก”

“ถ้าผ่านวิกฤติตรงนี้ไปได้แล้วก็ฉันต้องเติบโตขึ้นแน่”
เธอใช้คำพูดในเชิงบวกเหล่านี้ให้กำลังใจตัวเอง ทำให้มีแรงหางานใหม่ หลังจากนั้นอีกพักนึงปรากฏว่าเธอเห็นโฆษณาประกาศรับสมัครพนักงานของร้านบูติคที่เธอชื่นชอบเมื่อสมัครไปแล้วประสบการณ์ทำงานที่เธอผ่านมาเป็นที่ยอมรับและทำให้เธอได้รับการใจงานในที่สุด

ตอนนั้นเองเธอได้รู้สึกถึงความสำคัญของการใช้คำพูดเชิงบวกแม้ในยามทุกข์
เพราะหากเอาแต่คำควรนึกถึงแต่โชคร้ายจนไม่มีแก่ใจจะหางานเธอคงไม่เจอประกาศรับสมัครงานใหม่เป็นแน่

คนที่ไม่ลืมการใช้ถ้อยคำในเชิงบวกไม่ว่าจะเป็นเวลาไหนก็ตามจะสามารถดึงดูดโชคเค้าหาตัวเองได้และพวกเขาจะเปลี่ยนความยากลำบากให้กลายเป็นทางลัดสู่ความสำเร็จ

ในเวลาทุกข์ใจอาจทำให้อยากเอ่ยปากออกมาว่าไม่ไหวแล้วซึ่งหากเป็นชั่วคราวก็ถือว่าไม่เป็นไรแต่ถ้าเป็นเวลาที่ยากลำบากเรายิ่งควรใช้ถ้อยคำในเชิงบวก

“แม้วันนี้จะขมขื่นแต่จากนี้ไปจะดีขึ้น คนที่ใช้คำพูดในเชิงบวกมองสถานการณ์รอบด้านจะต้องโชคดีอย่างแน่นอน”

ถ้อยคำเชิงบวกสามารถเปลี่ยนโชคร้ายให้กลายเป็นดี

ถ้าเอ่ยปากบอกสิ่งที่ปรารถนาจะดึงดูดสิ่งดีๆเข้าหาตัว

การดึงดูดสิ่งดีดีเข้าหาอันดับแรกเราต้องมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าว่า”อยากทำอะไรให้สำเร็จกันแน่”

เมื่อคนเรานึกถึงมาอย่างแรงกล้าว่าอยากเป็นแบบนี้อย่าทำแบบนี้จะเป็นการดึงดูดสิ่งหรือเหตุการณ์ที่เป็นไปตามที่ร้องขอให้เข้ามาหา หรือก็คือปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า”กฏแห่งแรงดึงดูด”นั่นเอง

สรุปคือถ้าอยากเรียกโชคดีเข้ามาหาตัวเราต้องคิดก่อนว่าทำอย่างไรตนเองจึงจะมีความสุขและนำความปรารถนานั้นมาเปลี่ยนเป็นคำพูด
อยากได้….
อยากทำงาน…
อยาก…..

ถ้าลองเปิดใจตนเองดูแล้วว่าเราจะรับรู้ถึงสิ่งที่ตนเองต้องการจริงๆและเราต้องคิดถึงสิ่งนั้นอย่างแรงกล้าอยู่เสมอว่า”อยากทำให้เป็นจริง” “จะทำให้เป็นจริง” “จะทำให้สำเร็จให้ได้” และความปรารถนานั้นจะเป็นจริงโดยไม่รู้ตัว

ฟรีแลนซ์สาวคนหนึ่งทุกทุกต้นปีเธอจะเขียนเป้าหมายที่ต้องการทำให้สำเร็จในปีนี้ลงบนกระดาษโน้ตไว้ประมาณ 10 ข้อและนำกระดาษโน้ตดังกล่าวแทรกไว้ตามสมุดบันทึกเพื่อพกติดตัวโดยพยายามดูและอ่านออกเสียงบ่อยๆ ทุกครั้งที่มีโอกาส

