ความคิดที่ว่าถ้าคิดจะทำก็ทำได้เป็นเรื่องโกหก

 


คนที่ขี้เกียจจะต้องคอยแบกความทุกข์อันได้แก่การเริ่มต้นไม่สำเร็จและยืนระยะไม่ได้มักจะเผลอตกหลุมพรางหนึ่งง่ายง่ายครับ

นั่นก็คือการหลงผิดคิดว่าถ้าคิดว่าทำได้ก็ทำได้คือถ้าคิดว่าตัวเองทำได้นึกอยากทำขึ้นมาจริงๆก็ทำได้ทันทีไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนหรือการลดน้ำหนักแค่ตอนนี้ยังไม่มีอารมณ์จะทำเท่านั้นแต่ถ้าถึงเวลาที่ต้องทำขึ้นมาก็จะลงมือทำเองและเมื่อลงมือทำแล้วก็จะทำได้เช่นกัน

นึกแล้วน่าจะมีคนที่คิดแบบนี้ไม่น้อยเลยใช่ไหมครับถ้าไม่คิดมากคุณอาจจะมองว่านี่เป็นทัศนคติเชิงบวกก็ได้แต่ผมขอบอกว่าความคิดแบบนี้อันตรายเอาการจุดนี้สำคัญมากนะครับเพราะฉะนั้นผมขอจริงจังซักหน่อยประการแรกก็คือคนที่ขี้เกียจที่คิดว่าถ้าคิดจะทำได้ก็ทำได้นั้นแทบจะไม่คิดพลิกแพลงเลยเพราะมั่นใจในความสามารถของตัวเองมากเกินไป

ดังนั้นเมื่อต้องเริ่มต้นอะไรใหม่ใหม่คนประเภทนี้จึงใช้วิธีเดินมาชนแต่ถึงอย่างนั้นเนื่องจากมีพื้นที่นิสัยเป็นคนที่ขี้เกียจวิธีนี้ก็จึงแทบไม่ได้ผล

ความคิดที่ว่าคิดว่าทำได้ก็ทำทาคือสัญญาณอันตรายที่เป็นแบบนั้นก็เพราะพวกเขาไม่ชอบใช้ความพยายามสิ่งจำเป็นสำหรับการเดินหน้าชนทำจิตใจก็จะไม่เข้มแข็งอีกด้วยผมว่ากว่าครึ่งของคนที่ตั้งใจเรียนหรือลดน้ำหนักโดยมีความคิดตั้งต้นว่าถ้าคิดจะทำก็ทำได้คงมีอันต้องล้มเหลวและยุติความพยายามไปแล้วถ้าล้มเหลวแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัวก็จะเกิดวงจรว่าเริ่มต้นลงมือทำแล้วก็ล้มเหลวจากนั้นแต่ความทรงจำที่เลวร้ายและเกลียดตัวเองผลคือคุณจะหมดความมั่นใจเฉื่อยแฉะยิ่งกว่าเดิมและกลายเป็นคนที่ขี้เกียจแบบเสเพลซึ่งเอาแต่เออระเหยและเริ่มต้นไม่ได้ในที่สุดนี่แหละครับวงจรอุบาทที่แท้จริง

ตรงกันข้ามคนที่มีความคิดตั้งต้นว่าตัวเองเป็นคนที่ขี้เกียจจะไม่เป็นแบบนั้นครับพวกเค้าจะรู้ตัวดีต่อให้ตัวเองด้วยนะชวนก็จะคงล้มเลิกง่ายง่ายอยู่ดีจึงพยายามหาทางคิดพลิกแพลง

และเมื่อคิดพลิกแพลงจะได้ผลพวกเขาจะได้สัมผัสกับความภาคภูมิใจและความดีใจที่ทำสำเร็จมาเป็นแบบนี้แล้วต่อไปก็จะอยากให้คิดพลิกแพลงยิ่งขึ้นในหัวจะเกิดวงจรก็คือคิดพลิกแพลงได้ผลดีใจแล้วสุดท้ายก็ติดนิสัยคิดพลิกแพลงจนไม่รู้ตัว เมื่อเทียบกันแล้วคนที่มีความคิดตั้งต้นว่าฉันเป็นคนที่ขี้เกียจจะตรงกันข้ามสิ้นเชิงเลยครับคนประเภทนี้จะมองตัวเองเป็นคนที่ขี้เกียจคือให้คะแนนตัวเองไว้ต่ำตั้งแต่แรกจึงรู้สึกอยากคิดพลิกแพลงและไม่ละเลยขั้นตอนการเตรียมความพร้อมเช่นการรวบรวมข้อมูลจำเป็นต่างๆและทุกครั้งเมื่อทำสำเร็จก็จะเพิ่มคะแนนให้ตัวเองติดเป็นนิสัยคิดพลิกแพลงและประเมินค่าตัวเองสูงขึ้นเรื่อยเรื่อย

