ธรรมะ ทั้งปวงคืออะไร

ต้องทำไปตามธรรมชาติให้ธรมมดาที่สุด อะไรจะเกิดก็ให้เกิดไป อะไรจะไม่เกิดก็ไม่ต้องเกิด

พันเอกหม่อมหลวง ภาณพ ภานุมาศ

นายทหารสายธรรม เพราะชอบปฏิบัติธรรม สวดมนต์ไหว้พระ ระยะหลังนานครั้งจึงจะว่างได้พูดคุยกัน  คราหนึ่งท่านถามว่า ธรรมะที่สุดแล้ว คืออะไร…

การปฏิบัติเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าจะต้องทำอย่างไร? เมื่อท่านพี่ถามก็ตอบไปตามความท้องเรื่องว่า

การปฏิบัติธรรม

หากเราแอบมีความหวังเล็กๆ อยู่ในใจ ขณะที่ปฏิบัตินั้น ย่อมไม่สามารถเข้าถึงอะไรได้เลยเพราะนั่นเป็นการตั้งประเด็นเอาไว้แล้วว่าจะต้องได้ไม่ว่าการซึ่งฌาน หรืออะไรที่สูงกว่านั้นก็ตาม

แต่ การแอบมีความหวังเล็กๆ อยู่ในใจ เป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะการปฏิบติธรรม ต้องทำไปตามธรรมชาติให้ธรรมดาที่สุด ตามแต่ว่าวาสนาคนที่ปฏิบัติธรรม ไม่ก้าวหน้า เพราะความหวังมาบดบังทั้งสิ้น ส่วนคนที่ปฏิบัติธรรมแล้วไม่คิดอะไรเลย ได้ก็คือได้ ไม่ได้ก็คือไม่ได้ นั่นแหละ จะทำให้ก้าวสู่ความสงบแก่จิตใจ

เพราะมีปัญญาแล้วจึงสงบ ไม่ใช่สงบแล้วมีปัญญา

พระธรรมดา…ที่มีคนศรัทธาท่วมท้น

ความตื่นเต้นของผู้คนที่หิวโหยยและวิ่งหาธรรมะมากขึ้น จากการเข้าวัด การไปปฏิบัติและการไปหาซื้อหนังสือธรรมะมาอ่าน มีมากขึ้นทุกวัน นี่คงเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งบ่งบอกให้เห็นว่ากระแสบริโภคนิยมทำให้คนเป็นทุกข์มากขึ้น

นับแต่ปี พ.ศ. 2500 ถึง พ.ศ. 2533 คนที่จะเข้าวัดโดยมากจะเป็นไม้ใกล้ฝั่ง นั่งฟังธรรมะทุกวันพระ เอาศรีษะอิงเสาศาลา

แต่วันนี้ไม่ใช่ …..

อาจเพราะกระแสนิยมเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่เข้าหาธรรมะมากขึ้น ไม่ต้องรอจนเป็นคนเฒ่าคนแก่ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ ปัญหาของคนรุ่นใหม่มีมากขึ้นจนยากที่จะตัดสินใจหรือหากมองโลกในอีกแง่หนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า การบริโภควัตถุนิยมมากๆ ทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายและเกิดกระแสตีกลับ

เพราะว่าการตามกระแสนั้นมากๆ ยิ่งตามยิ่งเหนื่อย ตามเท่าไหร่ยิ่งเป็นทุกข์มากขึ้น

จวบเหมาะกับเรามีพระภิกษุรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาเผยแพร่ธรรมแบบโดนใจวัยโจ๋เข้าด้วยรูปแบบสำนวนการสื่อที่ไม่เหมือนกับพระสงฆ์ที่นั่งบนธรรมมาสน์ จึงเกิดรู้สึกเข้าใกล้ได้ง่ายในภาษาธรรมสัมผัสได้ง่ายในคำสอน แนวทางการสอนไม่ได้เน้นเรื่องทางโลกมากไป ไม่ได้เน้นทางธรรมจนน่าเบื่อ จึงเป็นการบันเทิงธรรม

ธรรมดา มันเป็นเรื่อง ธรรมดา

ธรรมชาติ ธรรมดา เพื่อพัฒนาตนเอง แต่ว่าวาสนาก็มิได้นำพา…

ในโลกนี้ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่เป็นธรรมดา ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นเหตุแห่งธรรมชาติ เมื่อทุกคนเข้าใจในสองสิ่งนี้ ชีวิตที่มีลมหายใจเข้าและออกอยู่ย่อมเข้าใจในคำว่า ธรรมะ

แต่เป็นเพราะมนุษย์  มักจะฝืนในเรื่องของความเป็นธรรมชาติ และไม่มองสิ่งที่อยู่รอบตัว ทั้งดีและไม่ดี ว่าเป็นเรื่องธรรมดา สุดท้ายจึงไม่เข้าใจธรรมะพร้อมกับทั้งเครียดอยู่เสมอทุกวัน

ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมดา

ทั้งสามคำนี้ เป็นสิ่งเดียวกัน เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับโลกมายาวนานหลายหมื่นปี แม้โลกนี้ไม่เคยมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น แต่พระพุทธองค์อุบัติขึ้นมาเพื่อให้รู้ในสามสิ่งนี้แล้วนำเอามาบอกแก่มหาชนว่า มันเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ที่มนุษย์ต้องเข้าใจ

เมื่อทุกคนรับรู้และเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ไม่ว่าจะเข้าใจเพราะการศึกษาหรือปฏิบัติ ทุกคนก็ย่อมจะไม่มีความทุกข์อะไรอีกต่อไป ในการอาศัยอยู่บนโลกใบนี้

ผมเป็นคนหนึ่งที่โคตรจะธรรมดา ความรู้การศึกษาก็แค่มหาหลงวัด การใช้ชีวิตก็ขัดสนปนเปกับการมีหนี้สิน ร้อยรัดไปตามกระแสบริโภคนิยมเหมือนเยี่ยงหลายต่อหลายคน

แต่ผมเป็นคนไม่ยึดติดกับความทุกข์และความสุข

ที่ว่าไม่ยึดติดหาใช่เพราะสำเร็จมรรคผลอะไร เพียงแต่ใจมันยึดติดก็เท่านั้น กริยาท่าทางก็ห่ามๆ จนแลดูจัดจ้าน ไม่เข้าท่าขเ้าทางในสายตาของคนที่มีคุณวุฒิการศึกษาสูง

แต่ผมก็พอมีเพื่อนที่คบหากันตั้งแต่สามล้อ วินมอเตอร์ไซต์ ไปยันรัฐมนตรี ซึ่งพอทำให้ทุกลมหายใจเข้าออกมีความสุขอยู่บ้าง

แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้ในใจ คือ นิสัยใจคอที่ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ว่าง่ายๆ สไตล์ไปไหนเอาแต่ปากไป แต่ไปหาตี…(น) เอาข้างหน้าประมาณนั้น การที่โผงผางหาใช่ต้องเป็นคนบาปหยาบช้าเสมอไป เพราะมองว่า การใช้วลีที่สุภาพเรียบร้อยแลพินอบพิเทาเยี่ยงนั้น บางครั้งมันไม่อาจปลุกต่อมความสำนึกรู้ของคนบางประเภทได้   จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้วาจากริยาที่แอ็คชั่นเพื่อให้คนที่ฟังเริ่มรู้สึกว่า ดราม่า พอควร

“ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมดา” หากเข้าใจกันจริงๆแล้ว โลกนี้ทั้งโลกคงไม่วุ่นอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้แล