จากนั้นพอกลับมาดูรายการความปรารถนาดังกล่าวอีกครั้งตอนสิ้นปีหลายข้อนี้นั้นก็เป็นจริงไปแล้วเธอทำแบบนี้ซ้ำๆอยู่หลายปี
การนำสิ่งที่ปรารถนามาเขียนเป็นลิตรมองดูถ้อยคำเหล่านั้นไปบ่อยแล้วไอออกมาคือการสลักถ้อยคำแห่งความต้องการเหล่านั้นเล็กลงอยู่ในหัวใจเสมอและนั่นจะทำให้เราสามารถดึงดูดโชคดีเข้ามาหาได้อย่างงดงาม

เรื่องดีดีจะมาหาคนที่นึกและปรารถนาอยู่ตลอดเวลาอยากทำความฝันให้เป็นจริงอย่างมีความสุขนั่นเอง

เปลี่ยนสิ่งที่อยากทำให้สำเร็จเป็นถ้อยคำสลักลึกลงในใจ

ถ้าพูดแต่สิ่งดีดีก็จะมีแต่เรื่องดีดีเกิดขึ้น

1. คำพูดมีทั้งเชิงบวกและเชิงลบ

คำพูดที่เราใช้กันอยู่โดยไม่คิดอะไรในแต่ละวันนั้นคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตของคนคนนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวงตั้งแต่พริบตาที่พูดออกมา
คำพูดว่ามีทั้งคำพูดที่ดีต่อใจ =เชิงบวกและคำพูดที่ไม่ดีต่อใจ =เชิงลบ

คำพูดเชิงบวกก็อย่าง เช่นดีใจ สนุก ขอบคุณ ความสุขเหล่านี้เป็นต้นซึ่งเป็นคำพูดที่ทำให้ทั้งผู้พูดและผู้ฟังมีความสุขในขณะที่คำพูดเชิงลบเช่นเกลียด ไม่ได้ ยังไงก็ บ้าคำพุ่งนี้จะทำให้คุณรู้สึกแย่

ถ้ามันใช้แต่คำพูดเชิงบวกจะทำให้ คนเรารู้สึกแจ่มใส
ทำให้สภาพจิตใจอยู่ในเชิงบวกและไวต่อเรื่องที่น่าดีใจน่ายินดี
เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วจะยิ่งดึงดูดเรื่องดีดีให้เข้ามาอยู่เรื่อยเรื่อยเพราะว่าหากใช้ แต่คำพูดเชิงลบจะทำให้จิตใจยิ่งหม่นหมอง และไม่สามารถรับรู้ถึงโชคดีที่อยู่ตรงหน้าได้  ในใจของคนแบบนั้นจะมีแต่พลังลบสั่งสมไว้ต่อเนื่องที่รังเล   แต่จะทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจและทำบ่นแสดงแต่ความไม่พอใจผลก็คือ จะยิ่งดึงดูดแต่เรื่องร้ายๆ เข้ามา
กล่าวโดยสรุปเราควรใช้คำพูดเชิงบวกมากๆเพื่อที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

ในชีวิตคนเราจะดึงดูดแต่เรื่องดีดีหรือจะดึงดูดแต่เรื่องเลยร้ายเข้าหาตนเองทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับวิธีการใช้คำพูดนั่นเอง การใช้คำพูดในเชิงบวกหรือคำพูดในเชิงลบจะเปลี่ยนชีวิตได้..

เซนซะ..