อย่าสับสนระหว่างความพากเพียรกับการคิดพลิกแพลง

Related image

ตอนที่หนังสือกด 55 ข้อช่วยให้คนไม่ชอบความยุ่งยากอย่างคุณประสบความสำเร็จของผมตีพิมพ์ออกมามีผู้อ่านถามเข้ามามากมายว่าความจริงคุณฮนดะ เป็นคนพากเพียรใช่ไหมผมทั้งคว้าปริญญาโทเอ็มบีเอทางบริหารบริษัทมีคุณวุฒิมากมายได้ออกหนังสือของตัวเองแถมยังอ่านหนังสือปีละกว่า 400 เล่มด้วยและนี่ก็เป็นลักษณะของคนพักเขียนชัดชัดความจริงเพื่อนฝูงของผมก็เคยพูดแบบนั้นเหมือนกัน

ผมไม่ได้ถ่อมตัวหรอกนะครับแต่ผมไม่ใช่คนพากเพียรอย่างที่เค้าพูดกันหรอกผมเป็นคนที่ขี้เกียจขนาดที่ว่าให้คุณทุ่มเททำอะไรซักอย่างไม่ได้เลย

และสิ่งเดียวที่คนไร้ความพากเพียรอย่างผมทำก็คือคิดพลิกแพลง

การคิดพลิกแพลงที่ว่านี้ไม่ใช่การหลับหูหลับตาพักเพียงแต่คือการนึกถึง. ปลายทางของความทุ่มเทเพื่อไม่ให้พากเพียรไปแบบผิดที่ผิดทางและความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างการคิดพลิกแพลงกับความภักดีเหรียญน่าจะอยู่ที่ว่าอย่างหนึ่งต้องอาศัยพลังใจอีกอย่างไม่ต้องสิ่งที่เกื้อหนุนความพากเพียรก็คือพลังใจและความมุมานะซึ่งก็คือความตั้งใจอันแรงกล้าและจิตใจที่แข็งแกร่งนั้นเองเรื่องยากลำบากของคนพากเพียรตรงนี้นี่เองเนื่องจากคนเหล่านี้จะมีพลังใจเป็นแหล่งพลังงานเพียงอย่างเดียวจึงเครียดอยู่ตลอดพวกเขาจะต้องคอยโบยตีตัวเองเสมอเพื่อก้าวไปข้างหน้า ขณะที่การคิดพลิกแพลงไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ทางพลังใจและความมุ่งมานะเราจะคิดหาวิธีการที่ไม่ต้องพึ่งพาทั้งสองอย่างแบบเดียวกับการยกของหนักด้วยหลักการของแม่หรือไงครับในเมื่อไม่จำเป็นต้องโบยตีตัวเองจึงแทบไม่รู้สึกทุกข์ทรมานเลย แถมยังจัดการเรื่องต่างๆได้ผลเหมือนกับคนที่พากเพียรโดยไม่ต้องเคร่งเครียดสักนิด

ฝืนใจคล้อยตามคนอื่นบ้าง

Couple meeting with financial advisor

คนทั่วไปมักมองว่าการคล้อยตามคนอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีพวกเขาจะบอกว่าการคอยตามความคิดเห็นของคนอื่นแสดงให้เห็นว่าเราไม่มีจุดยืนดังนั้นจึงต้องเป็นตัวของตัวเองให้มาเข้าไว้

คิดแบบนั้นก็เข้าใจได้อยู่หรอกนะครับแต่ผมว่าเราควรมีตัวเลือกด้วยนั่นก็คือการฝืนคล้อยตามคนอื่นหรือควรเรียกว่าเป็นความสามารถที่จะคล้อยตามคนอื่นด้วยซ้ำตัวอย่างเช่นเพื่อนของคุณมาชวนว่าวิ่งมาราธอนสนุกดีนะปีหน้ามาลองด้วยกันสิแล้วคุณก็ตกปากรับคำทันทีว่าเอาลองดูสักครั้ง กรณีนี้หากมองเพื่อนเพื่อนจะเห็นว่าคุณคล้อยตามความคิดเห็นของเพื่อนประการคล้อยตามแบบนี้ก็ทำให้คุณก้าวไปข้างหน้านะครับในทางกลับกันถ้าคุณไม่ยอมคล้อยตามโดยปฏิเสธว่าไม่อ่ะมาราธอนอะไรนั้นฉันไม่เอาด้วยหรอกก็คงจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเท่าไหร่พักคอยระมัดระวังมากเกินไปเพื่อแม่คอยตามความคิดเห็นของอื่นคนจะติดนิสัยกลายเป็นคนที่ปฏิเสธทุกเรื่องประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณคล้อยตามความคิดเห็นของคนอื่นหรือเปล่าหรอกนะครับแต่อยู่ตรงที่คุณเลือกสิ่งที่ดีต่อตัวเองจริงๆได้หรือเปล่าต่างหาก

เปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยความสามารถของคนอื่นก็คือคนที่ขี้เกียจไม่ถนัดริเริ่มทำสิ่งใหม่ใหม่เองหรอกครับเพราะฉะนั้นถ้าคุณรอคำสั่งของใครสักคนคนมองว่าเป็นโอกาสทองที่จะได้เริ่มต้นใหม่และทำตามเขาไปก่อนยิ่งเป็นเรื่องที่คุณไม่เคยแม้แต่จะคิดหรือตรงกันข้ามกับความเป็นตัวของตัวเองเลยฉันเชอร์ก็มักจะมีศักยภาพที่คุณคาดไม่ถึงหลับไหลอยู่มากมายและมาค้นพบตัวตนใหม่ของคุณด้วยการหยิบยืมความสามารถของคนอื่นกันดีกว่าส่วนแรงบันดาลใจนั้นจะมาจากคนอื่นหรือจากตัวเองก็ไม่ใช่ปัญหา

ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนขี้เกียจ

กฎข้อแรกที่จะช่วยให้คนขี้เกียจอย่างคุณประสบความสำเร็จทำได้ง่ายนิดเดียวนั่นก็คือการยอมรับว่าตนเองเป็นคนขี้เกียจอย่างที่ผมบอกไว้แล้วตอนต้นนะครับว่าการเป็นคนขี้เกียจคือพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่แต่พรสวรรค์ที่ว่านี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อคุณรู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนขี้เกียจคนที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนขี้เกียจจะเอาแต่ทำตัวเฉยแฉะสุดท้ายก็จะแปลสภาพกลายเป็นคนที่ขี้เกียจแบบเสเพลแต่บางคนอาจจะรู้สึกต่อต้านไม่อยากยอมรับว่าตัวเองเป็นคนที่ขี้เกียจนะครับแต่ผมอยากให้คิดแบบนี้ก็คือคนเราเมื่อรู้ตัวเองมีจุดด้อยแล้วรู้ว่าเวลามีจำกัดก็จะเริ่มคิดพลิกแพงเพราะความคิด iPadนี้จะเกิดขึ้นได้จากสิ่งที่เป็นด้านลบนั้นเองคนที่ขี้เกียจแบบก้าวหน้าโดยทั่วไปมักจะเป็นแบบนี้ครับก็คือรู้ว่าตัวเองมีพื้นนิสัยเป็นคนที่เกียจจึงพยายามคิดพลิกแพลงรู้ตัวอีกทีคิดคิดแขนจนเป็นนิสัยไปแล้วตรงกันข้ามพูดคนที่เป็นอัจฉริยะจะไม่คิดพริกแพลงกันหรอกเพราะแคร์เดินหน้าชนก็ไปได้สวยแล้ว คนประเภทนี้จึงพยายามฝ่าฟันเรื่องต่างๆด้วยแรงจูงใจและความมุ่งมั่นนะของตัวเอง

ยังมีอีกเรื่องที่คนเข้าใจผิดกันบ่อยบ่อยนั่นก็คือคำว่าขี้เกียจกับอู้นั่นแหละจะคล้ายแต่ความจริงไม่เหมือนกันเลย

อู้ก็คือการหนีจากปัญหาตรงหน้าดังนั้นซักวันนึงเวลาจะหมดลงส่งผลให้ขี้เกียจต่อไปไม่ได้แต่คนที่ขี้เกียจแบบก้าวหน้าจะไม่พยายามหนีจากสิ่งต่างๆแถมยังจะคิดพลิกแพลงจนเป็นนิสัยด้วยจึงใช้ชีวิตได้แบบสบายสบายอยู่เสมอผมว่าอย่ามาวิตกเรื่องภาพรักของคำว่าคนขี้เกียจเลยครับยอมรับโดยดีถือว่าตัวเองเป็นคนที่ขี้เกียจแล้วมาค้นหาวิธีขี้เกียจอย่างชาญฉลาดกันดีกว่า