การเริ่มจากสิ่งข้างนอกเข้าไปสู่ใจนับเป็นจุดหมายเดียวกันกับการที่ดิ่งตรงไปสู่ที่ใจเลย.. ย่อมมีปรากฏการณ์ที่แตกต่างกันในการใช้ชีวิต

บ่อยครั้งที่คนรู้จักมักจะถามว่า ความจริงจะต้องดำเนินชีวิตอย่างไรกันแน่ให้สอดคล้องและอยู่ในหลักแห่งพระพุทธศาสนา

พระบางรูปท่านเมตตาสอนว่าต้องมีสินพระบางรูปท่านสอนว่าต้องบริจาคทานและบางรูปสอนว่าต้องภาวนาจึงเริ่มสับสนว่าจะกลับจุดไหนดี

พอตัดสินใจจะเข้าไปศึกษาระบบการภาวนาแล้วจะไปวัดไหนสำนักใดดีเห็นมีมากมายแต่ละวัดแต่ละสำนักต่างก็ประกาศว่าแนวทางของท่านเป็นทางตรงเป็นแนวทางที่ดีเหมือนกันทุกวัด

จะเริ่มจากตรงไหนด้วยวิธีใดก็ได้สักวันก็จะเข้าถึงเหมือนกันหมด
เป็นคำตอบของผมแต่เพื่อนคนหนึ่งที่เป็นคนชอบใช้ความคิดภาษาผมเรียกว่า ติดคิด วันวันหนึ่งคิดได้สารพัดเรื่อง ทั้งเรื่องบวกและเรื่องลบก็มาตั้งคำถามอีกเหมือนกันว่าจะต้องใช้ชีวิตอย่างไรให้สอดคล้องกับคำสอนโดยออกตัวมาก่อนเลยว่าเค้าไม่ชอบการถือศีล

ไม่ชอบถือศีลก็เน้นถือธรรมไป

เป็นคำตอบจากปากของผมตามที่หลวงพ่อทองยอดสอนที่กล่าวถึงเมื่อเรื่องที่ผ่านมา
คนที่เริ่มเข้ามาศึกษาธรรมะใหม่ๆ มักจะสับสนอย่าง นี้ทุกคนไปไม่รู้จะเริ่มยังไงก่อนดีไม่ต่างจากผมเองเมื่อ 30 ปีก่อนเหมือนกันก็เป็นแบบนี้

บางคนมาเที่ยว ถามหลายเรื่องหลายปัญหาธรรม เรากับผมเป็นพระอรหันต์ที่จะต้องไปรู้ทุกเรื่องเก่งทุกอย่าง

จึงเรียนไปด้วยความซื่อว่า ศาสนาพุทธของผมที่นับถือต่างกับพุทธศาสนาที่ผู้อื่นนับถืออยู่หลายประการนัก ศาสนาพุทธของพวกคุณที่นับถือพระพุทธเจ้าองค์ในปัจจุบันที่แต่เดิมมีชื่อเจ้าชายสิทธัตถะท่านเป็นพระพุทธเจ้าแล้วนำว่าสมณโคดดมซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์เดียวกันกับที่ผมนับถือแต่เมืองไทยพระพุทธเจ้าองค์เดียวกันนี้มีมากมายหลายนามเหลือเกิน เช่น หลวงพ่อโสธร หลวงพ่อวัดไร่ขิง หลวงพ่อวัดบ้านแหลม หลวงพ่อดำ หลวงพ่อขาว หลวงพ่อแดง หลวงพ่ออู่ทองไม่ว่าจะนามไหนๆ ก็หมายถึงพระพุทธเจ้าสมณโคดดมทั้งสิ้น แต่พระพุทธเจ้าของพระพุทธศาสนาที่ผมศึกษานั้น ไม่มี…