อาวุธของคนขี้เกียจคือความคิดพลิกแพลง

แต่ถึงอย่างไรก็คงมีคนรู้สึกขัดหูกับคำว่าคนขี้เกียจอยู่เยอะเหมือนกันแล้วหมอว่าคนสละความเป็นคนขี้เกียจให้หลุดแล้วเปลี่ยนตัวเองเป็นคนขยันเอาการเอางานมากกว่าไม่ใช่หรือผมเองก็คิดว่าการตั้งหน้าตั้งตาทำงานไม่หยุดหย่อนก็ถือเรื่องที่ยอดเยี่ยมจริงๆนะครับแต่คุณต้องไม่ลืมนะครับว่าคนขยันก็มีจุดอ่อนเหมือนกันอย่างเช่นคนเอาการเอางานผู้เปี่ยมความสามารถจะไม่ใช่ความคิดพลิกแพงกันหรอกพวกเขาไม่เครียดอยู่แล้วที่จะต้องตั้งหน้าตั้งตาทำงานจึงมักทุ่มเทอย่างเค้าใส่ไว้ก่อนไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ไหนเพราะแบบนี้จึงถ่ายทอดองค์ความรู้ให้คนอื่นไม่ได้เพราะเขาทำทุกอย่างด้วยคิดแต่ว่าถ้าได้ทำก็จะทำได้เองจึงขาดองค์ประกอบดูที่ควรถ่ายทอดให้คนอื่น

และในทางกลับกันคนที่ขี้เกียจเป็นคนชอบคิดครับจะคอยคิดพลิกแพลงว่าต้องทำอย่างไรจึงจะขี้เกียจได้ต้องมีองค์ความรู้ที่อื่นมากมายแถมยังรู้จักยืดหยุ่นเมื่อต้องรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆด้วยและในช่วงที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลงผู้เช่าความสามารถอันเอกอุสถาปนากองทัพบกแห่งเยอรมนีขึ้นใหม่ได้แยกประเภทโคตรขี้เกียจเลยคนขยายองค์กรตามคุณสมบัติไว้ดังแผนผังในหน้าเก้าครับปรับให้เป็นมองแบบธุรกิจที่เข้าใจง่ายง่ายกันดีกว่า

1. คนขี้เกียจที่มีความสามารถ
ประเภท: หัวหน้าโครงการ
เหตุผล: เนื่องจากเป็นคนที่ขี้เกียจจึงใช้ความสามารถลูกน้องเต็มขีดจำกัดและข้อคิดพลิกแพลงว่าต้องทำอย่างไรงานจึงสัมฤทธิ์ผลโดยง่าย

2. คนขยันที่มีความสามารถ
ประเภท: รองประธานหรือกรรมการผู้จัดการ
เหตุผล: เนื่องจากเป็นคนขยันทำงานจริงทำตัวเหมือนเสนาธิการทหารคือทุ่มเททำงานเป็นผู้ช่วยมากกว่าจะเป็นผู้นำลูกน้อง

3. คนขี้เกียจที่ไร้ความสามารถ
ประเภท: ผู้บริหารหรือผู้จัดการประจำพื้นที่และพนักงานทั่วไป
เหตุผล: เนื่องจากเป็นคนไม่พยายามคิดเองกรณีที่เป็นประเภทผู้บริหารหรือผู้จัดการประจำพื้นที่ค่อยรับคำสั่งจากผู้เสนาธิการทหารส่วนอีกประเภทหนึ่งคือพนักงานทั่วไปจะปฏิบัติงานตามคำสั่งของหัวหน้า

4. คนขยันที่ไร้ความสามารถ
ประเภท: คนที่องค์กรไม่ต้องการ
เหตุผล: เนื่องจากเป็นคนทำงานโดยที่ไม่รู้ตัวว่าทำผิดความผิดพลาดจยิ่งบานปลาย

แต่สุดท้ายนี้การเป็นคนขยันใช่ว่าจะเป็นข้อดีเสมอไปสู่เป็นคนขี้เกียจที่มีอาวุธที่ชื่อว่าความผิดแผงจะมีประโยชน์มากกว่าจากจุดนี้ผมคิดว่าคนที่ขี้เกียจก็เลยแบ่งออกเป็นสองประเภทด้วยกันประเภทแรกคือคนขี้เกียจแบบก้าวหน้าคนประเภทนี้จะมีความคิดตั้งต้นคืออยากที่จะขี้เกียจเต็มทีจึงคิดพลิกแพลงอยู่เสมอในขณะเดียวกันก้าวหน้าไปเรื่อยเรื่อยต่อมาก็คือคนที่ขี้เกียจแบบเสเพลเป็นพวกทีเออละเหยไปวันวันไม่คิดจะก้าวหน้าคนประเภทนี้ในระยะสั้นอาจจะสบายแต่ในระยะยาวจะเกิดผลเสียชนิดหมดหนทางแก้ไขและประเภทสุดท้ายก็คือคนที่ขี้เกียจอ่ะผาสุกสำหรับประเภทนี้ผมคงต้องอธิบายเพิ่มเติมสักหน่อยตัวอย่างเช่นคนที่อ้วนเพราะออกกำลังกายไม่พอหรืออ้วนเพราะนิสัยของการกินแต่ไม่ได้เครียดกับความอ้วนของตนเองเป็นคนที่ต่อให้อ้วนก็ไม่ได้มีปัญหาหรือคนที่คิดว่าแม่อีก 10 ปีข้างหน้าจะยังมี ตำแหน่งหรือรายได้ = ปัจจุบันก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นปัญหาและต่อให้แย่ลงกว่าเดิมก็ไม่ได้เดือดร้อนใจคนกลุ่มนี้ก็อาจที่จะขี้เกียจก็จริงนะครับแต่ในเมื่อความสุขดีอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองเพียงแต่ว่าถ้าคิดอยากที่จะก้าวหน้าขึ้นมาใหม่สักนิดก็ควรที่จะตั้งเป้าเป็นคนที่ขี้เกียจแบบก้าวหน้าจะดีกว่า

วิธีเปลี่ยนความคิดที่ว่าถ้าฉันทำได้ก็ดีสิให้กลายเป็นความจริง

ผมนำกรอบความคิดนี้มาใช้เป็นประโยชน์จนลดน้ำหนักได้ 7 กิโลกรัมและไขมันได้ 7% ในเวลาสามเดือนครับแถมจะไม่กี่วันก่อนหน้านี้ลงแข่งขันไตรกีฬาได้รอบ 17 ปีอีกต่างหากที่ผ่านมาผมพยายามลดความอ้วนแล้วไม่รู้กี่ครั้งโดยทุกครั้งจะอาศัยความตั้งใจเพียงอย่างเดียวแต่สำหรับผมการลดน้ำหนักสำคัญน้อยกว่าเรื่องงานและเรื่องบันเทิงเริงใจอื่นๆจึงไม่เคยยืนระยะได้นานเลย สมมุติว่าคุณกำลังกลุ้มใจที่ลดความอ้วนไม่ได้แล้วเกิดหมอวิจัยขึ้นมาว่าถ้ารถไม่ได้น้ำหนักเนี่ยจะอันตรายนะถึงชีวิตคุณก็คงลดความอ้วนได้อย่างง่ายดายใช่ไหมล่ะครับ

หรือเรื่องภาษาอังกฤษก็เหมือนกันถ้าจู่จู่มีคำสั่งให้ไปทำงานต่างประเทศคุณก็คงต้องใส่เอาเป็นเอาตายเลยทีเดียวแรงจูงใจมากขึ้นเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งเริ่มต้นได้ทันทีและยืนระยะได้ประเด็นก็อยู่ตรงนี้แหละครับสาเหตุที่เราคนขี้เกียจเริ่มต้นไม่ได้หรือยืนระยะไม่ได้จนต้องคุมออกกรุงใจก็เป็นเพราะแรงจุงใจมีน้อยนั่นเองถึงจะคิดว่าถ้าผอมแล้วก็ดีสิแต่ต่อให้ไม่ผอมก็ใช่ว่าจะถึงตายเสียเมื่อไหร่ถึงจะคิดว่าถ้าได้ภาษาอังกฤษก็ดีนะก็ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ภาษาอังกฤษจะต้องถูกไล่ออกทันทีเสียหน่อยไม่ว่าอย่างไรแรงจูงใจก็อยู่แค่ในระดับถ้าเราทำได้ก็ดีสิเลยยืนระยะไม่ได้ไงล่ะ