ที่กล่าวว่าไม่มีนั้นหมายถึงพระพุทธเจ้าก็คือพระพุทธเจ้าไม่มีนามอื่นเลย

ศาสนาพุทธที่ผมนับถือไม่มีศีลให้เคร่งครัดไม่มีเรื่องข้างนอกทางกายให้เคร่งครัด มีแต่เรื่องของใจเมื่อใจดีอะไรอะไรก็ดี การเริ่มจากสิ่งข้างนอกเข้าไปสู่ใจนับเป็นจุดหมายเดียวกันกับการที่ดิ่งตรงไปสู่ที่ใจเลยย่อมมีปรากฏการณ์ที่แตกต่างกันในการใช้ชีวิต
คนเคร่งศีลบางคนพอใครขับรถตัดหน้าใจก็เดือดปุบๆ แต่คนที่เข้าสู่ใจแล้วเมื่อเจอเหตุการณ์เดียวกันเค้าจะนิ่งแบบเออนะ…แล้วก็แล้วไป คนครึ่งศีลบางคน ชอบพาคนมานอนกลางถนนประท้วงการเมืองแต่คนที่เข้าสู่ใจแล้วมองเรื่องการเมืองว่าเป็นเพียงแค่กิจกรรมของธรรมดาสามัญสัตว์

เราจะเลือกใช้ชีวิตแบบไหน….สุดแต่หัวใจด้วยกันทั้งสิ้น

ในความเชื่อของเรื่องดวงชะตานั้น

“ที่คนโดยมากกล่าวว่าหากคนจะรวย

ดวงก็มีความสำคัญ  มีส่วนด้วยหากดวงไม่ดีทำอะไรก็จะไม่ดี”

เคยเรียนถามท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธะโฆษาจารย์ วัดสุวรรณารามบางกอกน้อยปีพ.ศ. 2547 ท่านให้ข้อคิดว่า…

หากดวงเราดีแล้วงอมืองอเท้าไม่ทำอะไรเลยมันจะรวยได้อย่างไร  คนที่นับถือพุทธและเข้าใจหลักแห่งศาสนาพุทธเค้าจะไม่สนใจเรื่องดวงชะตาอะไรทั้งนั้น  เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามการกระทำของเราเอง คนไม่รวยไม่ใช่ว่าดวงไม่ดีไม่มีดวงรวยแต่เพราะบุญเก่าของเค้าสร้างมาอย่างไรต่างหากบุญเก่าไม่มีมาบุญใหม่ก็ไม่สร้างก็จบเห่… ลำบากไปเรื่อย

บางคนดิ้นรนทั้งชีวิตยังจนเหมือนเดิมเป็นเพราะบุญเก่าไม่มีมา  บางคนดิ้นรนพอประมาณบุญเก่ามาหนุนไม่นานเขาก็สบายร่ำรวย  เมื่อรวยแล้วมันทำบุญอีกยิ่งรวยมากขึ้นไปอีกแต่คนเราชอบทำบุญกับพระแล้วขอให้รวยรวยอย่างนี้ไม่ถูก  ทำบุญกับพระใจต้องสงบปราศจากกิเลสเดี๋ยวอานิสงส์ส่งผลให้เราดีเอง แต่หากไปตั้งความหวังว่าจะต้องรวยอย่างนั้นอย่างนี้ไม่มีทางเพราะใจไม่สงบใจ  ทำบุญเจือปนด้วยความอยากได้ เหมือนกับให้ไปเพราะหวังสิ่งที่มีการแลกเปลี่ยนอยู่…การทำบุญไม่ใช่เรื่องของการค้าแต่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณแต่คนที่ไม่หวังอะไรเมื่อทำบุญแล้วนั้นมักจะได้ผลบุญตอบแทนอย่างเกินสิ่งที่ประสงค์

อยากรวยนานๆ แบบชาวพุทธต้องทำอย่างไร

ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามการกระทำของเราเองคนไม่รวยไม่ใช่ว่าดวงไม่ดีไม่มีดวงรวยแต่เพราะบุญเก่าของเค้าสร้างมาอย่างไรต่างหากบุญเก่าไม่มีมาบุญใหม่ก็ไม่สร้างก็จบเห่…ลำบากไปเรื่อย

คำว่ามีทรัพย์แล้วให้ทรัพย์ตั้งอยู่ได้นานนั้นมิใช่หมายถึงการไม่ใช้ทรัพย์สินอะไรใดใดเลยแต่หมายถึงว่าควรมีความคิดในการใช้ซับไปในทางไหนอย่างไรบ้าง แน่ละ คนทั่วๆไปเมื่อมีทรัพย์ อันดับแรกคือการตระเวนออก Shopping ตามห้างก่อน