การลดความอ้วนของผมก็เคยมีสภาพแบบนั้นเหมือนกันครับผมคิดว่าถ้าผมก็คงจะดีแต่เรื่องนี้ก็สำคัญน้อยแล้วสุดท้ายเรื่องงานเรื่องเรียนหรือเรื่องเกี่ยวกับมาก่อนทุกทีแรงจูงใจในระดับถ้าทำได้ก็ดีสิแบบนี้จำเป็นที่จะต้องมีแรงบีบบังคับจากภายนอกเข้ามาเสริมด้วยถ้าขาดแรงบีบบังคับจะทำได้ไม่ต่อเนื่องยิ่งไปกว่านั้นถ้ารู้จักใช้แรงบีบบังคับจากภายนอกให้ดีอย่างเพื่อให้เรารู้สึกขี้เกียจต่อไปได้ด้วยและเนื่องจากเราไม่ต้องเข้มงวดกับตัวเองนี่แหละครับถ้าลองได้อยู่ในกรอบความคิดนี้สักครั้งแล้วก็แทบจะไม่ต้องเครียดเลย

สาเหตุที่เริ่มต้นไม่สำเร็จและยืนระยะไม่ได้

เอาหละทีนี้เรามาคิดสาเหตุที่ทำให้คนขี้เกียจเริ่มต้นได้ไม่สำเร็จระยะไม่ได้กันดีกว่าครับก่อนอื่นเลยสาเหตุข้อใหญ่ที่สุดที่ทำให้ลำต้นไม่ได้สำเร็จหรือจุงใจไม่ได้สักทีแม้เราจะเรียกรวมรวมว่าแรงจูงใจแต่แรงจูงใจในที่นี้จะแบ่งได้เป็นแรงจูงใจจากภายในและแรงจูงใจจากภายนอกด้วยตัวอย่างเช่นพ่อแม่สอนลูกว่าจงตั้งใจเรียนเพื่ออนาคตแบบนี้ถือว่าเป็นแรงจูงใจจากภายนอกซึ่งผู้อื่นจะยัดเยียดให้ผลก็คือเจ้าตัวจะไม่ยอมรับแผนยังไม่เกิดความตั้งใจแรงกล้าในทางกลับกันการได้ไปสวนสนุกหรือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำในวันอาทิตย์ถือเป็นแรงจูงใจจากภายในดังนั้นต่อให้ต้องออกจากบ้านเช้าแค่ไหนเจ้าตัวก็ยินดีอยู่ดี

แรงจูงใจถ้าไม่ใช่ชนิดที่พวยพุ่งออกมาจากข้างในแบบนี้ก็ช่วยให้ก้าวต่อไปข้างหน้าได้ยากครับ

ส่วนถ้าถามว่าสาเหตุที่ทำให้ยืนระยะไม่ได้อยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงสิ่งที่เรียกว่าแรงบีบบังคับนั่นเอง แรงบีบบังคับก็แบ่งได้เป็นจากภายในกับภายนอกเหมือนกันตัวอย่างเช่นถ้าเรากำหนดเป้าหมายให้ตัวเองไว้ว่าฉันจะวิ่ง 1 ชั่วโมงทุกวันถือเป็นแรงบีบบังคับจากภายในธรรมดาที่พบได้ทั่วไปแต่ถ้าคุณเป็นคนขี้เกียจก็ยืนระยะได้อย่างดีคนที่มีความตั้งใจแรงกล้าของจะยึดมั่นในเป้าหมายได้แนเป็นสิ่งที่ตั้งขึ้นเองแต่เราเป็นพวกขี้เกียจใช่ไหมล่ะคะและก็ไม่มีความตั้งใจแรงกล้าต้นทุนเดิมอยู่แล้วหรือก็คุ้มกับตัวเองไม่ได้ยังไงล่ะและเพราะแบบนี้เราถึงต้องหาแรงบีบบังคับแบบใดแบบหนึ่งจากภายนอกแทน

พูดอีกอย่างก็คือต้องผสมผสานแรงจูงใจจากภายในตัวเราซึ่งฉันเริ่มต้น =แรงบีบบังคับจากภายนอกซึ่งช่วยให้ยืนระยะได้ทำได้หลังนี้แล้วทุกอย่างก็จะเป็นไปได้สวยคนที่จะทำอะไรด้วยแหละจริงใจจากภายในกับแดงบีบบังคับจากภายในได้เช่นการตั้งเป้าหมายตัวเองก็มีแต่พวกคนขยันมีความตั้งใจแรงกล้าเท่านั้นแหละครับส่วนคนที่ทำอะไรได้ด้วยแรงจูงใจจากภายนอกหรือคำสั่งการบีบบังคับจากภายนอกจะไม่ต่างจากทักเลยจึงเกิดความเครียดสะสมและไม่สนุกเอาเสียเลยอย่างน้อยคุณควรพยายามผสมผสานแรงจูงใจจากภายในกับแกงบีบบังคับจากภายนอกเข้าด้วยกันจะดีกว่า