รองเท้ามีแล้วมีอีกเป็นสิบๆ คู่กระเป๋าแบบนี้ต้องสวมชุดนี้กระเป๋าแบบนี้ต้องใส่กับชุดนั้นการใช้จ่ายกับสิ่งที่เราอยากได้ก็เป็นธรรมดาอย่างหนึ่งของคนแต่ในทางหลักพระพุทธศาสนานั้นพระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างชัดเจนในเรื่องของการใช้จ่ายทรัพย์

บางคนบอกว่าจะเอาทฤษฎีของพระพุทธเจ้า มาใช้กับคนในยุคโลกไซเบอร์ ได้หรือ…บอกเลยว่ายิ่งกว่าได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงไปของสังคมโลกคือเครื่องอำนวยความสะดวกมีมากขึ้น

เมื่อก่อนเดินทางด้วยการเทียมวัว เดี๋ยวนี้ใช้รถยนต์ เครื่องบิน เรือ เดี๋ยวนี้มีการแสดงทางโทรทัศน์ให้ดูสมัยก่อนดูกลางแจ้ง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็มีพื้นฐาน. มุ่งหมายเดียวกันการเดินทางจากเกวียนมาเป็นรถเป็นต้น

แต่ที่เหนือไปกว่านั้นที่คนทุกยุคสมัยไม่เคยเปลี่ยนเลยคือภาวะจิตใจ

คนในยุคพุทธกาล

ใจโหดร้ายอำมหิตฆ่าแกงกันก็มี คนรวยล้นฟ้าก็มี คนชอบคดโกงก็มี นักเลงก็มี กล่าวง่ายง่ายว่าอะไรที่คนยุคนี้มีในยุคนั้นมีหมดแม้แต่เรื่องของหญิงขายบริการ หญิงสมัยนั้นการเป็นหญิงขายบริการมีเกียรติมาก เพราะพระราชาต้องแต่งตั้งและประกาศทั่วกันว่าเธอคนนี้เป็นหญิงขายบริการ

หากใช้ได้จะไปใช้บริการต้องจ่ายเงินแพงมากและภรรยาที่บ้านต้องเห็นชอบ ยอดของหญิงขายบริการนั้นก่อนจะได้รับประกาศแต่งตั้งก็ต้องรู้เห็นชอบด้วยเหมือนกันหมดการซื้อผู้หญิงบริการไปหลับนอนในยุคนั้นหากเป็นไปและปฏิบัติตามที่กล่าวมาทั้งชายหญิงก็ย่อมไม่ผิดศีลธรรม แต่ถ้าหากเค้าไม่ใช่หญิงบริการหรือเป็นหญิงบริการที่ไม่ถูกต้องตามกฏหมาย เย็ดญาติพ่อแม่ฝ่ายหญิงไม่รู้ว่า ลูกของตนเป็นหญิงบริการฝ่ายชายแอบไปใช้บริการโดยที่ภรรยาไม่รู้อันนี้ผิดศีลธรรมอย่างแน่นอน

แต่ยุคนี้ใช้ได้ไปซื้อบริการโดยมากผิดหมดคือภรรยาไม่รู้หรือไม่ก็ญาติฝ่ายหญิงไม่รู้ ที่สำคัญกฎหมายไม่รองรับ
ที่กลับมาตรงประเด็นที่ว่าในเมื่อคนทุกยุคทุกสมัยต่างก็มีพื้นฐานของกิเลสที่เหมือนกันคือความโลภ ความโกรธ และความหลง ไม่ว่าคนในยุคพุทธกาลหรือยุคนี้แล้วทำไมคำสอนของพระพุทธเจ้าจึงจะยังนำเอามาใช้ในยุคสมัยนี้ไม่ได้