ถึงคนที่เริ่มต้นทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จอย่างคุณ

เวลาที่คิดจะทำอะไรซักอย่างไม่ว่าจะอ่านหนังสือเรียนลดความอ้วนหรือจะทำงานบ้านตลอดจนจัดเก็บข้าวของให้เป็นระเบียบรคุณชนเข้ากำแพงต่อไปนี้ได้ไหม

  • เริ่มต้นใหม่สำหรับ
  • ยืนระยะไม่ได้
  • เฉื่อยแฉะ

ตัวผมเองชนเข้ากับทำสามกำแพงเลยเหรอครับถ้าคุณรู้สึกคุ้นคุ้นกับเงื่อนไขเหล่านี้เหมือนกันก็ควรรู้ตัวไว้ดีกว่าว่าคุณมีคุณสมบัติของคนขี้เกียจและถ้าคุณหยิบหนังสือเล่มนี้เพราะคิดว่าฉันเป็นคนขี้เกียจลองอ่านดูหน่อยแล้วกันก็ถือว่าคุณนำหน้าคนอื่นไปไกลแล้วแต่นั่นแหละครับความจริงการจะรู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนขี้เกียจเป็นเรื่องยากทีเดียวในงานสัมมนาหนึ่งผมมาตั้งคำถามว่าใครคิดว่าตัวเองเป็นคนผัดวันประกันพรุ่งบ้างยกมือขึ้นปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมยกมือมากกว่า 90% ถ้าผัดวันประกันพรุ่งเพราะเห็นว่าสิ่งที่ต้องทำเป็นเรื่องยุ่งยากไม่นานนักผลของการกระทำนั้นจะคืนสนองเป็นเครื่องบ่งชี้ให้คนผัดวันประกันพรุ่งรู้ตัวแต่คนที่ขี้เกียจไม่เป็นแบบนั้นลองคิดตามตัวอย่างอย่างง่ายดูนะครับอย่างเรื่องลดความอ้วนสมมุติว่าวันนี้คนไม่ออกกำลังกายก็ไม่ได้หมายความว่าน้ำหนักจะขึ้นมามากหลายโลภายในวันถึงสองวันทำการนอนเหยียดยาวบนโซฟาก็สบายกว่าอยู่แล้วโอกาสที่จะเครียดขึ้นมาในระยะเวลาสั้นสั้นจึงแทบเป ตัวผมเองชนเข้ากับทำสามกำแพงเลยเหรอครับถ้าคุณรู้สึกคุ้นคุ้นกับเงื่อนไขเหล่านี้เหมือนกันก็ควรรู้ตัวไว้ดีกว่าว่าคุณมีคุณสมบัติของคนขี้เกียจและถ้าคุณหยิบหนังสือเล่มนี้เพราะคิดว่าฉันเป็นคนขี้เกียจลองอ่านดูหน่อยแล้วกันก็ถือว่าคุณนำหน้าคนอื่นไปไกลแล้วแต่นั่นแหละครับความจริงการจะรู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนขี้เกียจเป็นเรื่องยากทีเดียวในงานสัมมนาหนึ่งผมมาตั้งคำถามว่าใครคิดว่าตัวเองเป็นคนผัดวันประกันพรุ่งบ้างยกมือขึ้นปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมยกมือมากกว่า 90% ถ้าผัดวันประกันพรุ่งเพราะเห็นว่าสิ่งที่ต้องทำเป็นเรื่องยุ่งยากไม่นานนักผลของการกระทำนั้นจะคืนสนองเป็นเครื่องบ่งชี้ให้คนผัดวันประกันพรุ่งรู้ตัวแต่คนที่ขี้เกียจไม่เป็นแบบนั้นลองคิดตามตัวอย่างอย่างง่ายดูนะครับอย่างเรื่องลดความอ้วนสมมุติว่าวันนี้คนไม่ออกกำลังกายก็ไม่ได้หมายความว่าน้ำหนักจะขึ้นมามากหลายโลภายในวันถึงสองวันทำการนอนเหยียดยาวบนโซฟาก็สบายกว่าอยู่แล้วโอกาสที่จะเครียดขึ้นมาในระยะเวลาสั้นสั้นจึงแทบเป็นศูนย์

แต่ถ้าใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปเรื่อยเรื่อยรู้ตัวอีกทีน้ำหนักอาจจะเพิ่มขึ้นหลายกิโลจนกลายเป็นคนผอมยากนะเสียสุขภาพไปเลยทีนี้พอจะมาตั้งต้นลดความอ้วนใหม่ก็คงต้องเพียรพยายามมากเอาการพูดยังไงก็คือขณะที่คนผัดวันประกันพรุ่งมีงานเพิ่มเป็นดินพอกหางหมูในระยะเวลาสั้นสั้นผลของการโรงงานของคนขี้เกียจจะแสดงออกมาทีละน้อยในระยะเวลายาวนานจึงรู้สึกตัวได้ยากแต่คุณไม่จำเป็นต้องคิดหรอกครับว่าการเป็นคนขี้เกียจคือเรื่องที่เลวร้ายนั้นเพราะปกติเราหาคนที่เริ่มต้นลงมือทำได้ทันทีและยืนระยะได้และไม่เฉื่อยแฉะได้ยากกว่าอยู่แล้วแถมคุณสมบัติแบบคนขี้เกียจนั้นถ้าผิดแพงสักหน่อยยังเปลี่ยนให้เป็นแง่บวกได้ด้วย

เกี่ยวกับผู้เขียน

Image result for อุเอะนิชิ อะคิระ

อุเอะนิชิ อะคิระ

เกิดที่จังหวัดโตเกียวประกอบอาชีพนักเขียนเมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยกักคุชูอิน ได้เข้าทำงานกับบริษัท Shiseido จากนั้นจึงออกเป็นนักวิจัยเกี่ยวกับมุมมองชีวิตคิดทฤษฎีเรื่องอคติวิทยาขึ้นมาด้วยตนเองและเริ่มงานเขียนเพื่อสร้างความรู้ให้กับผู้คนในปีพ.ศ. 2538 สอบผ่านคุณสมบัติการเป็นที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมและมีผลงานเขียนออกมามากมาย

บทส่งท้าย

 

Image result for คำพูดในเชิงบวก

ในหนังสือเล่มนี้ผมได้กล่าวถึงคำพูดในเชิงบวกที่สำคัญอันจะช่วยดึงดูดความโชคดีเข้ามาหา

คำพูดที่คนเราพูดกันอยู่ตามปกติคือสิ่งที่บุคคลใช้เวลาเนินนานก่อขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างหรือลักษณะนิสัยนั่นเองเพราะฉะนั้นคงเป็นเรื่องยากไม่น้อยที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆเรานั้นได้ทันที โดยเฉพาะคนที่เอาแต่ใช้คำพูดในเชิงลบอยู่เสมอการเปลี่ยนคำพูดเหล่านั้นให้เป็นคำในเชิงบวกอาจทำให้เสียเวลาสักเล็กน้อยแต่หากเราตัดสินใจลงไปว่าจะเป็นคำพูดและก้าวเดินออกไปนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย

หากคนเราตัดสินใจแล้วว่าตั้งใจจะเปลี่ยนจริงๆจะต้องเปลี่ยนแปลงตนเองได้แน่นอน

“ขอบคุณ”
“ดีใจ”
“สนุก”

ขอให้ลองเริ่มจากการเพิ่มโอกาสในการใช้คำพูดเหล่านี้ในชีวิตประจำวันให้มากขึ้นทีละเล็กทีละน้อยคำพูดก็คือสิ่งที่ใช้บ่อยบ่อยเข้าแล้วก็จะกลายเป็นนิสัยไปเองระหว่างที่รอฝึกใช้คำพูดเชิงบวกพวกนั้นจิตใจของเราจะซึมซับคำพูดดีดีเค้าไปเองและเมื่อเกิดเรื่องที่เราคิดว่าทำไม่ได้ไม่ไหวหรอกเราก็จะเกิดความกล้าและความหวังว่าลองทำดูใหม่ดีไหมนะและหันมาท้าทายกับเรื่องเหล่านี้ได้ในที่สุด

เมื่อหัวใจของคนเราได้รับการเติมเต็มไปด้วยคำพูดเชิงบวกเราจะสังเกตถึงความสุขที่เกิดขึ้นภายในตัวเราได้และหากเป็นเช่นนั้นชีวิตเราจะเป็นไปตามที่เราปรารถนา

ในยามลำบากหากรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ไม่ราบรื่นเลยกรุณาหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านซ้ำๆ